Saturday, January 24, 2026

‘ผ้าทอมือ แบรนด์โลคัล ช่างท้องถิ่น’ การรอ 2 เดือน แต่ใช้ได้นาน 100 ปี อาจเป็นคำตอบของแฟชั่นยั่งยืน

กำลังผลิตของผ้าทอมือกับผ้าทอด้วยเครื่องจักรต่างกันมากน้อยเพียงไร? การทอลายยกดอกแต่ละผืนต้องใช้คนทอผ้าร่วมกัน 5 คน แต่ละด้านของกี่มือ (เครื่องทอผ้าแบบดั้งเดิม) ต้องใช้แรง 2 คน คือคนยกไม้และคนพุ่งกระสวยด้ายไปให้คนอีกฝั่ง อีก 1 คนเตรียมใช้เท้าเหยียบเพื่อยกตะกอสลับไปมาและกระทบไม้ เพื่อทอผ้าได้ราวๆ 15-50 เซนติเมตรต่อวัน แต่ด้วยนวัตกรรมใหม่ ‘กี่ทอมืออัตโนมัติยกดอก’ ที่ช่วยเบาแรงคนทอ ทั้งยังทอผ้าได้มากขึ้นเป็น 3-5 เมตรต่อวัน 

ส่วนเครื่องทอผ้าแบบวอเตอร์เจ็ตความเร็วสูง ทอผ้าได้ 200-300 เมตรต่อวัน ขณะที่เครื่องทอผ้าแบบแอร์เจ็ตที่ใช้ลมอัดเพื่อขับเคลื่อนเส้นด้ายพุ่งผ่านเส้นด้ายยืน ทอผ้าได้ 2,200 เมตรต่อนาที จะเห็นได้ว่ากำลังเครื่องจักรทอผ้ามีการผลิตเร็วแรงสุดเร้าใจ แต่ 10-40% กลับหาผู้ซื้อไม่ได้ และถูกทิ้งตามบ่อขยะปีละราวๆ 92 ล้านตัน หรือ ‘ความช้า’ ในการทำสิ่งที่คนเห็นคุณค่าแท้จริงอาจเป็นหนึ่งในทางออกของแฟชั่นยั่งยืน

ที่บ้านไหมทองสะเร็น ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ มีเรือนหนึ่งที่ยืนหยัดทอผ้าเข้ารุ่นที่ 5 ภายในเรือนยังปรากฏผ้าทอมืออายุ 200 กว่าปีจากรุ่นเทียด (แม่ของทวด) ที่ยังคงสภาพดีเหมือนเพิ่งทอเมื่อวาน บ่งบอกถึงคุณภาพของเส้นไหม ฝีมือช่างทอ และอายุการใช้งานของสโลว์แฟชั่นที่ยาวนานกว่าฟาสต์แฟชั่นหลายร้อยเท่าได้เป็นอย่างดี

ผ้าไหมทอมือของบ้านไหมทองสะเร็นแตกต่างจากผ้าไหมส่วนใหญ่ในไทย ที่นี่ใช้ตัวไหมสายพันธุ์ ‘ไหมทอง’ ซึ่งสำออยต่อสภาพอากาศอย่างยิ่ง จึงเลี้ยงยากอย่างยิ่งยวด แต่หากเลี้ยงรอดก็คุ้มค่าเพราะให้ไหมเส้นเล็กนุ่มลื่นเงาเบาสัมผัสเดียวกับผ้าไหมไฮแบรนด์ จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนรักผ้าทอมือ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่สำคัญไหมทองหนึ่งรังให้เส้นไหมยาวถึง 1,200 เมตร ต่างจากไหมพันธุ์พื้นบ้านที่เลี้ยงง่ายแต่ให้เส้นไหมเพียงรังละ 50 เมตรเท่านั้น

