Wednesday, January 14, 2026

เมื่อบทหนังกลายเป็นบทศาล! สรุปดราม่ามหากาพย์ Justin Baldoni, Blake Lively และ Taylor Swift

โปรเจ็กต์ภาพยนตร์ที่ควรจะเต็มไปด้วยความโรแมนติก กลับกลายเป็นสนามรบของอัตตา อำนาจ และมิตรภาพที่ถูกตั้งคำถาม ในโลกของฮอลลีวูด เบื้องหลังฉากอันสวยงามและพรมแดงไม่ได้มีแค่แฟลชจากกล้อง แต่ยังแฝงไว้ด้วยเกมของอิทธิพล เส้นสาย และการต่อรองทางอำนาจ กรณีล่าสุดที่ทำให้วงการต้องหยุดหายใจชั่วขณะคือการเปิดศึกทางกฎหมายระหว่าง Justin Baldoni และ Blake Lively บนเวทีภาพยนตร์ที่หลายคนรอชม It Ends With Us ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ Colleen Hoover แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่การโต้แย้งบทหนัง มันกำลังเผยให้เห็นด้านที่เปราะบางที่สุดของการร่วมงานในวงการบันเทิง และลากเอาเพื่อนซี้ระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง Taylor Swift เข้ามาโดยไม่เต็มใจ

จากหน้ากล้องสู่หลังเวที

It Ends With Us เริ่มต้นด้วยการที่ Justin Baldoni รับบทเป็นโปรดิวเซอร์และนักแสดงนำ เเละ Blake Lively รับบทเป็นนักแสดงหญิงที่แฟนคลับต่างเทใจให้ แต่ปัญหาเริ่มต้นเมื่อ Blake Lively ซึ่งรับบทนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่พอใจกับบทภาพยนตร์เวอร์ชั่นดั้งเดิม และได้ทำการเขียนบทเวอร์ชั่นของตัวเองขึ้นมา พร้อมผลักดันให้ทีมงานเปลี่ยนตามใจของเธอ ‘Blake ไม่ใช่แค่นักแสดง เธอเป็นนักเล่าเรื่อง และเธอจะไม่ยอมปล่อยให้อะไรที่ไม่ดีพอผ่านไปง่ายๆ’ Justin Baldoni ซึ่งรับผิดชอบในฐานะผู้อำนวยการสร้าง กลับรู้สึกว่านี่คือการ ‘ล้ำเส้น’ และละเมิดโครงสร้างของกระบวนการสร้างภาพยนตร์ จนท้ายที่สุดเขาตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมายต่อ Blake Lively

เมื่อมิตรภาพกลายเป็นเดิมพัน

สิ่งที่ทำให้ดราม่านี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น คือการมีชื่อของ Taylor Swift ปรากฏขึ้นในคำร้องของศาล ตามเอกสารทางกฎหมายทีมของ Justin Baldoni ระบุว่า Taylor Swift ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Blake Lively อาจมีบทบาทหรือรับรู้พฤติกรรมการกดดันและการลบข้อความหลักฐานที่ Blake Lively กระทำกับทีมโปรดักชั่นไม่เพียงเท่านั้น Justin Baldoni ยังกล่าวอ้างว่า Blake Lively ‘ใช้ความสนิทกับ Taylor Swift’ เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้เขายอมรับบทเวอร์ชันที่เธอร่าง สิ่งที่น่าจับตาคือ Taylor Swift ไม่ได้มีส่วนใดในโปรเจกต์นี้เลยยกเว้นการอนุญาตให้ใช้เพลง My Tears Ricochet ใน soundtrack เท่านั้นแล้วทำไมเธอถึงถูกลากเข้ามา?

การที่ทีมกฎหมายของ Justin Baldoni ออกหมายเรียก Taylor Swift กลายเป็นประเด็นที่จุดไฟให้สื่อและแฟนคลับทั่วโลก ตั้งคำถามถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ ศาลจึงมีคำวินิจฉัยว่า การเรียก Taylor Swift ขึ้นศาลไม่มี ‘มูลเหตุพอสมควร’ และอาจเข้าข่ายการใช้ระบบกฎหมายในทางที่ผิด พร้อมทั้งมีคำเตือนต่อทนายของ Justin Baldoni ซึ่งสุดท้ายก็ยอมถอนหมายเรียกออก ทีมของ Taylor Swift เองก็ชัดเจนว่า เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหนัง ไม่ว่าจะในฐานะผู้ลงทุนหรือผู้อยู่เบื้องหลังแผนการใดๆ ก็ตาม

อำนาจ ศักดิ์ศรี และความเปราะบางของอุตสาหกรรม

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ไม่ใช่แค่ ‘ดราม่าเบื้องหลังหนังรัก’ คือมันกำลังเปิดเผยโครงสร้างทางอำนาจในฮอลลีวูด ฝ่ายหนึ่งคือ Blake Lively ผู้หญิงที่มีชื่อเสียง ผู้มากประสบการณ์ และมีวิสัยทัศน์ทางศิลปะ เธอพยายามแทรกแซงเพื่อให้เรื่องราวสะท้อนความจริงที่ลึกซึ้ง อีกฝ่ายคือ Justin Baldoni ชายผู้มีอำนาจในฐานะโปรดิวเซอร์ ซึ่งมองว่านี่คือการละเมิดหน้าที่และความเป็นมืออาชีพ และตรงกลางคือ Taylor Swift หญิงสาวผู้ไม่ได้อยู่ในภาพยนตร์เลย แต่กลับต้องเผชิญการโจมตีในพื้นที่สาธารณะเพียงเพราะความใกล้ชิดส่วนตัว

ดูเหมือนว่าดราม่านี้อาจยังไม่จบง่ายๆ และผลลัพธ์ของมันอาจไม่ใช่แค่คำพิพากษาในห้องศาล แต่คือบทเรียนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่สำคัญดราม่าที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ส่งผลด้านลบให้กับตัว Blake Lively เป็นอย่างมาก เเละทำให้หลายๆ คนอาจจะหมดความสัทธาในตัวเธอโดยเฉพาะประเด็นที่เธอลากเพื่อนสนิทของเธอเข้ามาในเรื่องนี้ทั้งที่ Taylor ไม่ส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยทำให้เหล่าเเฟนคลับของ Taylor ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เราต้องมารอดูกันว่าเรื่องนี้จะจบยังไง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะขยายวงกว้างไปถึงไหน เเละจะเป็นผู้ผิดในมหากาพย์นี้

Latest Posts

Don't Miss