เบลล่า บุญแสง เชฟที่ผัดด้วยแรงแค้น ปรุงด้วยรสขมขื่น จนอร่อยเจียนตายในหนัง ‘ครัวสาว’

หนัง 100 นาที แทบไม่มีสักแวบหนึ่งที่ ‘สาว’ จะไม่ปรากฏตัวพร้อมกับ ‘ครัว’ ของเธอ นั่นคือภาระการแบกหนังเกือบยกเรื่องของ ‘เบลล่า บุญแสง’ ที่ใช้ร่างกายทุกส่วน ตั้งแต่สองแขนที่ยกจานเสิร์ฟได้ 3 เมนู ไปจนถึงสองตาที่ฉายแววสลด ศิโรราบ และสาสมใจได้เกินกว่าล้านถ้อยคำในหนังเรื่องใหม่ของเป็นเอก รัตนเรือง เรื่อง ‘ครัวสาว’
หากยังไม่ได้รับชม นี่คือการสปอยล์หนังเต็มๆ แต่หากได้ชมแล้ว นี่คือคำสารภาพอันจุใจของ ‘สาว’ เชฟที่ยิ้มละไมเมื่อสามีสวาปามกินอาหารรสมือเธอ และยิ้มร่าเมื่อเขาอร่อยจนตาย…

“เธอเหมือน animal”

เราเข้าไปออดิชันตามปกติเลยค่ะ ลองแสดงไปตามความเข้าใจของตัวเอง (นิ่งคิดเพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว) น่าจะเป็นซีนที่สาวให้กร (สามี) กินข้าวแล้วเรานั่งดู”

“หลังจากทดสอบบทเสร็จ ทีมแคสติงนั่งคุยกับเราอยู่พักใหญ่ เขาแทบไม่ได้ถามเรื่องการแสดงเลย แต่ถามเรื่องงาน เรื่องแฟน เรื่องส่วนตัว เขาให้ความสำคัญกับธรรมชาติของนักแสดงมากกว่าทักษะการแสดงเสียอีก หลังจากนั้นไม่ถึงอาทิตย์ เขาเรียกให้เราไปเจอพี่ต้อม เป็นเอก ซึ่งก็เหมือนเดิม แกแทบไม่ได้คุยเรื่องหนังเลยค่ะ พี่ต้อมชวนคุยเรื่อยเปื่อยไปหมด แกเป็นคนคุยสนุกและมีพลังบางอย่างในตัว”

“เราจำได้ว่ามีคำหนึ่งที่พี่ต้อมพูดกับเราว่า “เธอเหมือน animal” ซึ่งเรายังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ว่าแปลว่าอะไร (ในฐานะด้อมเป็นเอก แกน่าจะหมายถึงว่า เบลล่ามีความดิบ ไม่ใส่หน้ากาก) อ๋อ หรือคะ…พี่ต้อมยังถ่ายรูปเราไป 2-3 รูป บอกว่าจะเอาไปติดหัวนอนแล้วลองฝันดูว่า “เธอใช่สาวหรือเปล่า” (หัวเราะ) ตอนนั้นเรามีตั๋วจะบินกลับนิวซีแลนด์ในอีกหนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าไม่กี่วันก่อนบินกลับ ทีมงานบอกว่าเราได้เป็นสาวแล้ว”

‘สาว’ ผู้หญิงที่ถูกริบเสียง

“เราอึดอัดแทนสาวนะ ทุกอย่างถูกเก็บไว้ข้างในหมด ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้ได้พูดออกมาเลย สาวเติบโตมาในสังคมที่เคร่งครัดเรื่องศาสนา ถูกหล่อหลอมด้วยหลักคำสอนว่าผู้หญิงต้องแต่งงาน ต้องมีหน้าที่ดูแลสามี ต้องอยู่ในกรอบ และต้องเป็นโรงงานผลิตลูก จนในที่สุดสาวต้องสูญเสียตัวตนไป”

“แม้กระทั่งอดีตที่เธอถูกโดนกระทำตอนวัยรุ่น เธอเพียงแค่ลุกขึ้นมา ใส่เสื้อผ้า พยายามประกอบร่างตัวเองแล้วเดินกลับไปแบบเงียบๆ นั่นเป็นเพราะเธอรู้ว่าเธอไม่มีปากมีเสียง ต่อให้ตะโกนออกไปก็ไม่มีใครได้ยินหรือรับฟังอยู่ดี เธอจึงต้องใช้สายตาในการสื่อสารทุกอย่างแทน การแสดงหนังเรื่องนี้เลยยากมากๆ เราต้องใช้สายตาสื่อสาร แต่ก็สื่อออกมามากไม่ได้ ต้องซ่อนไว้บ้าง ไม่ให้คนอื่นรู้ว่าสาวรู้สึกหรือคิดอะไรอยู่จริงๆ”