“ผ้าไหมของเราคืองานกลุ่ม เราจะไม่ทำงานคนเดียว” ทายาทรุ่นที่ 5 กล่าว จากครัวเรือนเดียว บ้านไหมทองสะเร็นจึงกระจายกำลังไปยังเพื่อนบ้าน ให้บ้านนั้นปลูกหม่อน บ้านนี้เลี้ยงไหม อีกบ้านสาวไหม บ้านโน้นย้อมสีธรรมชาติ บ้านนู้นทอ โดยมีบ้านไหมสะเร็นเป็นตัวกลาง ช่วยขาย ช่วยดูแลรายได้ของบรรดาช่างฝีมือหลายร้อยชีวิตในกลุ่ม ส่วนรังไหมเปล่าที่ถูกสาวเส้นไหมไปหมดสิ้นแล้วยังกลายเป็นขยะมีค่า เมื่อส่งขายให้ญี่ปุ่นนำไปทำเป็นวัตถุดิบในสกินแคร์ เป็นงานประณีตศิลป์แบบ zero waste 

จากธุรกิจในครัวเรือนขยายกลายเป็นอุตสาหกรรมชุมชนที่ทุกบ้านช่วยกันคนละไม้คนละมือ นอกจากจะมีรายได้ที่เป็นธรรม ทุกคนยังทำงานได้จากที่บ้าน ท่ามกลางการรณรงค์ให้แบรนด์แฟชั่นต่างๆ ใส่ใจโลกและไม่ดูดายว่าผู้คนในสายพานการผลิตของตนมีชั่วโมงการทำงานยาวนานผิดวิสัย ค่าแรงต่ำ ใช้แรงงานเด็ก สภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานรกสกปรกเสื่อมโทรม เสี่ยงต่อการถล่ม ไฟไหม้ สารพิษรั่วไหล นำไปสู่การเสียชีวิตของแรงงานแฟชั่นอย่างที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า…หรือไม่

บ้านไหมทองสะเร็นยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อส่งต่อความรู้หลายร้อยปีไปสู่ช่างรุ่นใหม่ และยังต่อยอดทำแบรนด์ ‘เรือนไหม-ใบหม่อน’ พาผ้าไทยทอมือไปพบกับคนกลุ่มใหม่ๆ ผ่าน ‘ผ้าไหมร้อยสี’ งานไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติเป็นลายตาราง เช่น สีชมพูจากครั่ง สีเหลืองเข้มจากเข สีเหลืองอ่อนจากประโหด ‘ผ้าสมปักปูม’ งานไหมทอมือโดยอาจารย์บันเทิง ว่องไว ปราชญ์หม่อนไหมแห่งเมืองไทยที่คนรักผ้าหาเก็บเป็นของสะสม โดยผลงานทอชั้นครูเช่นนี้ หากเป็นผ้าย้อมสีธรรมชาติจะสนนเริ่มต้นที่ผืนละ 30,000 บาท ‘ผ้ายีนส์ไหมไทย’ เดนิมทอจากเส้นไหมต่างจากเดนิมทั่วไปที่ใช้ฝ้ายทอ หรือ ‘ผ้าโฮลนาคา’ ที่ประยุกต์มาจากผ้าโฮลซึ่งเป็นผ้ามัดหมี่ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายเขมรในแถบอีสานใต้ จัดเป็นผ้าทอสูงค่าหายากจนเป็นสินทรัพย์ประจำครัวเรือน ซึ่งทายาทรุ่น 6 ของบ้านไหมทองสะเร็นนำผ้าโฮลมาใส่ลายนาคา สัตว์กึ่งเทพตามความเชื่อของชาวอีสาน ก่อนจะยกให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของจังหวัดสุรินทร์ 

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างความเป็นไปได้ของผ้าทอมือ หนึ่งในแฟชั่นยั่งยืนที่มีอยู่ทุกภูมิภาคในเมืองไทย ที่มีหลายแบรนด์ หลายกลุ่ม หลายพื้นที่พยายามลบล้างมุมมองเก่าๆ ด้วยการทำให้ผ้าไทยยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องระบุตัวตนด้วยลวดลายแบบประเพณีนิยมเท่านั้น แต่แฝงอยู่ในคุณภาพของวัตถุดิบและการทอ รวมถึงกระบวนการผลิตที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นธรรมต่อคนทำงาน แม้ว่าผ้าแต่ละผืนจะทำอย่างสโลว์วันละไม่กี่เซนติเมตร ต้องรอนานหลายเดือน ทว่าเป็นการซื้อครั้งเดียวที่ใส่ได้ชั่วชีวิต  

TEXT: SUPHAKDIPA POOLSAP

Latest Posts

Don't Miss