เมื่อหนังและเส้นใยคือหัวใจของแฟชั่น เหล่าแบรนด์ดังจึงวิจัยวัสดุใหม่และยั่งยืนมากลืนรอยเท้าคาร์บอน

130 ล้านตันคือปริมาณเส้นใยที่อุตสาหกรรมแฟชั่นผลิตออกมา 60% คือเส้นใยสังเคราะห์ 10% คือปริมาณก๊าซคาร์บอนที่แฟชั่นปล่อยออกมา และ 3 ล้านล้านลิตรคือปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตแฟชั่น ทั้งหมดนี้ต้องต่อท้ายว่า ‘ต่อปี’ ตามข้อมูลของ Ellen MacArthur Foundation การคิดค้นวัสดุนวัตกรรมจึงเปรียบได้กับราชมังคลากีฬาสถานที่แบรนด์ต่างๆ กระโดดลงมาในสนามแห่งการค้นคว้าทดลองวัสดุใหม่ๆ ที่รบกวนโลกน้อยกว่านี้ 

เมืองซานมิเนียโต แคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี มีของดีมากมาย นับจากไวน์ เห็ดทรัฟเฟิล จนถึงโรงงานฟอกหนังมาตรฐาน Made in Italy และท่ามกลางเถาองุ่นไวน์และวิวพงไพรราวกับภาพเขียนในชนบททัสคานี คือที่ตั้งของห้องแล็บลึกลับของ Gucci ภายในโรงฟอกหนัง Marbella ที่ซุ่มค้นคว้าหนังทางเลือก ทั้งหนังวีแกนมาทดแทนหนังธรรมชาติ และหาวิธีทำให้กระบวนการแปรรูปหนังสัตว์กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด  

ท่ามกลางตัวอย่างแผ่นหนังนับร้อยที่แขวนลอยไปตามสายพานให้นักวิทยาศาสตร์หยิบไปทดลองย้อมสี ประทับนูน ไปจนถึงทดสอบความทนทานในห้องจำลองสภาพอากาศร้อนชื้นเพื่อดูสภาพความเสื่อมของแผ่นหนังแต่ละชนิด หนึ่งในนวัตกรรมเรือธงจากห้องแล็บแห่งนี้คือ Demetra หนังวีแกนที่ทำด้วยวัสดุจากพืช 75% ซึ่ง Gucci หยิบไปทำกระเป๋ารุ่นไอคอนนิก Horsebit 1955 ให้ Billie Eilish ไอคอนแฟชั่นยั่งยืนแห่งยุคหยิบไปสะพายออกงานเป็นว่าเล่นเป็นที่เรียบร้อย Gucci ยังคิดค้นโปรแกรม Scrap-Less ที่หาวิธีลดเศษหนังในกระบวนการผลิต และเปลี่ยนเศษหนังให้กลายเป็นปุ๋ยคุณภาพดี รวมทั้งใช้เอไอช่วยหาข้อผิดพลาดก่อนผลิต ซึ่งจะช่วยลดเศษหนังที่กลายเป็นขยะแฟชั่นลงได้มากโข 

pain point ของสตาร์ตอัพเจ๋งๆ เจออาการนี้เหมือนกันทั้งโลก คือเมื่อคิดค้นวัสดุยั่งยืนดีๆ ออกมาได้มากมาย แต่กลับล้มหายตายจากเพราะไม่อาจผลิตในเชิงพาณิชย์ได้โดยไม่เพิ่มภาระทางต้นทุน ทาง Kering จึงแก้ปมใหญ่นี้ด้วยการเป็นเจ้าของห้องแล็บเสียเลย เป็นการรับประกันว่าวัสดุยั่งยืนจะได้ใช้แน่ วัสดุนวัตกรรมจากห้องแล็บที่ Marbella จึงมิได้ใช้เพียงกับ Gucci แต่กับทุกแบรนด์ในเครือ Kering ไม่ว่าจะเป็น Saint Laurent, Bottega Veneta, Balenciaga และ Alexander McQueen 