“ซึ่งการทำงานกับพี่ต้อมทำให้เราเข้าใจว่าการแสดงบางทีคือการไม่ต้องพยายามทำอะไรเยอะ แค่เราต้องทำความเข้าใจและรู้สึกถึงตัวละครจริงๆ แล้วสายตาจะทำหน้าที่ของมันเอง สาวในความคิดของเราคือคนที่สูญเสียความเชื่อใจในทุกสิ่ง ไม่เชื่อใจใคร และไม่เชื่อแม้กระทั่งตัวเอง เธอจึงเลือกวิธีสุดโต่งในการจัดการกับความแค้นของเธอ”

อาภรณ์: อาวุธของสาว

คอสตูมในเรื่องนี้เก่งมากค่ะ (วิสาข์ คงคา ที่ร่วมงานกับเป็นเอกตั้งแต่หนังมนต์รักทรานซิสเตอร์ (ปี 2001) และเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้ซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’)  มีวิวัฒนาการที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวละครในแต่ละช่วงเวลาได้ดีมากๆ”

“ช่วงวัยรุ่นสาวคือสาวบ้านนอกเข้าเมือง แต่งตัวธรรมดาด้วยเสื้อยืดเอวลอย กางเกงยีนส์ ปกติเหมือนวัยรุ่นทั่วไป”

“ช่วงทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ เสื้อผ้าของสาวเหมือนเป็นวอลเปเปอร์ แต่งชุดพนักงาน รวบผมเรียบร้อย ไม่ใส่เครื่องประดับ ทำตัวกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เหมือนเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในเมืองใหญ่ที่ไม่มีใครมองเห็น”

“จุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากสาวเจอกรที่ร้านอาหารอีกครั้ง เธอเริ่มทาปาก เรามองว่าลิปสติกสีแดงเหมือนเป็นดาบของผู้หญิงที่ใช้ประกาศว่า ‘แกเสร็จฉันแน่!’ ”

“ช่วงล่อลวง พอสาวเริ่มสนิทกับกร คอสตูมจะเปลี่ยนไป สาวเริ่มปล่อยผม ใส่กระโปรงสั้นขึ้น ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อที่โชว์สรีระมากขึ้นเพื่อบริหารเสน่ห์”

“ช่วงถือไพ่เหนือกว่า เมื่อสาวเริ่มคุมสถานการณ์ได้แล้ว เธอตัดผมสั้น ใส่เสื้อผ้ากรุยกรายดูเป็นนายแม่ ใส่เครื่องประดับชิ้นใหญ่ จนเรายังล้อฝ่ายคอสตูมเลยว่า ‘นี่ยืมเครื่องประดับของทนายจิตตรี (จากซีรีส์ทนายปีศาจ) มาหรือเปล่า’ ซึ่งคอสตูมช่วงนี้สื่อถึงความทะมัดทะแมงและการเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์อย่างแท้จริง”

“เรารู้สึกว่าสาวพลิกสิ่งที่คนมองว่าเป็นความอ่อนแอของผู้หญิงให้กลายเป็นอาวุธ รู้จักบริหารเสน่ห์ผ่านความบอบบางของตัวเอง สาวเป็นเหมือนแก้วใบหนึ่งที่ดูเปราะบาง แต่ถ้าใครทำแก้วใบนี้แตก ก็ต้องแตกสลายตามแก้วนั้นไปด้วย…เหมือนกับกร”

ทำงานกับเทพ

“พี่ต้อมเป็นผู้กำกับที่ทำงานในแบบที่เราไม่เคยเจอ แกไม่ใช้แอ็กติงโค้ชในกองถ่ายเลย อยากให้นักแสดงเป็นคนนำพาตัวละครไปเอง และบรรยากาศในกองถ่ายของพี่ต้อมสงบสุขและสนุกมาก ไม่มีใครตะโกน ไม่มีใครทำเสียงดัง ทุกคนเป็นเหมือนครอบครัว ทีมงานของพี่ต้อมเป็นทีมเดิมที่ทำงานด้วยกันมา 20 ปีแล้ว”

