5 เหตุผลที่ไม่ควรพลาดชม The Devil Wears Prada 2 ภาคต่อของหนังที่ครองใจเหล่าสายแฟ

ขอยกให้ ณ ตอนนี้เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ไม่ว่าคุณจะเป็นสายแฟหรือสายหนังต่างก็ต้องตื่นเต้นไปตามๆ กัน เพราะภาพยนตร์ในตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายมานักต่อนักอย่าง The Devil Wears Prada 2 นั้นได้กลับมาแล้ว สานต่อเรื่องราวของภาคแรก หลังจากห่างหายไปนานกว่า 20 ปี! และหากคุณกำลังลังเลว่าควรจะดูดีหรือไม่ ภาคต่อเรื่องนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง แอลได้สรุปมาให้คุณแล้วถึง 5 ข้อ

Dream Team is BACK!

ภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada 2 จะ‘ไม่มีวัน’ เกิดขึ้นเลย หาหนึ่งในนักแสดงนำเดิมอย่าง Meryl Streep, Anne Hathaway, Emily Blunt และ Stanley Tucci ไม่สามารถเข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้ได้ นี่คือเงื่อนไขที่ทางสตูดิโอให้ความสำคัญมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าภาคต่อนี้จะเติมเต็มรสชาติที่แฟนๆ ภาพยนตร์โหยหามาตลอด 20 ปีได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นโชคดีของเราที่พวกเขา เห็นพ้องต้องกันในการปัดฝุ่นเรื่องราวของชาวนิตยสาร Runway เราจึงได้เห็นตัวละครที่เรารักกลับมาโลดแล่นอีกครั้งผ่านการแสดงที่เติบโตยิ่งขึ้นตลอด 2 ทศวรรษ การันตีด้วยตำแหน่งผู้เข้าชิงและผู้ชนะรางวันออสการ์ ที่ทำเอาขนลุกตั้งแต่วันที่ได้เห็นตัวอย่างภาพยนตร์

แอบกระซิบด้วยว่า นอกจากนักแสดงที่เราผูกพันหล่านี้ ยังมีอีกหลากหลายนักแสดงรับเชิญที่มาปรากฏตัวแบบเซอร์ไพรส์ที่เชื่อว่าต้องเรียกเสียงกรี๊ดหรือตบเข่าฉาดจากเหล่าผู้หลงใหลในแฟชั่นกันตลอดทั้งเรื่องอย่างแน่นอน รอชมได้เลย!

Twenty Years Later

สิ่งที่หนังภาคนี้ให้มากกว่าแฟชั่น คือ ‘น้ำหนักของเวลา’ 20 ปีในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันถูกใส่เข้าไปในตัวละครจริงๆ คุณจะรู้สึกได้เลยว่า นี่ไม่ใช่แค่การกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่มันคือการกลับมาเจอกันของคนที่ผ่านชีวิตมาแล้วจริงๆ หนังพยายามเล่นกับ ‘โลกสองใบ’ โลกของแฟชั่นที่ยังคงหมุนเร็ว โหด และ demanding เหมือนเดิม กับโลกของชีวิตจริงที่คนเริ่มตั้งคำถามกับความสำเร็จ ความสุข และตัวตนของตัวเองมากขึ้น ตัวละครทุกตัวเติบโตขึ้น มีมุมมองของตัวเองชัดขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีใครทิ้งตัวตนเดิมไปเลยมันไม่ใช่การเปลี่ยน แต่เป็นการ ‘ต่อยอดจากสิ่งที่เคยเป็น’ และถ้าจะพูดกันแบบไม่ต้องสวยงามมากเราอาจเคยคิดว่า ผ่านไป 20 ปี ‘นางมารร้าย’ คนนี้คงถอดรองเท้า Prada ไปแล้ว แต่เปล่าเลยเธอแค่เดินได้มั่นคงขึ้นในรองเท้าคู่เดิม

Fashion as Power

ถ้าพูดถึงหนังที่ทำให้ ‘เสื้อผ้า‘ เป็นมากกว่าสิ่งที่ใส่ แต่เป็นตัวแทนอำนาจและตัวตน The Devil Wears Prada คือภาพจำที่ชัดที่สุด และใน The Devil Wears Prada 2 มันไม่ได้แค่พาเราย้อนความทรงจำ แต่กำลังเล่าให้เห็นว่า ‘ความหมายของแฟชั่น’ เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หนังพาเราไปสู่เมืองแฟชั่นอย่างมิลาน พร้อมฉากจากแฟชั่นโชว์จริงของ Dolce & Gabbana ที่หลายคนคงจะได้เห็นภาพกันไปบางแล้ว ในเรื่องก็ยังคงเสิร์ฟเรื่องของคอสตูมจากแบรนด์ต่างๆ ได้อย่างจัดเต็มไม่ว่าจะเป็น Dior, CHANEL, Balenciaga หรือแม้แต่ Coach แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการเปลี่ยนของตัวละครผ่านเสื้อผ้า Andy Sachs ไม่ได้แต่งตัวเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว แต่เลือกในสิ่งที่เป็นตัวเองมากขึ้น ลุคเรียบ และสุภาพ สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดก็คงหนีไม่พ้นกับประโยคที่เธอพูดทำให้เราคิดได้เลยว่าบางครั้งเราไม่ต้องซื้อของราคาแพงก็ทำให้เราออกมาดูดีได้ Miranda Priestly ยังเป็นอำนาจเหมือนเดิม ทุกอย่างยังคมกริบ เพียงแค่ปรับให้เข้ากับโลกใหม่ โดยไม่เสียความเป็นตัวเอง Emily Charlton คือคนที่ยังสนุกกับแฟชั่นที่สุด และในภาคนี้เธอมาพร้อม Dior แต่ดูเหมือนว่าสาว Dior คนนี้จะไม่ใช่สาวหวานกับเดรสสีชมพูนะ

