ELLE Crush ประจำเดือนกุมภาพันธ์นี้ แอลเสิร์ฟแบบจัดเต็มกับ 12 หนุ่ม อลัน มาร์คคริส ขุนพล ฮาร์ท จินวุค ไทย เน็กซ์ ภูธัชชัย คอปเปอร์ เอเอ จั๋งธีร์ และภีมวสุ แห่งวง BUS because of you i shine เปล่งประกายแห่งเจเนอเรชั่นใหม่ด้วยการซัพพอร์ตอันแสนอบอุ่นจากชาว BEUS จนทำให้พวกเขาทั้ง 12 เดินทางมาจนถึงวันนี้ได้อย่างเปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพ แอลชวนพวกเขามาอัพเดตจุดหมายปลายทางต่อไปในฐานะผู้เล่นในสนามที-ป๊อปที่มีอะไรให้น่าติดตามอย่างไม่สิ้นสุดผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ELLE: ตั้งแต่วันที่ได้เป็น BUS จนถึงวันนี้ ช่วงไหนที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจริงๆ?
ALAN : ช่วงที่รู้สึกโตขึ้นมากๆ ตั้งแต่เดบิวต์เป็น BUS จนถึงตอนนี้สำหรับผม น่าจะเป็น Happy BUSDAY ปีแรกครับ จริงๆ ก็ผ่านมาแล้วปีหนึ่ง มันเป็นช่วงที่อลันกำลังต่อสู้กับอะไรหลายๆ อย่างในตัวเอง ด้วยความเป็นคนคิดมากด้วย ทำให้เราไม่มั่นใจขนาดนั้น มันเลยส่งผลให้ตัวผมเองเวลาทำงานเราไม่ธรรมชาติ เราไม่กล้าเป็นตัวเองขนาดนั้น เราก็ต้ังคำถามว่าเราต้องเป็นคนยังไงนะ เราต้องทำตัวยังไง แต่ว่าช่วง Happy BUSDAY ปีแรกที่อลันเองก็ได้พยายามระบายความรู้สึกที่มีอยู่ให้กับพี่ๆ หลายๆ คนได้ฟัง เหมือนพี่ๆ เขาก็ไกด์มาให้ว่าความรู้สึกเหล่านี้ มันก็รู้สึกได้แต่ว่าสุดท้ายเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะ let it go สุดท้ายเราก็ต้องเดินต่อไปและอย่าลืมที่จะหันหลัง คือคนเรามองไปข้างหน้าอยู่แล้วในทุกๆ วัน เพราะในวันพรุ่งนี้เราจะ เดินไปในที่ไหนบ้าง สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คืออย่าลืมหันหลังแล้วก็มองว่าเรามาไกลแค่ไหนครับ
KHUNPOL : ช่วงที่รู้สึกโตขึ้นสำหรับผมก็คงเป็นช่วงที่เข้าห้องประชุมครับ ช่วงเข้าห้องประชุมเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้แชร์ไอเดียของพวกเรา และแต่ละครั้งที่เข้าในช่วงแรกๆ เราก็นั่งฟังพี่ๆ บรีฟก่อน ว่าปีนี้เราจะทำอะไร มีโปรเจ็กต์อะไรบ้าง ส่วนปีหลังๆ ที่ผ่านมาเข้าห้องประชุมแต่ละครั้งเราจะต้องมีคำตอบ หรือมีไอเดียไปเสนอพี่ๆ ก็เลยรู้สึกว่าเราโตขึ้นในเรื่องความคิดเรื่องที่จะทำอะไรเองขึ้น จริงๆ พี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) เขาก็คอยสอนให้เราคิดโชว์เองหรือหาไอเดียเองมาก่อน ด้วยความที่ประสบการณ์เรายังไม่ได้เยอะ แรกๆ จะเป็นพี่ๆ ที่เขาช่วยก่อนในช่วงที่เราเริ่มเดบิวต์ แต่พอผ่านปีสองไปหรือผ่านคอนเสิร์ตโชว์หลายๆ โชว์เราก็เริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น ก็เลยเริ่มรู้ทางแล้ว เช่น โชว์นี้เราเพิ่มเพลงนี้ได้ไหม หรือโชว์นี้เราลองทำโชว์ประมาณนี้ดูอะไรประมาณนี้ครับ เลยเป็นช่วงที่โตขึ้นผ่านประสบการณ์ที่เราได้เจอ