“ส่วนการได้ทำงานกับ Christopher Doyle (ผู้กำกับภาพที่ร่วมงานกับผู้กำกับยอดฝีมือมากมาย ตั้งแต่หว่องการ์ไว จางอี้โหมว พักชานอุก Gus Van Sant ฯลฯ) คือประสบการณ์ที่วิเศษมากค่ะ แกอายุ 74 ปีแล้ว แต่พลังงานล้นเหลือ เป็นคนตลกแต่เป๊ะมาก วิธีการทำงานของคริสคือจะจัดไฟแค่ครั้งเดียวต่อฉากแล้วถ่ายจนจบ พอคนทำงานมาถึงจุดนี้แล้ว ทุกอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อนวุ่นวาย แต่ได้งานที่ดี และเราต้องขอบคุณคริสมากๆ ที่ถ่ายสีผิวของเราออกมาได้ดูสวยเนียนมากในหนัง และถ่ายภาพอาหารไทยให้ดูน่ากินจนน่าสยองขวัญสุดๆ”

คนหนึ่งก็รัก คนหนึ่งก็กลัว

พี่กฤษณ์ (ศรีภูมิเศรษฐ์) รับบทเป็นกร สามีในเรื่อง เขาเป็นคนเฟรนด์ลีมาก (ลากเสียงยาว) และให้เกียรติเราตลอด เราทำ Intimacy Workshop ก่อนการถ่ายทำจริง ทำให้เรามีความเชื่อใจต่อกันสูงมาก โดยเฉพาะในฉากเลิฟซีน พี่กฤษณ์จะขออนุญาตเราก่อนทุกครั้งว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ ซึ่งช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัยและทำงานได้ง่ายขึ้นมาก “แต่กับพี่ปีเตอร์ (นพชัย ชัยนาม รับบทเป็นหมออรุณ เพื่อนของกร) เป็นคนที่เราแอบกลัว แม้ในชีวิตจริงพี่เขาจะน่ารักและตลกมาก แต่เวลาที่เข้าฉากเป็นหมออรุณ สายตาเขาจะเปลี่ยนไปเลย เหมือนเขาพูดกับเราว่า “ฉันรู้นะว่าแกทำอะไรเพื่อนฉัน” สายตาคู่นั้นน่ากลัวจนเราอยากจะร้องไห้ทุกครั้งที่สบตา และความกลัวนี้รบกวนสมาธิเรามาก อย่างฉากที่หมออรุณมาที่ร้านจันทราที่เชียงใหม่ เป็นฉากคุยกันธรรมดา แต่โดนเทกไปหลายรอบ ซึ่งสไตล์การกำกับของพี่ต้อมคือแกไม่ดูมอนิเตอร์ว่านักแสดงเล่นยังไง แกจะฟังแค่เสียงของนักแสดง แต่เพราะความกลัวพี่ปีเตอร์ทำให้คำพูดของเราออกมาไม่เป็นธรรมชาติค่ะ”

อาหาร: การร่วมรักที่ปรุงรสด้วยแรงแค้น

“ในหนังเรื่องนี้ อาหารเปรียบเสมือนการร่วมรักของกรและสาวที่มีกันอยู่แค่สองคนในโลก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือยาพิษที่สาวปรุงขึ้นด้วยความแค้น เราต้องไปเรียนทำอาหารที่ร้านโบลานเพื่อให้ดูทะมัดทะแมง เวลาหยิบจับของหน้าเตา ยืนหน้ากระทะอย่างไรให้เหมือนเชฟจริงๆ ส่วนทักษะการเสิร์ฟแบบประคองจาน 3 ใบบนแขนได้มาจากสมัยทำงานเสิร์ฟที่นิวซีแลนด์ค่ะ อะไรที่เคยทำมาในอดีต เราไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งจะใช้ประโยชน์ได้”

(สังเกตว่าสาวมักจะนิ่งเฉย เก็บอาการ มีแค่ตอนทำอาหารที่สาวดูมีชีวิตชีวามาก เหมือนดีใจที่จะได้เห็นสามีตัวเองตายด้วยอาหารที่ตัวเองทำ) “นั่นคือสิ่งที่เราคิดในหัวเวลาเข้าฉากทำอาหารเลยนะ! (เบลล่าตบเข่าฉาด) ในหัวเราคิดแค่ว่า ‘เดี๋ยวแกต้องกินสิ่งนี้ กินแล้วก็ตาย!’”

