ก้าวสู่จักรวาล CHANEL J12 พร้อมจับตาผลงานใหม่ในงาน Watches and Wonders Geneva 2026

งาน Watches and Wonders Geneva 2026 มหกรรมเรือนเวลาครั้งสำคัญที่เหล่าคนรักนาฬิกาเฝ้ารอได้วนกลับมาอีกครั้ง พร้อมเผยโฉมเรือนเวลาซึ่งพกดีไซน์และนวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอมากมาย และหนึ่งในไฮไลต์ที่หลายคนต่างจับตาก็คงหนีไม่พ้น CHANEL J12 นาฬิกาเซรามิกระดับไอคอนที่พลิกโฉมวงการนาฬิกานับตั้งแต่เปิดตัว จนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเดินหน้าสำรวจพรมแดนใหม่ๆ อย่างน่าสนใจ จะเป็นอย่างไรบ้าง แอลชวนคุณมาเข้าสู่จักรวาลแห่ง J12 ไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ยังคงขยายขอบเขตอย่างไร้ที่สิ้นสุดไปพร้อมๆ กัน

Why ‘J’, Why ’12’ to become J12

ก่อนจะไปส่องไฮไลต์ที่น่าสนใจล่าสุดของ CHANEL J12 เชื่อว่าคงมีผู้คนไม่ใช่น้อยที่สงสัยในที่มาของชื่อสุดสะดุดตา ว่าเหตุใดจึงต้องเป็น J และเหตุใดจึงต้องเป็น 12 แท้จริงแล้ว เบื้องหลังตัวอักษรและเลขดังกล่าวได้ซ่อนเรื่องราวสุดยิ่งใหญ่อันเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เรือนเวลาสปอร์ตแบบยูนิเซ็กซ์รุ่นแรกของเมซงเอาไว้นั่นเอง

จากการเปิดตัวในปี 2000 ในฐานะนาฬิกาสปอร์ตยูนิเซ็กซ์รุ่นแรกของ CHANEL พร้อมๆ กับการเปิดฉากศตวรรษที่ 21 จึงไม่แปลกที่ J12 จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งทศวรรษนับตั้งแต่วันแรกที่พา CHANEL ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเรือนเวลาอย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งรากฐานของชื่อนั้นก็มาจากการรูปทรงของเรือยอร์ชระดับ J-Class ความยาว 12 เมตรในการแข่งขัน The America’s Cup ซึ่งซิลูเอ็ตอันโดดเด่น ปราดเปรียว และเป็นอิสระบนผืนน้ำก็ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ Jacques Helleu ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของสตูดิโอออกแบบนาฬิกาของ CHANEL ในขณะนั้น ในการยกระดับเซรามิกให้กลายเป็นวัสดุล้ำค่าและได้รับความนิยมยิ่งขึ้นในแวดวงเรือนเวลา

The Greatest Strenght Lies Softness

J12 นั้นเปรียบได้กับการเดินทางอันไร้สิ้นขีดสิ้นสุด ในเมื่อเรามีเรือยอร์ชแข่งขันมาเป็นแรงบันดาลใจแล้ว สตูดิโอสร้างสรรค์นาฬิกาของ CHANEL จึงได้นำเอาความกล้าหาญนี้มาใช้กับการออกแบบที่ไร้กรอบจำกัด ด้วยการเดินหน้าเอาชนะความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดีไซน์หรือนวัตกรรม ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างดี โดดเด่นด้วยเส้นสายที่เรียบหรูและคมชัด แต่ทว่ามอบสัมผัสที่นุ่มนวลด้วยเซรามิกทนทานสูงที่ขัดเงาด้วยผงเพชรจนได้เท็กซ์เจอร์ที่เรียบลื่นราวผ้าไหม ขณะเดียวกันก็ยังแข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าถึง 7 เท่า และทนทานเหนือกาลเวลา ตลอดจนความแม่นยำได้รับการรับรองโครโนมิเตอร์โดย COSC สถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิส ผลิตโดย Swiss Manufacture Kenissi การันตีทุกเรือนด้วยการพัฒนาและประกอบขึ้นที่ CHANEL Manufacture ณ เมืองลาโชเดอฟง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ศูนย์กลางที่ผสานทักษะความชำนาญในงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย

The 2026 Boat Race Spirit

CHANEL ยังคงสืบสานสปิริตแห่งการชิงชัยและร่วมแรงร่วมใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานแข่งขันเรือพาย CHANEL J12 BOAT RACE 2026 ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปีที่ 2 แล้ว สำหรับการจับมือเป็นพาร์ตเนอร์กับ The Boat Race ในการเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการรายแรก ด้วยนาฬิกา J12 ที่มีความแม่นยำเป็นหัวใจสำคัญ จากการสอดประสานกันของกลไกนาฬิกาอันซับซ้อน เรียกว่าไม่ต่างอะไรจากการพายเรือที่ต้องอาศัยทั้งจังหวะและความพร้อมเพรียง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายไปพร้อมกับการร่วมแรงร่วมใจ