JINWOOK : ผมว่าโตขึ้นจริงๆ คือช่วงเวลาที่กำลังผ่านปี 2 ช่วงเวลาที่กำลังผ่าน BUS DAY แล้วก็ช่วงนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นเพราะว่าเมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่ได้เข้มแข็งขนาดนี้ สมมติว่าผมได้ยินคอมเมนต์อะไรต่างๆ มา ก็จะนอยด์ กว่าจะลุกขึ้นมาได้มันใช้เวลานาน แต่หลังๆ มาก็นอยด์เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยเราก็รู้วิธีที่จะคิดให้บวกขึ้นแล้วนำสิ่งนั้นมาเป็นไฟให้ตัวเองได้ไปต่อมากขึ้นครับ เวลาเจอคอมเมนต์อะไรที่ไม่ดีผมก็มีวิธีการจัดการคือผมจะปล่อยให้ตัวเองนอยด์ไปเลยหนึ่งวัน พอนอยด์ในคืนนั้นอีกคืนก็จะคิดว่า เดี๋ยวจะทำให้ดูแล้วกัน! อะไรแบบนี้ครับ แล้วเราก็จะตั้งใจมากขึ้น จะพิสูจน์ให้เห็นในสิ่งที่เขาคอมเมนต์ว่าเราทำได้ครับ
NEX : ผมคิดว่าน่าจะเป็นช่วงที่มีปัญหาเกิดขึ้นครับผม รู้สึกว่าทุกๆ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นและเราผ่านมันมาได้ มันทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งจากปัญหาเหล่านั้น ทำให้เราโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดการเป็น BUS ก็เจอปัญหามาหลายรูปแบบและก็เยอะมากๆ ก็จะบอกว่าช่วงเวลาของ BUS เนี่ยมันทำให้ผมรู้สึกค่อยๆ โตขึ้น ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากมัน มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องโตขึ้นเสมอไป การโตขึ้นอาจจะเป็นคนเดิมที่ได้เรียนรู้และดีขึ้นไปดีกว่า


COPPER : คิดว่าน่าจะเป็นวันแรกที่ก้าวมาเป็น BUS ครับ มันคือการเป็นศิลปินจริงๆ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราเป็นเทรนนีมาก่อน รู้สึกว่ามันมีเวลาให้เราหมดเลย เมีเวลาที่จะซ้อม เพื่อที่จะขึ้นสเตจ เพื่อเพอร์ฟอร์ม แต่พอเราเดบิวต์ มันเหมือนเราต้องพร้อมแล้วที่จะเป็นศิลปินที่ดีให้กับทุกคน มันเลยทำให้เราโตขึ้นโดยอัตโนมัติเป็นความรับผิดชอบที่ทำให้แบบ เหมือนมีความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ได้เพราะเราเป็นศิลปินแล้ว
PEEMWASU : ผมรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจริงๆ ในทุกๆ chapter ของ BUS ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ หรือว่า Happy BUSDAY รู้สึกตัวเองโตขึ้นทุกวัน ในเรื่องที่เจอในแต่ละอย่างในการเป็นศิลปิน ทุกอย่างสอนผมให้โตขึ้นในทุกๆ วัน เป็น coming of age อยู่ทุกวัน เอาจริงๆ ตอนเดบิวต์มาแรกๆ ผมยังไม่ได้ชัดว่าชอบตัวเองในเส้นทางศิลปินขนาดนั้น ณ ตอนนั้น ผมเป็นไอดอล ในเวย์คนเดียวอะ ยังไม่ค่อยเห็นภาพ การที่ได้ทำโซโล่ครั้งแรก ได้ลงมือทำกับมัน ได้เห็นภาพมากขึ้น ผมว่าตอนนี้เข้าปีที่สามแล้ว ผมว่าผมมีสิ่งหลักๆ ที่ผมชอบ ผมชอบทำมัน พยายามกับมัน รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผมก็เห็นภาพมันเหมือนกัน วันนี้เห็นภาพมากขึ้นว่าตัวเองจะเป็นยังไงในเส้นทางศิลปิน



ELLE: ถ้าสมมติว่า BUS เป็นครอบครัว คิดว่าตัวเองจะรับบทเป็นอะไรในครอบครัวนี้?
