เสน่ห์แบบไทยสร้างกระแสได้ทุกเมื่อในวงการกินดื่มแม้แต่ในบริบทสังคมของไทยเราเอง แอลฉบับนี้ขอนำเสนอตัวเลือกจุดหมายแห่งอรรถรสที่มากกว่าแค่เรื่องของรสชาติคุ้นลิ้น ทั้งยังถูกอกถูกใจใครต่อใครในหลากหลายเจเนอเรชั่น
SALA SANEHA: HOW CAN CINEMA BECOME ROMANTIC AGAIN?

จากความหลงใหลของกลุ่มผู้กำกับภาพยนตร์นำโดยณัฐชนน วะนา ที่ปรารถนาให้การไปโรงภาพยนตร์ไม่ใช่แค่การได้สัมผัสประสบการณ์ด้านรูป รส กลิ่น เสียงแต่เพียงเท่านั้น หากแต่คือการทำให้โรงภาพยนตร์เป็นดั่งสเปซทางวัฒนธรรม และเป็นดั่งที่ทางทีมผู้อยู่เบื้องหลังเปรียบเปรยไว้ว่า ‘เป็นจดหมายรักถึงกรุงเทพฯ’
ศาลาเสน่หา (Sala Saneha) ตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่อายุกว่า 70 ปี ที่เคยเป็นร้านขายเพชรและของแอนทีคบนถนนเดโช ทั้ง 3 ชั้นได้รับการบูรณะตกแต่งโดยยังคงรักษาคาแร็กเตอร์ดั้งเดิมเอาไว้ จนกลายเป็นทั้งโรงภาพยนตร์ ไวน์บาร์ ร้านหนังสือ และห้องสมุด ที่สามารถสร้างมู้ดโรแมนติกและยกระดับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้ในเวลาเดียวกัน


บนชั้น 2 เป็นที่ตั้งของไวน์บาร์และไวน์เซลลาร์ ที่รวบรวมรสชาติล้ำลึกจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 2,000 ขวด ที่น่าสนใจอย่างไวน์จากผู้ผลิตขนาดย่อมในเบอร์กันดี ไปจนถึงกลุ่มนักผลิตไวน์น่าลิ้มลองจากยุโรปกลางอย่างสาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย และฮังการี นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยที่ใช้เบสจากผู้ผลิตของไทยให้เลือกด้วยเช่นกัน ส่วนอาหารนั้นได้แรงบันดาลใจจากท้องถิ่นไทยฝั่งตะวันตกในช่วงยุค ’80s-’90s เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและการปรุงที่ให้รสชาติอันแสนคุ้นเคย
พื้นที่ติดกันนั้นคือส่วนห้องสมุดและบุ๊กช็อปอันแสนสงบเงียบ ถือเป็นสเปซรวบคลังหนังสือในคอลเล็กชั่นของเหล่าพาร์ตเนอร์ ไล่ไปตั้งแต่ที่เกี่ยวกับการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ศิลปะและวัฒนธรรม ที่นี่ยังจัดดิสเพลย์ผลงานอาร์ตชั้นดีที่ได้ Bangkok CityCity Gallery มาเป็นผู้คัดสรรให้ด้วย ทั้งผลงานของมิติ เรืองกฤตยา และเต้-ภาวิต

ถัดมาบนชั้น 3 คือโซนที่เรียกว่าโรงภาพยนตร์แบบสแตนด์อะโลนอย่างแท้จริง ด้วยขนาดเพียง 25 ที่นั่ง ในแบบที่ไม่เหมือนโรงภาพยนตร์ไหนๆ ให้กลิ่นอายแบบแจ๊ซบาร์ มอบความเป็นส่วนตัวให้ได้ดิ่งสู่โลกของแผ่นฟิล์ม ทว่ายังให้ไวบ์แบบโซเชียลคลับเพื่อสร้างคอนเน็กชั่นร่วมกัน ดังนั้น หากจะสนุกเพลิดเพลินกับภาพยนตร์เรื่องโปรดเบื้องหน้าไปพร้อมกับชนแก้วจิบไวน์กับเหล่าเพื่อนฝูงไปพร้อมๆ กันก็ย่อมได้ จะมีสับเปลี่ยนหมุนเวียนประมาณ 6 เรื่อง/เดือน ทั้งแบบนอกกระแส ไทยคลาสสิก ไปจนถึงระดับรางวัล หากต้องการจองโต๊ะหรือตั๋วลอง DM ไปที่ IG: sala.saneha
OPENING HOURS: วันพฤหัสบดี-วันจันทร์ (18.00-24.00 น.)
ADDRESS: 9/1 ถนนเดโช, สุรวงศ์, เขตบางรัก กรุงเทพฯ
WISETWISO: HOW CAN ROYAL THAI CUISINE BECOME UP-TO-DATE?
ชื่อที่พ้องเสียงกับคำว่า ‘วิเศษวิโส’ ก็ยิ่งทำให้ร้านอาหารไทยใหม่แกะกล่องอย่างวิเสทวิโส (Wisetwiso) ดูเริ่ดเชิดเกินเอื้อม ทว่าความตั้งใจจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนี่คือการสนธิคำ ‘วิเสท’ ที่แปลว่าผู้ทำอาหารหลวง ในหลวงในวัง และ ‘วิโส’ อันหมายถึงความงดงาม

