เมื่อปลายทางไม่ใช่คำตอบ! เปิดบทสัมภาษณ์ของ ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน ที่ว่าด้วยความสำเร็จและการเติบโต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็น ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน เติบโตผ่านหลากหลายบทบาท ทั้งในฐานะนักแสดง ศิลปิน และคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง แต่เมื่อถามถึงคำว่า “ความสำเร็จ” เขากลับตอบอย่างน่าสนใจว่า สำหรับคนทำงานแล้ว ความสำเร็จอาจไม่มีอยู่จริง เพราะทุกครั้งที่ไปถึงเป้าหมาย ก็จะมีจุดหมายใหม่รออยู่เสมอ ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง บทเรียนใหม่ และความท้าทายที่ไม่คุ้นเคย ELLE ชวนภูวินทร์มาพูดคุยถึงการเติบโต และมุมมองต่อชีวิตที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในปี 2026 ผ่าบทสัมภาษณ์ประจำเดือนมิถุนายนนี้

ELLE: ช่วยบอกความรู้สึกที่ครั้งนี้ต้องมาถ่ายปก ELLE กับใบเฟิร์นและเต-ตะวัน

    Phuwin: โอกาสน้อยมากครับที่จะได้อยู่ครบกัน 3 คน ปกติจะแยกกันเป็น 2 มากกว่า จะเป็นพี่ใบเฟิร์น-พี่เต ผม-พี่ใบเฟิร์น หรือผม-พี่เตอะไรแบบนี้ รู้สึกดีใจมากๆ ครับ ผมได้ร่วมงานกับพี่ทั้ง 2 คนในฐานะ Friend of Loewe มาสักพักแล้ว แต่ไม่เคยเจอกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา 3 คนแบบนี้ คิดว่าการถ่ายแบบวันนี้น่าจะออกมาสนุกนะครับ

    ELLE: ภูวินทร์ในภาคของการทำงานในสายแฟชั่นกับ Loewe มีโมเมนต์ที่ประทับใจอย่างไรบ้าง?

      Phuwin: ประทับใจที่สุดน่าจะเป็นตอนแฟชั่นวีกครั้งแรกที่ได้ไปกับแบรนด์ครับ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ กับ Loewe เยอะมาก ดีใจมากๆ ที่ตอนนั้นได้ไป จะใช้คำว่าได้เริ่มก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นครั้งแรกกับ Loewe ก็ได้เหมือนกันครับ ถ้าถามว่ากดดันไหม ผมไม่ค่อยกดดันนะครับ เราเป็นตัวเองนี่แหละดีที่สุดแล้ว เพราะว่าสำหรับผมผลสุดท้ายไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าอะไรก็ตามมันก็ต้องสะท้อนความเป็นตัวเองในนั้น เลยรู้สึกว่าเราไปในแบบที่เป็นตัวเอง ไปด้วยตัวตนของเราให้มากที่สุด พยายามถ่ายทอดเสื้อผ้าออกมาให้ได้ดีที่สุด

      ELLE: ผลงานการแสดงสำหรับปีนี้ของภูวินทร์มีอะไรบ้าง?

        Phuwin: ปีนี้น่าจะมีอะไรน่าสนใจให้ดูกันเยอะเลยในบทบาทของการแสดง ไม่ว่าจะซีรี่ส์ปกติหรือในฝั่งของซีรี่ส์วายก็ตาม ทั้ง Scarlet Heart ทั้ง มีสตินะลูกพีช ฝากให้ติดตามกันด้วยครับ ในหลายๆ บทบาทที่ได้รับในปีนี้ ทั้งหมดมีความน่าสนใจที่แตกต่างกันอยู่เหมือนกัน

        ELLE: ความท้าทายของภูวินทร์ในภาคการเป็นศิลปินสังกัด Riser Music เป็นอย่างไรบ้าง?

          Phuwin: ผมตั้งเป้าหมายว่าปีนี้จะปล่อยเพลงให้มากกว่าที่แล้ว (อมยิ้ม) การที่ผมเริ่มจากการแสดงในสายอาชีพมาก่อน มันทำให้มีทั้งความง่ายและความยากที่แตกต่างกันไป ความท้าทายจะต่างจากผู้ที่เป็นนักร้องเพียงอย่างเดียวด้วย ณ ปัจจุบัน คำว่านักแสดงที่เป็นนักร้องด้วยไม่ได้ถูกมองในแง่ดีนัก ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมมากขนาดนั้นแล้วกัน เป็นที่สิ่งที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าให้กับคนหมู่มากรู้ว่าเราทำสิ่งนี้ได้ ผมมองว่าผมถือทั้ง 2 ขานั้นเลยแล้วกัน สิ่งที่เราอาจจะได้เพิ่มมาคือเรื่องการแต่งเพลงด้วยซึ่งทำให้เรามีความแตกต่างขึ้นมาบ้างจากศิลปินคนอื่นๆ ไม่รู้ว่าเป็นผลดีหรือไม่ดี (อมยิ้ม) แต่ก็อาจจะช่วยได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

          ELLE: ‘ความสำเร็จ’ สำหรับภูวินทร์หน้าตาเป็นอย่างไร?