MARCKRIS : ผมเป็นตำแหน่งที่ใช้เงินเยอะครับ (ยิ้ม) จะเป็นลูกคนหนึ่งที่ไม่กลับบ้าน จะไปเที่ยวครับ เที่ยวรอบโลกครับ เอาจริงมาร์ครู้สึกว่าถ้าอยู่ในบ้านมาร์คจะอยู่ในห้อง จะอยู่กับตัวเอง เป็นคนชอบออกไปข้างนอก แต่ว่าจะพาตัวเองออกไปอยู่ข้างนอกยาก ถ้าอยู่ในบ้านก็จะสิงอยู่บนเตียง ถ้าอย่างทำอะไรที่ชอบมากๆ ก็จะใช้เวลาโฟกัสกับสิ่งนั้นเยอะมากๆ จนบางทีเราก็ลืมเวลาเลย ถ้าอยู่บ้านก็จะอยู่ในห้อง นั่งฟังเพลง
HEART : ฮาร์ทว่าฮาร์ทจะเป็นเตาไฟฟ้าครับ ฮาร์ทอาจจะเป็นคนชอบทำอาหารด้วย อาจจะได้เป็นคนทำอาหารให้เพื่อนๆ ใน BUS ได้ทาน ถ้าเป็นสมาชิกในครอบครัวผมคิดว่าอาจจะเป็นพี่ชายคนกลางครับ ถึงอาจจะมี 12 คนแต่ก็ค่อนข้างโตหน่อย เพราะเรามีทั้งสองด้านทั้งด้านที่เป็นพี่คนโตหน่อยและด้านที่ไร้สาระไปเล่นกับน้องๆ ได้ครับ


THAI : ถ้าเป็นคนนะครับ ผมน่าจะเป็นลูกที่ขึ้นจากกลางไปนิดหนึ่งแต่ไม่ใช่โตสุด อาจจะเป็นพี่รองครับ เพราะรู้สึกว่าเราไม่ใช่พี่โตอยู่แล้ว และเราก็ไม่ใช่เด็กสุดในวง รู้สึกว่ายังมีน้องที่เด็กกว่าเรา เรารู้สึกว่าพี่คนรองจะเป็นคนที่ไม่ค่อยเอาไหนเท่าพี่คนโต อาจจะชิลกว่าพี่คนโต ถ้าเป็นส่วนประกอบของบ้าน ผมคิดว่าผมคงเป็นดอกไม้แล้วกัน (อมยิ้ม) ดอกที่อยู่กลางสวนครับ เพราะเวลาที่คนเดินเข้าบ้านมาเห็นดอกไม้แล้วเขาอาจจะมีความสุข
PHUTATCHAI : ผมก็คงมีหน้าที่ในการทำอะไรสักอย่างที่ผมถนัดแหละ อาจจะเป็นการจัดระเบียบห้องแบบนี้ก็ได้ เพราะว่าผมไม่ชอบห้องรก ชอบเป็นคนจัดแพลนอะไรให้มันลงตัว ผมรู้สึกว่าผมน่าจะเป็นคนแยกว่าแต่ละห้องมีฟังก์ชั่นยังไง ทำอะไรได้ให้มันแตกต่างในแต่ละห้อง การดูแลในภาพรวมหรือว่าภาพใหญ่ๆ อาจจะไม่ได้เป็นผมนะ อาจจะเป็นพี่ๆ ที่อาวุโสมากกว่าครับผม



AA : ผมน่าจะเป็นตำแหน่งทำทุกอย่าง แบบบางวันอยากซักผ้าก็จะไปซักผ้า บางวันอยากทำอาหารก็ทำอาหาร ผมคิดว่าผมเป็นคนที่ขี้เกียจ (อมยิ้ม) ถ้าสมมติว่าเพื่อนๆ ทำงานทุกวัน ผมอาจจะมีจังหวะที่นั่งดูทีวี เล่นอยู่บ้าน
JUNGT : ตำแหน่งสอดรู้สอดเห็นทุกอย่างในบ้านครับ (อมยิ้ม) เพราะผมเป็นคนที่ขี้สงสัย และจะทำให้ผมรู้ว่าในบ้านนั้นเกิดอะไรขึ้นอยู่ ณ ตอนนั้น สายอัพเดต สายสอดรู้สอดเห็น



ELLE: มีข้อความไหนจากแฟนคลับที่ทำให้รู้สึกว่าการมาเป็นศิลปินมันคุ้มค่ามากๆ เลย?