(ที่น่าแค้นที่สุดคือ กรไม่เคยขอโทษ ไม่แม้แต่จะสำนึกผิดเลย) ไม่แน่นะ…กรอาจจะรู้ความจริงมาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ว่าสาวคือคนที่ตัวเองกระทำมาก่อน หรือกรอาจจะไม่รู้ก็ได้ หนังสนุกตรงนี้ แม้แต่สาวยังไม่รู้ว่ากรรู้หรือเปล่า แต่อย่าลืมว่ากรเลือกเดินเท้าฝ่าป่าฝ่าดงกลับมากินข้าวมื้อสุดท้ายที่บ้านของสาว ทั้งที่หมออรุณมาช่วยพาตัวออกไปแล้ว นั่นอาจเป็นการสำนึกผิดในแบบของเขาก็ได้ เขาเลยเลือกเดินกลับไปเผชิญกับความตายจากอาหารฝีมือสาว เพราะเขารู้ดีว่าเขาควรได้รับมัน

(ถ้ากรขอโทษล่ะ จะทำให้อะไรเปลี่ยนไปมั้ย) เราคิดว่าสำหรับสาว คำขอโทษอาจทำให้สาวโกรธหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ  คำพูดง่ายๆ ไม่กี่คำไม่สามารถคืนชีวิตที่สูญเสียไปนับสิบปีให้สาวได้หรอก”

เบลล่าตกหลุมรัก: การแสดงและโยคะ

“ตอนนี้เราหลงรักอาชีพนักแสดงมาก มันทำให้เราได้สัมผัสความรู้สึกที่ในชีวิตประจำวันไม่มีทางได้เจอ และทำให้เรามีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์มากขึ้น จริงๆ แล้วเราหลงรักกองถ่ายค่ะ ชอบบรรยากาศในกองถ่ายมาก อยากทำอะไรก็ได้ในกองถ่าย อาจเป็นเพราะเราได้รับบทนำครั้งแรกในหนังเรื่องนี้มังคะ ออกกอง 25 วัน เหมือนออกไปกินข้าวนอกบ้านกับครอบครัว มีแค่วันเดียวที่เราไม่ได้ไปกองคือวันที่ถ่ายทำซีนของอาซาโน (ทาดาโนบุ อาซาโน นักแสดงสุดเก๋าชาวญี่ปุ่น) เราชอบเขามาก แต่นั่นคือวันเดียวที่ไม่ได้ไปกองถ่าย…”

“อีกสิ่งที่เราอินมากคือโยคะ ตอนแรกมีแพลนจะไปฝึกที่แหล่งตั้งต้นเลยคือที่อินเดีย ไม่ได้คิดว่าจะต่อยอดไปเป็นครูสอนโยคะหรือทำอะไรกับมัน แค่อยากเข้าใจศาสตร์นี้อย่างลึกซึ้ง เรารู้สึกว่าโยคะช่วยให้เราเชื่อมต่อกับร่างกายและจิตใจ และอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น”  

สุดท้ายก่อนจาก สิ่งที่อยากรู้ที่สุดคือ ณ ปัจจุบัน “สาวอยู่ไหนแล้ว”

“…ยังไงนะคะ?!?” น้ำเสียงเบลล่างุนงงผสมงงงวย

“เขาทำอะไรอยู่ ชีวิตเป็นยังไงบ้าง มีผัวใหม่หรือยัง”

“(หัวเราะ) อ๋อ สำหรับเรา สาวคงอยู่ในความทรงจำของเราไปจนวันตาย แต่ถ้าถามเรื่องชีวิตใหม่ เราคิดว่าสาวคงไม่มีใครใหม่หรอกค่ะ เพราะในความแค้นนั้นมีความผูกพันลึกๆ ที่ทำให้สาวเลือกที่จะผูกติดกับกรไปตลอดกาล…นั่นทำให้แม้ว่าสาวจะชนะ แต่ก็แพ้ แก้แค้นสำเร็จ แต่ตัวเองไม่เหลืออะไร”

นั่นคือจุดจบที่เป็นไปตามคาดหวังของสาวที่เหลือเพียงครัวร้าง ต่างจากเบลล่าที่หนัง ‘ครัวสาว’ คือจุดเริ่มต้น

เราอวยพรให้เธอสว่างไสวก่อนลาจาก

“นมัสเต” (จิตวิญญาณของฉันเคารพจิตวิญญาณของคุณ)

“นมัสเตเช่นกันค่ะ”

Text: Suphakdipa Poolsap

Latest Posts

Don't Miss