โดยการแข่งขันเรือพายสุดงามสง่านี้ได้ดึงดูดทุกสายตาสู่แม่น้ำเทมส์ ผ่านนักศึกษาและนักกีฬาตัวแทนจากสองมหาวิทยาลัยชั้นนำ อย่างทีม Cambridge และ Oxford ที่ทั้งทัพนักกีฬาชายและหญิงต่างเผยทักษะและสปิริตอันแรงกล้า จนในที่สุด ผลการแข่งขันก็เผยออกมาว่า ทีมฝีพายหญิงจาก Oxford และทีมฝีพายชายจาก Cambridge คือผู้ที่คว้าชัยชนะไปได้

More ‘Color’ Variations

ก่อนหน้านี้ เมื่อพูดถึง CHANEL J12 หลายคนก็จะนึกถึงเฉดสีขาวและสีดำอันเป็นเฉดสัญลักษณ์ ริเริ่มจากความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์นาฬิกาเรือนสีดำสนิทในปี 2000 จากวัสดุเซรามิกที่ปฏิวัติวงการด้วยคุณสมบัติที่ไม่แปรเปลี่ยน สู่การเพิ่มเฉดสีขาวมาเคียงคู่ในปี 2003 ที่สอดประสานกันอย่างลงตัว กระทั่งเมื่อปี 2025 J12 ได้เปิดตัวรุ่นลิมิเตดในวัสดุเซรามิกสีน้ำเงินด้าน เฉดสีที่ Gabrielle Chanel มักหยิบมาใช้ในผลงานของเธออยู่เสมอๆ นับตั้งแต่ปี 1914 โดยมีโทนสีเข้มเป็นที่โปรดปรานเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับในโลกแห่งนาฬิกาที่เฉดสีนี้ได้มอบความสุขุม ลุ่มลึก และสัมผัสได้ถึงความทันสมัยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งใช้เวลาในการพัฒนากว่า 5 ปีจนได้เป็นเฉดสีที่ไม่เหมือนใครและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ผ่านความเชี่ยวชาญด้านเซรามิกที่สั่งสมมา

“ผมเฝ้าฝันที่จะแต่งแต้มสีสันให้แก่สีดำ

ที่จะทำให้มันสว่างขึ้นด้วยสีน้ำเงินอันงามสง่าอย่างเคร่งขรึม

สีน้ำเงินที่ไม่ใช่สีดำจนเกินไป

หรือสีดำที่ไม่ใช่สีน้ำเงินเสียทีเดียว”

Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของสตูดิโอออกแบบนาฬิกาของ CHANEL

และในงาน Watches and Wonders Geneva 2026 นี้ก็ได้เปิดตัวผลงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มสีสันด้วย 2 รุ่นของในวัสดุเซรามิกที่มาพร้อมสีน้ำเงินด้าน เข้ากับสตีลบนขอบตัวเรือนด้านข้างปรับหมุนได้ มีให้เลือกสรรทั้งขนาด ทั้งขนาด 38 มม. และ 33 มม. โดยเปิดตัวพร้อมกับรุ่น J12 Caliber 12.1 38 MM และ J12 Caliber 12.2 33 MM นับเป็นการต้อนรับเซรามิกเฉดสีน้ำเงินเข้าสู่คอลเล็กชั่นไอคอนของเมซงในปีนี้ได้อย่างดี

ทั้งยังมี J12 Golden Black Caliber 12.1 42 MM รุ่นลิมิเตดที่เล่นระหว่างการตัดกันของเซรามิกสีดำด้านและรายละเอียดของเครื่องหมายอินเด็กซ์เคลือบเยลโลว์โกลด์ที่ให้ลุคแบบคลาสสิกหรูร่วมสมัย ตลอดจนการประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงเหลี่ยมทั่วทั้งเรือน อันเป็นอัญมณีโปรดของ Gabrielle Chanel ไม่ว่าจะเป็น J12 28 MM Diamonds หรือ J12 Diamonds Tourbillon Caliber 5 รุ่นลิมิเตดเพียง 12 เรือน

A Miniature And An Oversized Case

อีกหนึ่งความสดใหม่ของ J12 ที่เปิดตัวในครั้งนี้คือการเล่นกับขนาดของตัวเรือน โดยเปิดตัว 2 ไซซ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นขนาดมินิ 28 MM และขนาดโอเวอร์ไซซ์ 42 MM มาร่วมเสริมทัพกับขนาด 33 MM และ 38 MM ถือเป็นการขยับขยายขอบเขตในการสไตลิ่งลุคของคุณผ่านเรือนเวลา และโอบรับความยูนิเซ็กซ์ยิ่งกว่าที่เคย

สำหรับขนาด 28 MM นั้นประกอบไปด้วยนาฬิกาทั้งหมด 6 รุ่น นอกเหนือจากตัวเรือนเซรามิกสำดำและขาวที่เราคุ้นเคยกันอย่างดีแล้ว ยังได้มีนาฬืกา J12 ที่มาพร้อมสายยางสีดำลวดลายมีเท็กซ์เจอร์พร้อมการตกแต่งขอบสายเป็นครั้งแรก รวมถึงแบบประดับเพชร ขณะที่ขนาด 42 MM ก็ได้นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของ J12 Superleggera ซึ่งอ้างอิงจากชื่อรถแข่งที่เลื่องชื่อด้วยความโฉบเฉี่ยวและสไตล์สปอร์ต มีการตกแต่งหลายเลเยอร์เพิ่มมิติให้มีความทรงพลัง

Latest Posts

Don't Miss