คอปเปอร์-เดชาวัต พรเดชาพิพัฒ หนึ่งในสมาชิกวง BUS because of you i shine ไม่ใช่เด็กใหม่ในสายตาใครอีกต่อไป เพราะชื่อของคอปเปอร์นั้นถูกพูดถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ และเสน่ห์ของเขาที่ไม่เหมือนใคร แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือเขาค่อยๆ ขยับออกจากกรอบตัวเองเพื่อค้นหาสไตล์ใหม่ๆ และการพัฒนาตัวเองไปด้วย เขาไม่ได้เพียงทำหน้าที่บนเวที แต่คอปเปอร์นั้นกำลังพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็น วันนี้แอลขอพาไปรู้จักกับ คอปเปอร์ วง BUS แน่นอนว่านอกจากเสียงที่เป็นเสน่ห์ของเขา ยังมีอีกหลายมุมที่อาจทำให้คุณเผลอใจตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว

ELLE: ตั้งแต่วันที่ได้เป็น BUS จนถึงวันนี้ ช่วงไหนที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจริงๆ?
COPPER: คิดว่าน่าจะเป็นวันแรกที่ก้าวมาเป็น BUS ครับ มันคือการเป็นศิลปินจริงๆ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราเป็นเทรนนีมาก่อน รู้สึกว่ามันมีเวลาให้เราหมดเลย เวลาที่จะซ้อม เพื่อที่จะขึ้นสเตจ เพื่อเพอร์ฟอร์ม แต่พอเราเดบิวต์ มันเหมือนเราต้องพร้อมแล้วที่จะเป็นศิลปินที่ดีให้กับทุกคน มันเลยทำให้เราโตขึ้นโดยอัตโนมัติเป็นความรับผิดชอบที่ทำให้แบบ เหมือนมีความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ได้เพราะเราเป็นศิลปินแล้ว

ELLE: คอปเปอร์วัยเด็กกับคอปเปอร์ BUS
COPPER: จริงๆ ไม่ได้ต่างกันขนาดนั้นครับ ความต่างเลยคือตอนเด็กเราจะเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรมาก อยากจะทำอะไรเราก็ทำ ไม่มีความกังวลว่าทำอะไรไปจะมีคนชอบเราไหม พอเริ่มมาเป็น BUS เป็นศิลปินมากขึ้น มีช่วงหนึ่งที่คิดว่าคนจะมองเรายังไง ต้องทำตัวยังไงให้คนอื่นชอบหรือว่ารักเรา เป็นที่รักของทุกคนได้ยังไง มันเกิดความคิดนั้นขึ้นในหัว พอเราโตขึ้นกลายเป็นคนที่คิดมากขึ้นครับ
ELLE: ถ้าสมมติว่า BUS เป็นครอบครัว คิดว่าตัวเองจะรับบทเป็นอะไรในครอบครัวนี้?
COPPER: คิดว่าเป็นตำแหน่งตัวโดนครับ (อมยิ้ม) เพราะว่าทุกคนจะต้องแกล้งผม ทุกคนจะชอบแซว ชอบเขย่าผม รู้สึกเป็นตัวโดนก็น่ารักดี เป็นเสียงหัวเราะให้เพื่อนครับ

ELLE: มีข้อความไหนจากแฟนคลับที่ทำให้รู้สึกว่าการมาเป็นศิลปินมันคุ้มค่ามากๆ เลย?
COPPER: น่าจะเป็นคำที่เขาบอกว่า “ขอบคุณที่มาเป็นศิลปิน” ครับ เหมือนว่าดีใจที่มีเราอยู่ เราดีใจที่ทำให้เขามีความสุขในตอนที่เขาได้มาดูเรา มันเป็นความรู้สึกดีใจที่ทำให้เขามีความสุขได้
ELLE: เหมือนทุกคนจะตอบประมาณนี้หมดเลย แฟนคลับเป็นกำลังใจ ถ้าเหนื่อยๆ แล้วอ่านข้อความจากแฟนคลับจะช่วยสร้างพลังงาน พลังใจ
COPPER: เวลาเหนื่อยๆ ก็จะชอบไปส่องบ้าง ไปดูคลิปที่เขาตัดเราหล่อๆ เท่ๆ บ้างอะไร แต่จริงๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นการส่อง ดูใน X แหละว่ามีมีเหตุการณ์อะไรในโซเชียล ณ ตอนนี้ เข้าไปซึมซับดู บางทีก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง

ELLE: คอปเปอร์จัดอยู่ในกลุ่มน้องเล็กของวง แต่เป็นพี่ชายในครอบครัว คิดว่าทั้งสองบทบาทนั้นแตกต่างกันยังไงบ้าง มีอะไรที่เราต้องปรับตัวไหม?
COPPER: รู้สึกว่าไม่ต้องปรับตัวอะไรขนาดนั้นครับ เพราะว่าที่บ้านเนี่ย เปอร์เป็นพี่ชายคนโตก็จริง แต่ก็เป็นครอบครัวใหญ่ที่ไม่ได้มีแค่ครอบครัวตัวเอง ครอบครัวป๊า ครอบครัวนู่นนี่นั่น ลูกพี่ลูกน้องเปอร์ก็อายุเยอะกว่าเปอร์ เป็นพี่ชายเปอร์ ถ้ารวมทั้งครอบครัวแล้วก็เลยรู้สึกว่ามีพี่ชายหลายคน ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากเวลาอยู่กับ BUS แล้วตอนสมัยเรียนมีรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนเราอยู่แล้ว พอมาอยู่ BUS ชินกับการเป็นอย่างนั้น เลยไม่ต้องปรับตัวมาก เราไม่ได้ทรีตแบบพี่ครับ เราจะทรีตแบบพี่ชายที่เปรียบเสมือนเพื่อนกัน โดยที่เราก็ไม่เคยที่จะล้ำเส้นคนที่อายุมากกว่า เราก็อยู่ในกรอบของเราครับ
ELLE: แพสชั่นในการเป็นศิลปินของคอปเปอร์เนี่ยเป็นยังไง?
COPPER: คิดว่าการมีแพสชั่นของเปอร์ก็คือการมีศิลปินที่เราชื่นชอบแล้วอยากทำได้เหมือนเขา อยากที่จะร้องเพลงเก่งเหมือนเขา อยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเราเป็นนักร้องที่ดี เป็นไอดอลที่ดีด้วย ไอดอลของผมถ้าในประเทศไทยก็มีพี่เจฟ ซาเตอร์ พี่นนท์ ธนนท์ เป็นศิลปินที่เก่งมาก คอนโทรลทุกอย่างได้ด้วยแค่เขาคนเดียว อยากเป็นแบบเขาให้ได้ก่อนที่เราจะไม่ได้เป็นศิลปินอีก ทั้งด้านร้อง ด้านการคุยกับแฟนคลับ การควบคุมทั้งเวทีให้อยู่ เขาเก่งหมดเลย


ELLE: 3-5 ปีต่อจากนี้คอปเปอร์ตั้งเป้าหมายของตัวเองไว้ยังไงบ้าง?
COPPER: 3-5 ปี ต่อจากนี้คือไปเวิลด์ทัวร์กับเพื่อนๆ BUS ครับ อยากที่จะร้องเพลงใหม่ๆ สไตล์ใหม่ๆ เพลงที่ไม่เคยร้องอยากร้องให้ทุกคนฟัง อยากจะเต้นให้ดีกว่านี้ อยากจะเพอร์ฟอร์มพร้อมกับเล่นหน้าเล่นตาให้มากขึ้น อยากไปหมดเลยครับ (อมยิ้ม) รู้สึกว่าเรายังไปได้มากกว่านี้ อีก 3-5 ปี ไม่รู้ว่าจะได้ทำอะไรบ้าง พยายามจะทำทุกข้อที่พูดมาเนี่ยให้ครบก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นยังไง แต่อยากจะบอกว่าเก่งมากๆ คอปเปอร์เก่งมากๆ ที่เป็นศิลปินที่มอบความสุขให้กับแฟนๆ คิดว่าตัวเองในอนาคตจะเก่งกว่าตัวเองในตอนนี้ อยากขอบคุณที่ตั้งใจพัฒนาตัวเองตลอดเวลาครับ

อ่านบทความ: 12 หนุ่มวง BUS because of you i shine กับการเดินทางสู่ปีที่ 3 ในฐานะผู้เล่นในสนามที-ป๊อปที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
Interview: Tikumporn Chaiyakote
Text: Chanel panyaworn
Photographer : Wasu Sukatocharoenkul
Fashion Editor : Preuksapak Chorsakul
Makeup : Witsarut Jullasorn, Saran Anaphon, Chawika Lieochaiyaphan
Hair : Roangritz Apisitvachiramatee, Sukwasa khadphab, Chanyanuch Woraphakpridakun
Assistant Photographer : Similan Prangprasert, Santipong jodnok, Danai sompong
Assistant Stylist : Junjira Wangaug, Tidawan Suttichai, Ploypailin diloksri, Nichapat Thongjring

