การเติบโตของใครหลายคนอาจถูกนิยามด้วยช่วงเวลาสำคัญหรือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล แต่สำหรับ มาร์คคริส-กฤษณ์ กัญจนาทิพย์ จากวง BUS because of you i shine การเติบโตคือการที่ชีวิตค่อยๆ เป็นค่อยๆไป จากสิ่งที่เจอในทุกๆ วันโดยไม่จำเป็นต้องมีจุดเปลี่ยนเพียงจุดเดียวมาบอกว่า “เราโตขึ้นแล้ว” และอีกหนึ่งเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจนคือดนตรีกับช่วงเวลาที่เคยหยุดร้องเพลงไปหลายปีสู่การกลับมาค้นพบความรักในเสียงเพลงอีกครั้ง ผ่านการร้องเพลงประกอบซีรีส์ การเรียนรู้เบื้องหลังการทำเพลง และการเตรียมสร้างผลงานที่สะท้อนความเป็นตัวเองมากขึ้นในอนาคต แอลขอชวนทุกคนมาร่วมสำรวจตัวตน ความคิด และการเติบโตของมาร์คคริสผ่านบทสนทนาที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมายในบทสัมภาษณ์จากคอลัมน์ ELLE Crush ประจำเดือนกุมภาพันธ์นี้

ELLE : ตั้งแต่วันที่ได้เป็น BUS because of you i shine จนถึงวันนี้ ช่วงไหนที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจริงๆ?
MARCKRIS: รู้สึกว่าโตขึ้นตลอดแบบต่อเนื่องไม่ได้มีเหตุการณ์ไหนเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เราโตขึ้น รู้สึกว่าทุกอย่างที่เราเจอมาในทุกๆ วันทำให้เราโตขึ้น เอาจริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโตไปตามวัยเท่าไหร่เพราะว่าถ้าไม่ได้ทำงานในด้านนี้ก็คงยังเล่นกับเพื่อนอยู่ครับ (หัวเราะ) แต่รู้สึกว่าการทำงานก็ทำให้เราโตขึ้นมากกว่าคนอื่นจริงๆ ในส่วนหนึ่งเราก็ยังรู้สึกว่าเราเป็นเด็กคนหนึ่ง ถ้ามองในแง่คนวัยเดียวกันเราก็ทำงานมีความรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น ก็เป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ แต่พยายามไม่กดดันตัวเอง มีเรื่องที่เราต้องจัดการมากขึ้น บวกกับเราโตขึ้น มีหลายมุมมองหลายความคิดที่ต้องคิดมากขึ้น
บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราไม่ได้รู้มาก่อน แต่รู้สึกว่าพอโตขึ้นเวลามันมีค่ามากเลย คือวันหนึ่งเรามีเวลาเท่ากันทุกคน มันขึ้นอยู่กับว่าใช้ไปกับอะไร ก็รู้สึกว่าเราจัดการเวลาได้ดีขึ้นมั้ง เมื่อก่อนเราก็คงจะเล่นอย่างเดียว ไม่ได้คิดว่าในหนึ่งวันเราจะทำอะไรได้บ้างที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ แต่เอาจริงๆ ผมก็คิดว่ามีเวลาแบบนั้นก็ไม่ผิดนะ มีเวลาให้ตัวเองบ้าง ช่วงก่อนเรารู้สึกว่าเราเล่นเยอะไป แต่ช่วงนี้เรารู้สึกว่าเราเล่นน้อยไป มีเวลาให้ตัวเองได้ทำสิ่งไร้สาระน้อยลงเหมือนกัน

ELLE : ถ้าสมมติว่า BUS because of you i shine เป็นครอบครัว คิดว่าตัวเองจะรับบทเป็นอะไรในครอบครัวนี้?