ALAN : อันนี้สดๆ ร้อนๆมากเหมือนกันพอดีช่วงเคานต์ดาวน์ช่วงปีใหม่ผมเข้าไปอ่านใน Instragram DM ที่ BEUS เขาส่งเข้ามา มันจะไม่ขึ้นหรอกครับว่าผมอ่าน แต่ว่าผมอ่านเยอะมากๆ เป็นช่วงที่หลายๆ คนส่งมาแฮปปี้นิวเยียร์ ขอให้ปี 2026 เป็นปีที่ดี ขอให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่เกิดอุบัติเหตุอะไร ขอให้อลันได้รับโอกาสมากมายอีก อันนี้คือภาพรวมแต่ทุกคนเขียนมาละเอียดมากๆ และเขียนเป็นพารากราฟที่ยาวมากๆ จริงๆ หลายคนก็จะเขียนต้นพารากราฟหรือเขียนว่า หนูรู้ว่าพี่ไม่อ่านหรอก แต่ว่าสุดท้ายผมได้อ่านนะ ผมรู้สึกขอบคุณมากๆ จริงๆ อลันก็แอบอ่านอยู่อาทิตย์ละครั้ง สองอาทิตย์ครั้ง พยายามเข้าไปอ่านว่าทุกๆ คนเข้ามารีพลายสตอรี่อะไรบ้าง แต่พอเป็นช่วงปีใหม่ทุกคนก็จะเขียนมายาวหน่อยซึ่งรู้สึกว่าเป็นกำลังใจที่เหมือนเราพร้อมในปีต่อไปได้ดีครับ
MARCKRIS : อาจจะไม่ได้เป็นข้อความเลย แต่การกระทำของแฟนคลับทำให้รู้สึกว่าการที่มีเราอยู่มันคุ้มค่ามากๆ เลยครับ การที่เขามาเจอเรา มาหาเรา มีความสุขที่ได้ตามเราด้วย หรือการที่เขามารวมตัวกัน ได้มาสร้างคอมมูนิตี้ที่ดี ความรักของเขาที่มีให้เรามันไม่ได้มีให้แค่เรา แบบไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นอย่างน้ำท่วม ก็เหมือนช่วยกัน เราไม่ได้สร้างคอมมูนิตี้ที่แค่ติดตามเรา เราสร้างคอมมูนิตี้หนึ่งที่ทำให้สร้างสิ่งดีๆ ตามมา ก็รู้สึกดีใจที่เป็นสื่อกลางที่ทำให้แฟนคลับทำสิ่งดีๆ ที่ไม่ได้ดีแค่กับเราด้วย
KHUNPOL : สำหรับผม ผมไม่ได้สนใจว่าต้องมีแฟนคลับ หมายถึงว่าจะมีคนที่ชอบเราเยอะ ชอบคนนี้น้อยมาก ผม appreciate กับคำที่ว่า เขาชอบผลงานที่ผมทำ หรือผมทำงานชิ้นหนึ่งขึ้นมา ทำเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมาหรือโปรเจ็กต์อะไรก็ตามแล้วถ้าเพลงนั้นมันช่วยสร้างความรู้สึกให้คนหนึ่งได้แล้วคนคนนั้นนั่งฟังแล้ว
รู้สึกว่าเทสต์นี้เป็นเทสต์ที่เขาชอบ เพลงนี้เป็นเพลงที่เขาชอบ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจในตัวคนคนหนึ่งได้ ผมรู้สึกดีใจมากๆ และสิ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าเขาประทับใจคือการที่เขาชมเรา แค่คำว่า ‘ขุนพลเก่งมากนะ’ หรือ ‘เห็นพัฒนาการนะ’ ‘ชอบแนวทางที่ทำมานะ’ อะไรประมาณนี้ครับ คำชมเล็กๆ ไม่ต้องเป็นประโยค ยาวมากนะสำหรับผมก็รู้สึกว่ามันจริงใจมากพอแล้ว มันก็รู้สึกได้แล้ว ผมเลยชอบแค่เขาชมเราว่าเก่งแล้วก็พอแล้วครับ ไม่ต้องอธิบายยืดเยื้อหรือเขียนอะไรเยอะแยะ ผมแค่ชอบที่เค้า appreciate งานผมแค่นั้นเลยครับ