ส่วน Stella McCartney ที่ยืนหยัดทำแฟชั่นยั่งยืนมา 20 ปี จนล่าสุดได้เป็นทูตคนแรกของ M School สถาบันเปิดใหม่ของ Central Saint Martins ที่มุ่งคิดค้นวัสดุยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่น และใน Spring/Summer 2026 สเทลล่าใช้วัสดุยั่งยืน 98% โดยปลอดหนังแท้ เฟอร์ และขนนก 100% เอ๊ะ! แต่ยังเห็นอะไรปลิวๆ ฟูๆ อยู่นา ดูกรอานนท์…นั่นไม่ใช่ feathers แต่เป็น ‘FEVVERS’ ขนนกทางเลือกที่ทำจากพืช ในคอลเล็กชั่นนี้ยังมี ‘ยีนส์ฟอกอากาศ’ ตัดเย็บจาก PURE.TECH วัสดุสุดล้ำที่สามารถดักจับมลพิษ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ แล้วยังเปลี่ยนก๊าซพิษเหล่านี้ให้เป็นอนุภาคไร้พิษสงต่อสิ่งแวดล้อมได้อีก เรามาถึงยุคที่เสื้อผ้ามีคุณสมบัติราวกับของวิเศษโดราเอมอน! 

ส่วน Balenciaga Spring 2026 ล้ำไม่แพ้กัน เมื่อลุคเทเลอร์ที่เห็นล้วนทำจากเส้นไหมวิศวกรรมชีวภาพจาก AMSilk บริษัทเยอรมันที่ขายเส้นไหมนวัตกรรมนี้ให้กับแบรนด์แฟชั่นลักชัวรี่เป็นครั้งแรก เส้นไหมทางเลือกของ AMSilk ทำจากโปรตีนไหมที่นำไปปั่นให้เป็นเส้น โดยถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติและรูปลักษณ์เหมือนเส้นไหมแท้ แต่ปลอดไมโครพลาสติก ยืดขยายได้มากขึ้น ยับยากขึ้น ใช้น้ำในการผลิตน้อยลง 97% และปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลง 81% น่ายินดีที่แฟน Balenciaga จะได้สัมผัสไหมทางเลือกในบางไอเท็ม ในบางสโตร์ ในบางประเทศ 

คอลเล็กชั่นแรกของ Pierpaolo Piccioli ที่ Balenciaga ยังปล่อยแสงไม่เลิก เมื่อใช้เทคนิคทอ 3 มิติที่สามารถขึ้นเป็นโครงเสื้อผ้า กระเป๋า แขนเสื้อ และขากางเกงบนกี่ได้เลย ไม่ต้องทอผ้าเป็นผืนแล้วค่อยนำมาวางแพตเทิร์นแล้วตัดเย็บทีหลัง ซึ่งทำให้มีเศษผ้าเหลือทิ้ง และลดขั้นตอนการผลิตให้ ‘lean’ ประหยัดทั้งเวลาและวัสดุ 

สิ่งที่น่าสนใจคือ Balenciaga เป็นเฮาส์แห่งเทเลอร์ ซึ่ง Cristóbal Balenciaga ผู้ก่อตั้งเมซงถึงกับได้รับสมัญญาว่านายแห่งผืนผ้า ผู้สามารถทำให้ผ้าเป็นรูปทรงพิสดารเหนือจินตนาการได้ดังใจนึก มาสเตอร์อาจตื่นตะลึงไปเลยหากมียังชีวิตอยู่ และได้เห็นคัตติ้งอันสลับซับซ้อนสุดเทพของตนเป็น 3 มิติขึ้นมา — ไม่ใช่บนโต๊ะช่างตัดเย็บอีกต่อไป — แต่บนเครื่องทอผ้านวัตกรรมที่ทำให้สเกตช์ของดีไซเนอร์เป็นจริงได้ราวกับเสกในเสี้ยววินาที

TEXT: SUPHAKDIPA POOLSAP

Latest Posts

Don't Miss