MARCKRIS: ผมเป็นตำแหน่งที่ใช้เงินเยอะครับ (ยิ้ม) จะเป็นลูกคนหนึ่งที่ไม่กลับบ้าน จะไปเที่ยวครับ เที่ยวรอบโลกครับ เอาจริงมาร์ครู้สึกว่าถ้าอยู่ในบ้านมาร์คจะอยู่ในห้อง จะอยู่กับตัวเอง เป็นคนชอบออกไปข้างนอก แต่ว่าจะพาตัวเองออกไปอยู่ข้างนอกยาก ถ้าอยู่ในบ้านก็จะสิงอยู่บนเตียง ถ้าอย่างทำอะไรที่ชอบมากๆ ก็จะใช้เวลาโฟกัสกับสิ่งนั้นเยอะมากๆ จนบางทีเราก็ลืมเวลาเลย ถ้าอยู่บ้านก็จะอยู่ในห้องนั่งฟังเพลง
ELLE: ถ้าเป็นวัตถุที่อยู่ในบ้าน คิดว่าตัวเองจำลองภาพตัวเองว่าเป็นอะไร?
MARCKRIS: เป็นโซฟาครับ ไม่ก็เตียง… ขอเป็นหมอนข้างแล้วกันครับ (อมยิ้ม)
ELLE: มีข้อความไหนจากแฟนคลับที่ทำให้รู้สึกว่าการมาเป็นศิลปินมันคุ้มค่ามากๆ?
MARCKRIS: อาจจะไม่ได้เป็นข้อความเลย แต่การกระทำของแฟนคลับทำให้รู้สึกว่าการที่มีเราอยู่มันคุ้มค่ามากๆ เลยครับ การที่เขามาเจอเรา มาหาเรา มีความสุขที่ได้ตามเราด้วย หรือการที่เขามารวมตัวกัน ได้มาสร้างคอมมูนิตี้ที่ดี ความรักของเขาที่มีให้เรามันไม่ได้มีให้แค่เรา แบบไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นอย่างน้ำท่วม ก็เหมือนช่วยกัน เราไม่ได้สร้างคอมมูนิตี้ที่แค่ติดตามเรา เราสร้างคอมมูนิตี้หนึ่งที่ทำให้สร้างสิ่งดีๆ ตามมา ก็รู้สึกดีใจที่เป็นสื่อกลางที่ทำให้แฟนคลับทำสิ่งดีๆ ที่ไม่ได้ดีแค่กับเราด้วย


ELLE: ในปีที่ผ่านมาเราเห็นมาร์คได้ทดลองทำหลายอย่างมากเกี่ยวกับการร้องเพลง ทั้งเป็นเกสต์ ทั้งทำ ost. ปีนี้มาร์คอยากจะทำอะไรที่มันท้าทายมากกว่านี้ไหม?
MARCKRIS: จริงๆ ก็มีเยอะมากๆ ครับ จริงๆ เป็นคนชอบร้องเพลง ได้ร้อง ost. หลายอัน อยากทำเพลงเป็นของตัวเองอันนี้น่าจะพูดไปหลายรอบแล้ว กำลังอยู่ process นั้น ตอนนี้ก็กำลังทำสตูดิโอเป็นของตัวเองอยู่ เอาจริงๆ ก็เรียนด้วย เรียนมิวสิคโปรดักชั่น เรียนเกี่ยวกับการมิกซ์เพลงด้วยนิดหน่อย ในอนาคตสักวันก็อาจจะมิกซ์เองเพราะในตอนนี้ก็กำลังเรียนรู้แค่ในพาร์ตของการคอมเมนต์งานให้ลึกขึ้น จริงๆ ก็อยากมีโอกาสให้ร้องเพลงได้เยอะๆ มีเขียนเพลงบ้างแต่ว่ายังไม่ชอบ หมายถึงว่าชอบเขียนนะครับ เวลาเขียนเพลงก็จะเขียนภาษาอังกฤษมากกว่า เพราะเวลาพูดไทยแล้วคำไทยมันตีๆ กัน เป็นคนพูดภาษาไทยแปลกนิดหนึ่งครับ เรียบเรียงคำไม่ค่อยถูก รู้สึกว่าตั้งแต่ได้ทำงานสายนี้มาเป็นคนที่ชอบร้องเพลงขึ้นมาเรื่อยๆ