HEART : จริงๆ เยอะมากเลยครับ แต่ก็มีอันที่รู้สึกดีมากๆ ในอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยคิดแล้วกัน จริงๆ ตอนแรกการเป็นศิลปินเป็นไอดอลเราก็จะเห็นข้อความที่ ‘อยากเป็นไอดอลแบบพี่อยากเป็นเหมือนพี่’ พอเรามาเป็นศิลปินเราก็จะเห็นข้อความประมาณนั้นค่อนข้างเยอะ แต่ว่าก็จะมีข้อความอีกแบบหนึ่งที่ไม่เคยคิดถึงมุมนี้เลยคือ ‘อยากติวหนังสือเพื่อเรียนให้เก่งเหมือนพี่’ หรือ ‘อยากสอบวิชานี้ให้ได้เหมือนพี่’ เพราะเหมือนฮาร์ทเคยเข้าสอวน. เคมีหรืองานวิชาการมาก่อนที่จะเข้ามาทำงานในวงการ ก็มีน้องๆ ที่มีฮาร์ทเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนหนังสือ เลยรู้สึกว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่รู้สึกดีใจ ที่มีคนเอาบางพาร์ตของเราเป็นแบบอย่าง
JINWOOK : รู้สึกใจฟูที่สุดตอนที่แฟนๆ เห็นถึงความทุ่มเทกับความตั้งใจที่เราทำต่อชิ้นงานนั้นแล้วเขาเห็นเขาก็จะพยายามชมเรา ให้กำลังใจเรา และถ้าเป็นผลงานที่เรารู้สึกภูมิใจและทำได้ดีมากและเขาก็คิดเหมือนกับเรา ใจตรงกับเรา ก็รู้สึกแฮปปี้ครับ ถ้าคอมเมนต์ตัวอย่างก็คือ แฟนๆ บอกว่าตั้งแต่เจอพวกเรามา จากชีวิตที่เขาเคยรู้สึกนอยด์ๆ เขาลุกขึ้นมามีความสุขมากขึ้น และก็มีอีกอันหนึ่งคือผมเคยเห็นคอมเมนต์เขาเขียนถึงผมว่าตั้งแต่เขาชอบผม เขาได้กลายเป็นคนที่เป็นพลังบวกกับคนรอบตัวของเขามากขึ้น ผมเลยรู้สึกว่าดีใจที่การติดตามผมมันทำให้เขาได้เป็นคนที่แฮปปี้ขึ้น เป็นพลังบวกกับคนรอบข้างของเขามากขึ้นครับ
THAI : เอาจริงๆ ผมคิดว่าผมไม่ค่อยเล่นโซเชียลขนาดนั้น ด้วยความที่ผมเป็นคนโลว์เทคโนโลยี ยิ่งใน X ผมเพิ่งเคยรู้จักคำว่า For you ปีที่ผ่านมาปลายๆ ปี ปกติผมไม่รู้ด้วยว่ามันเลื่อนไปฝั่งซ้ายได้ผมไม่ค่อยได้อ่าน ผมจะชอบอ่านเป็นจดหมายTiktok หรือ X หรือที่เขาแท็กกันมาใน IG มากกว่า ถ้าเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าทัชใจผมมากๆเลยก็คือ เวลาเราเห็นว่าเขาเจอเรื่องอะไรมา พอเขามาเจอเรา ฟังเพลงเรา หรือทำอะไรที่มันเกี่ยวกับเรา เหมือนทำให้วันนั้นเขาสามารถมีความสุขได้ ผมแค่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้คนมีความสุขได้มันสำคัญที่สุดแล้ว เวลาคนไม่มีความสุขแล้วมีความสุขได้ ผมรู้สึกว่าความสุขเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตประจำวัน ถ้าเรามีความสุขจะทำให้ชีวิตทุกอย่างมันดีหมด ทำอะไรก็ดีหมด เลยรู้สึกว่าถ้าเราทำให้คนอื่นมีความสุขได้มันเป็น key point ของอาชีพศิลปินเลยก็ว่าได้

NEX : รู้สึกว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้มันทำให้แฟนคลับเขาได้กล้าทำอะไรที่เขาอยากจะทำละกันครับผม คือเรื่องความสุขมันเป็นสิ่งสำคัญที่ศิลปินต้องมอบให้แฟนคลับอยู่แล้ว แต่ผมรู้สึกว่าความสุขมันสามารถหาได้หลายๆ ทาง ผมรู้สึกว่าการที่ได้เป็นศิลปิน สิ่งที่จะให้แฟนคลับได้ยากคือการที่เขาเห็นเราและเขาตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเอง อยากให้เป็นคนที่ดีขึ้นเพราะว่าเห็นเรา อยากให้เขาเห็นผมแล้วทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจากการกระทำของเขาเองแล้วกัน ผมไม่ได้อยากให้ยึดติดว่าผมเป็นความสุขของเขาทั้งหมดนะ จะต้องทำตามที่เน็กซ์บอกตลอดนะ หรือแบบช่วยเน็กซ์ตลอดนะ ผมอยู่ตรงนี้แล้วเป็นแค่พาร์ตเล็กๆ ในชีวิตเขาที่ทำให้เขาทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นก็พอ เพราะผมรู้สึกว่าชีวิตใคร เขาก็มีเจ้าของของคนนั้น