Magazine Turns Digital

แน่นอนว่าระยะเวลากว่า 20 ปีย่อมต้องมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เพียงในภาพยนตร์ หากแต่ในชีวิตจริง โลกเองก็ผันเปลี่ยนไปไม่น้อยเช่นกัน โดยมีตัวแปรสำคัญนั่นคือ ‘เทคโนโลยี‘ เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว พาให้พฤติกรรมในการเสพสื่อของผู้คนเปลี่ยนไป จากที่สื่อสิ่งพิมพ์เคยรุ่งเรืองมากในอดีต ก็เริ่มต้องปรับตัวเข้าสู่รูปแบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น The Devil Wears Prada 2 จึงเป็นการสะท้อนภาพของการทำงานในปัจจุบัน (ซึ่งไม่ใช่เพียงสื่อแฟชั่นเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงอีกหลากหลายแขนง) ที่หากอยากจะดำรงต่อไปก็ต้องไล่ตามโลกาวิวัฒน์นี้ให้ทัน เพื่อไม่ใช่ฝีมือของ ‘มนุษย์’ ถูก ‘หุ่นยนต์’ มากลืนกิน

จากการอัพเดตเทรนด์ผ่านการอ่านนิตยสาร Runway รายเดือน สู่การเสพคอนเทนต์บนโทรศัพท์มือถือที่สามารถให้ข้อมูลคุณทุกอย่างได้เพียงชั่วพริบตา ใน The Devil Wears Prada 2 เราจึงได้เห็นถึง ‘การสลับขั้วอำนาจ’ ซึ่งเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ จากที่ Miranda Priestly เคยเป็นผู้กำหนดว่าเทรนด์นี้จะอยู่หรือไป ปัจจุบันกลายเป็นยุคสมัยของเหล่า Tiktoker และเทรนด์ไวรัล ชวนให้จับตาเป็นอย่างยิ่งว่า เธอ รวมถึงชาวนิตยสาร Runway จะทำอย่างไรต่อไป เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงพาเราเข้าไปรู้จักกับโลกแห่งแฟชั่น หากแต่เป็นการพิสูจน์คุณค่าของสิ่งที่พวกเขากำลังทำ ถือว่าเป็นการหยิบยกแก่นจากภาคที่ผ่านมาที่ว่า ‘แฟชั่นไม่ใช่เพียงสิ่งฉาบฉวยที่เข้าถึงได้เพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของทุกคน’ มาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยที่เดินหน้าอย่างไม่หยุดนิ่งได้แบบแยบยล

Nostalgia Mode On

คุณยังจำวันแรกที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada ได้ไหม? จำได้หรือเปล่าว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจให้คุณอย่างไรบ้าง? ฉากไหนบ้างที่ตราตรึงใจจนกลายเป็นไอคอนิก? ความรู้สึกเหล่านั้นจะกลับมาอย่างแน่นอนในภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada ภาค 2 เพราะเสน่ห์อย่างหนึ่งของภาคต่อเรื่องนี้คือการปัดฝุ่นเอาองค์ประกอบต่างๆ ที่เราผูกพันมาเป็นกิมมิกที่สอดแทรกไว้ตลอดแทบทั้งเรื่อง เรียกได้ว่า ตั้งแต่เปิดเรื่องมาก็ชวนให้น้ำตาคลอไปตามๆ กัน เพราะฉุดนึกได้ชึ้นมาได้ทันทีว่า ฉากนี้กำลังพาเราหวนนึกถึงฉากไหนในภาคแรก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราเติบโตขึ้นตามกาลเวลา การได้เห็นองค์ประกอบเหล่านั้นในบริบทที่เปลี่ยนไปก็ทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ กลับมา เรียกว่าเป็นการเขียนบทที่ตั้งใจออกแบบมาให้ทำงานกับความรู้สึกผูกพันของผู้ชมเลยทีเดียว

Text: Rathatip Khamnurak, Thanayut Wanametin

Latest Posts

Don't Miss