วิเสทวิโสคือร้านอาหารไทยแบบไฟน์ไดนิ่งโดยเชฟภูมิ-จักรภูมิ บุณยาคม ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในรายการ Chef x Fest Thailand และเป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการ Top Chef Thailand Season 2 รวมถึงมีบทบาทเป็นกรรมการตัดสินในรายการทำอาหารชั้นนำ โดยเชฟภูมิเติบโตมาในตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีรากฐานอาหารไทยในวัง ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทำอาหารจากคุณยายซึ่งเคยประกอบอาหารในวัง หล่อหลอมให้เกิดความหลงใหลในอาหารไทยแท้ กรรมวิธีการปรุงที่ละเอียดอ่อน และการเคารพในรากเหง้าของรสชาติ


ไฮไลต์คือเทสติ้งเมนู 11 คอร์สอันเต็มไปด้วยอาหารตำรับโบราณที่ ผู้คนสมัยนี้หลงลืมชื่อและรสชาติไปแล้ว ด้วยวัตถุดิบที่ผ่านการคัดสรรจากเกษตรกรและฟาร์มท้องถิ่นที่ดูแลด้วยความพิถีพิถันและเน้นถึงความยั่งยืน ไล่ไปตั้งแต่ของว่างอย่างเมี่ยงส้มซ่า ปลาสามเกลอจากปลากุดสลาด ค้างคาวเผือกซึ่งก็คือเผือกทอดไส้กะฉีกปู ไปจนถึงคอร์สหลักอย่างไก่ย่างกะทิเสิร์ฟพร้อมน้ำพริกก้อยกุ้ง หรือพะแนงเนื้อซี่โครงกิวเล่ (พัฒนาสายพันธุ์จากอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา) เสิร์ฟพร้อมข้าวกระบก นอกจากนี้ยังมีเมนูแบบอะลาคาร์ตให้เลือกเพิ่มได้อีก รวมถึงการแพริ่งกับไวน์หรือน้ำผลไม้ก็มีด้วยเช่นกัน ในทุกคอร์สทุกจานคือเรื่องราวความเป็นมาที่รับรองได้เลยว่าจะเป็นอีกประสบการณ์อันน่าประทับใจ

OPENING HOURS: วันพุธ-วันอาทิตย์ (รอบแรก 18.00 น. รอบสอง 19.00 น.)
ADDRESS: 44/7 ถนนเชื้อเพลิง, ทุ่งมหาเมฆ, เขตสาทร กรุงเทพฯ
LE DU KAAN: HOW CAN SUMMER MENUS BECOME MORE MEANINGFUL?

ร้านอาหารไทยฤดูกาล (Le Du Kaan) ของเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ผู้นำแห่งวงการอาหารไทยร่วมสมัย ดีกรีดาวมิชลิน เป็นร้านอาหารไทยบนรูฟท็อปแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่แม้จะเปิดมาเพียงไม่กี่ปีก็ได้กลายเป็นจุดหมายของผู้อยากลิ้มรสชาติดั้งเดิมเคล้าทัศนียภาพอันสวยสดงดงามของเมืองหลวง เพื่อให้ฤดูร้อนนี้มีความหมายมากยิ่งขึ้นทางเชฟต้นและทีมได้รังสรรค์ 4 จานพิเศษรับซีซั่นใหม่ที่พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่วันนี้-30 มิถุนายน ได้แก่ ยำแตงกวา ที่มอบเท็กซ์เจอร์แห่งรสชาติด้วยกุ้งลายเสืออันดามันและสมุนไพรพื้นบ้าน แหนมคอหมูที่ผสานรสเปรี้ยวจัดจ้านของหมูหมักสูตรพิเศษกับผักดองและซอสมะขาม เนื้อย่างกะทิจากซี่โครงวัวไทยทาจิมะที่ตัดรสด้วยชะอมเพื่อความกลมกล่อมและซับซ้อน ตามด้วยข้าวแช่ มรดกอาหารไทยโบราณที่ตีความใหม่เป็นของหวาน ประกอบด้วยไอศกรีมน้ำนมข้าว ครัมเบิลกะปิ ไข่เค็มไส้ถั่วเขียว และมะม่วงดอง

OPENING HOURS: ชุดอาหารกลางวัน 11.30-14.30 น. (มีรวมในบางเมนู) มื้อค่ำ 17.00-22.30 น. (สามารถสั่งได้ทั้ง 4 เมนู)
ADDRESS: ชั้น 56 อาคาร The Empire (EA Rooftop), ถนนสาทรใต้ กรุงเทพฯ