            Phuwin: ถ้าสำหรับผม ผมรู้สึกว่า ณ ตอนนี้ที่มาถึงวันนี้คำว่า ‘ความสำเร็จ’ ไม่มีจริง’ (หัวเราะ) ถ้าถามผมตอน 5 ปีที่แล้วก็จะมองว่าตัวเองใน 3 ปีที่แล้วสำเร็จ แล้วถ้าถามผมเมื่อ 3 ปีที่แล้วผมก็จะมองว่าผมในวันนี้คือสำเร็จแล้ว แต่สำหรับตัวเรา ณ วันนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าสำเร็จเลย ทั้งที่มันเป็นเป้าที่เราตั้งไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผลสุดท้ายคำว่า ‘ความสำเร็จ’ มันไม่มีจริงสำหรับคนที่เป็นคนทำงาน สำหรับผม ณ ตอนนี้ ถึงแม้ว่าเราอยากจะสำเร็จ แต่สิ่งที่โชคดีคือเราชอบงานของเรา ดังนั้น มันเลยไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ที่ว่าเราไม่สำเร็จสักที เราค่อยๆ เดินหน้าต่อไป เราพยายามในสิ่งที่เราทำได้ ณ โมเมนต์นั้น อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ณ โมเมนต์นั้นเราก็ตัดสินใจตามนั้น ตัวผมรู้สึกว่าเราค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ จุดหมายที่เราเคยตั้งไว้ สุดท้ายมันคือภาพลวงตาของตัวเราในปัจจุบันอยู่ดี 

            จริงๆ ผมเป็นคนมีเป้าหมาย แต่ไม่ได้วางแผนขนาดนั้น ไม่ได้กดดันตัวเอง รู้สึกว่าแต่ละช่วงที่ผ่านมามันต่างมีเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน สภาพการณ์ในการทำแต่ละอย่างมันก็ไม่เหมือนกัน พอถึงจุดแต่ละจุดมันเลยไม่ได้รู้ว่า อ้อ ฉันสำเร็จแล้ว พอแล้ว กลายเป็นว่ามีสิ่งที่เข้ามาใหม่ แล้วต้องทำยังไงต่อดี ผมเป็นคนที่โอเคกับการเฟล การที่ไม่เฟลเลยคงเป็นไปไม่ได้ (หัวเราะ) มันมีข้อดีของมัน ถ้ามันไม่ได้เจ็บหนักเกิน เราจะได้บทเรียนต่างๆ จากมันเยอะเหมือนกัน แล้วเราก็จะไม่ทำมันอีก ผมรู้สึกว่าถ้าเราไม่เฟล เราไม่เรียนรู้หรอก เพราะว่าต่อให้คนมีประสบการณ์แล้วมาบอกเรา พูดให้ตายยังไง คนเราด้วยธรรมชาติแล้วไม่ฟังหรอก มันต้องเจอเอง

            ELLE: หากเปรียบชีวิตของภูวินทร์ในปี 2026 นี้เป็นจานสี จะประกอบไปด้วยสีอะไรบ้าง เพราะอะไร?

              Phuwin: สีขาวสัก 60% แล้วกันครับ สีดำสัก 20% สีแดงสัก 7%  น้ำเงินสัก 7% และสีเหลืองสัก 6% สีขาวคือสิ่งใหม่ๆ ที่มันเข้ามา ที่เราต้องเรียนรู้ ที่เราต้องปรับตัว ปีนี้เป็นปีที่ผมต้องปรับตัวเยอะมาก เราเจออะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน มีเรื่องวุ่นวาย มีเรื่องสนุก มีเรื่องดีๆ เข้ามาเยอะเหมือนกัน ส่วนสีดำก็เพราะว่ามันมีหลายเรื่องเหมือนกันที่เราไม่ชอบ มันขมุกขมัว แล้วไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่เหมือนกับสีเทาหรือสีอื่นๆ ที่มันผสมสีอื่นเข้าไปให้สว่างขึ้นได้ สีดำนี่เราไม่รู้จะทำยังไงกับมันจริงๆ (หัวเราะ) สีแดงคือความสด ความร้อน ความเร่งด่วน ความแพนิกที่เข้ามาบ้าง เป็นวิกฤตที่เราต้องจัดการ ปล่อยผ่านไม่ได้ สีน้ำเงินคือเรื่องผ่อนคลาย การกลับมาที่ตัวเรา ส่วนสีเหลืองคือความแฮปปี้ในชีวิต โมเมนต์ดีๆ ที่เข้ามา

              ELLE: ลิสต์ 1 เพลงโปรด 1 หนังสือเล่มโปรด และ 1 ภาพยนตร์/ซีรี่ส์เรื่องโปรดของคุณในตอนนี้

                Phuwin: เพลง ‘เหนื่อยเกินไป’ ของ Little John มันเป็นสิ่งที่เราต้องเจอ บางครั้งมันก็เหนื่อยจริงๆ แต่ก็ทำอย่างไรได้ ก็ต้องสู้ต่อ ส่วนหนังสือช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้อ่านครับ และถ้าเป็นซีรี่ส์หรือหนังช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ดูเลยครับ เอาเป็น มีสติหน่อยคุณธีร์ แล้วกันนะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องสนุกๆ ในชีวิตที่ได้เจอในปีนี้ ทำให้ชีวิตได้พลิกผันในอีก chapter หนึ่งครับ

                ELLE: ช่วยฝากข้อความส่งท้ายถึงแฟนคลับ

                  Phuwin: ขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่คอยซัพพอร์ตนะครับ ผมและปอนด์ (ณราวิชญ์) ก็เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรื่อยๆ เหมือนกัน ยังยืนยันคำเดิมว่าจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะว่าสิ่งที่เราต้องการคืออยากมอบความสุขให้กับแฟนๆ ทุกคน อยากจะอยู่กับแฟนๆ ทุกคนให้ได้นานที่สุด จะทำผลงานต่อไป เป็นตัวของตัวเองต่อไป มอบความสุขให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมต่อไป

                  Latest Posts

                  Don't Miss