จริงๆ ทุกคนอาจจะยังไม่รู้ว่ามันมีช่วงที่มาร์คเลิกร้องเพลงไปหลายปีเลย ที่เลิกร้องเพลงไม่ใช่ไม่ชอบแต่รู้สึกว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่แบบเลิกร้องไปนานมากเลย เราเริ่มกลับมาร้องเพลงเพราะว่าโปรเจ็กต์ 789 เนี่ยแหละ พอได้กลับมาร้องเพลงก็ชอบขึ้นเรื่อยๆ ปีที่แล้วก็เป็นอีกปีที่ทำให้เราชอบร้องเพลงและมั่นใจขึ้นมามากเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งมากขนาดนั้นนะครับ แต่รู้ว่าพอเราเริ่มทำได้ แล้วเราก็ชอบร้องเพลงประกอบ ชอบร้องเพลง ost. และก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกไหม แต่ก็เป็นเรื่องราวที่ดี พอปีที่แล้วท้ายๆ ปีเริ่มมีพาร์ตของการ input ในเพลงมากขึ้นในเพลง ยังรักอยู่ไหม (Stars.) และเพลงที่ต่อจากนี้ก็รู้สึกว่าจะมีความเป็นเรามากขึ้น เลยตื่นเต้นกับผลงานที่จะออกมาในอนาคตมากครับ
ELLE: ในฐานะที่เป็นพี่รองของวง มีอะไรมาแชร์บ้างไหม?
MARCKRIS: พอเป็นพี่คนที่สองของวง ก็จะไม่เข้มงวดเท่าอลัน อลันเขาก็จะเคร่งๆ นิดหน่อย มาร์คก็รู้สึกว่าเป็นคนชิลๆ เป็นคนคอยดูนู่นดูนี่ ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นคน straightforward นะครับ ถ้ามาร์ครู้สึกอะไรมาร์คพูดเลย ไม่ได้พูดไม่คิดนะครับ ก็จะใช้เหตุผล รวมๆ ก็กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก กล้าไฟต์กับสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ELLE: การบาลานซ์ของวง ในฐานะพี่รองคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง?
MARCKRIS: รู้สึกว่าคาแร็กเตอร์ของ BUS บาลานซ์กันอยู่แล้ว มีทั้งคนที่เคร่งมากและที่ชิลมาก ในด้านนี้รู้สึกว่ามันบาลานซ์กันมาตลอด แต่ในช่วงแรกๆ อาจจะเล่นเยอะไปนิดหนึ่งครับ แต่ช่วงหลังๆ ก็ดีขึ้น รู้สึกว่าสิ่งที่ BUS ต้องเรียนรู้ก็มีมาตลอด เราก็โตขึ้น ทำงานกับคนกลุ่มเยอะก็ต้องปรับตัวเข้าหากันตลอดเวลาครับ มาร์คไม่เชื่อในการทำงานแล้วเราต้องเครียด มาร์ครู้สึกว่าอาจจะมีช่วงเวลาที่เราจริงจังได้ แต่จริงจังไม่ได้แปลว่าเครียด และจริงจังก็ไม่ได้แปลว่าเล่น มันสามารถบาลานซ์กันได้ให้มันดีทั้งจิตใจและร่างกายครับ”

อ่านบทความ: 12 หนุ่มวง BUS because of you i shine กับการเดินทางสู่ปีที่ 3 ในฐานะผู้เล่นในสนามที-ป๊อปที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
Interview: Wansuk Khongrasee
Text: Boromsirikan Kaewjuk
Photographer : Wasu Sukatocharoenkul
Fashion Editor : Preuksapak Chorsakul
Makeup : Witsarut Jullasorn, Saran Anaphon, Chawika Lieochaiyaphan
Hair : Roangritz Apisitvachiramatee, Sukwasa khadphab, Chanyanuch Woraphakpridakun
Assistant Photographer : Similan Prangprasert, Santipong jodnok, Danai sompong
Assistant Stylist : Junjira Wangaug, Tidawan Suttichai, Ploypailin diloksri, Nichapat Thongjring