PHUTATCHAI : จริงๆ ข้อความที่โดนใจก็มี เหมือนเขาจะชอบบอกว่าขอบคุณที่ตัวผมทำให้ยิ้มได้ทั้งที่เหนื่อยมา ผมรู้สึกว่าทุกคนมีเรื่องต้องเหนื่อยมาในแต่ละวัน ส่วนผมก็มีเหมือนกัน การที่มีพวกเขาอยู่ การที่พวกเขาสามารถยิ้มได้เพราะว่าพวกเรา BUS ที่อยู่ตรงนี้ มันเป็นการเทคแคร์กันละกันได้ดีมากๆ ผมรู้สึกว่าในวันที่เราหันหลังกลับไปมองแล้วยังมีเขาที่คอยซัพพอร์ตอยู่ตลอด ขณะที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตโดยที่ไม่ได้เจอเรา หรือวันที่ไม่ได้ดูเรา การที่เรายังอยู่ตรงนี้ ให้กำลังใจเขาก็เป็นอะไรที่ดีเหมือนกัน ผมรู้สึกว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ healthy และขาดกันไปไม่ได้แล้วกัน ผมรู้สึกว่าผมรู้สึกดีมากๆ ที่ได้มีเขาอยู่เป็นกำลังใจให้ในทุกๆ วันครับ
COPPER : น่าจะเป็นคำที่เขาบอกว่า ‘ขอบคุณที่มาเป็นศิลปิน’ ครับ เหมือนว่าดีใจที่มีเราอยู่ เราดีใจที่ทำให้เขามีความสุขในตอนที่เขาได้มาดูเรา มันเป็นความรู้สึกดีใจที่ทำให้เขามีความสุขได้

AA : ผมรู้สึกว่ามีหลายๆ ข้อความละกัน ไม่ใช่แค่ข้อความเดียว หลายๆ คนเขียนเข้ามาว่า ช่วงเวลาที่รู้สึกเศร้า รู้สึกไม่ดีในชีวิต พอได้เห็นเอเอเขาก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาแล้ว ผมรู้สึกว่าแค่ได้อ่านสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผมมีความสุขแล้วครับ
JUNGT : มีครับ ประมาณว่า เขายังทำสิ่งนี้ต่อเพราะเขาเห็นเราทำได้ เห็นเราเป็นแรงบันดาลใจอะไรงี้ แบบว่าถ้าไม่มีเรา เขาอาจจะเลิกทำสิ่งนี้ เขาอาจจะคิดว่าเขาทำมันไม่ได้ไปแล้ว จั๋งสามารถเป็นแรงผลักดันให้เขาอะไรงี้ รู้สึกว่าชอบข้อความนี้ รู้สึกว่าเราเป็นกำลังใจให้กับคนคนหนึ่ง กำลังทำให้เขามีความสุขขึ้น ดีขึ้นได้ เวลาเราทำอย่างนั้นได้ก็จะรู้สึกอิ่มใจมาก
PEEMWASU : ข้อความที่เขาขอบคุณ ที่เขาบอกว่าผมเป็นความสุขให้เขาได้ ขอบคุณที่ทำให้ยิ้มได้ในวันที่เขาอาจจะเจอเรื่องไม่ดีมา ถือว่าเป็นคำง่ายๆ แต่ว่ามีความหมายและก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากยืนอยู่ตรงนี้เหมือนกัน
Interview: Wansuk Khongrasee, Rachata Ratanavirotkul, Tikumporn Chaiyakote
Photographer : Wasu Sukatocharoenkul
Fashion Editor : Preuksapak Chorsakul
Makeup : Witsarut Jullasorn, Saran Anaphon, Chawika Lieochaiyaphan
Hair : Roangritz Apisitvachiramatee, Sukwasa khadphab, Chanyanuch Woraphakpridakun
Assistant Photographer : Similan Prangprasert, Santipong jodnok, Danai sompong
Assistant Stylist : Junjira Wangaug, Tidawan Suttichai, Ploypailin diloksri, Nichapat Thongjring

