แม้วินาทีแห่งการแข่งขันของเหล่าทัพนักกีฬาทั่วโลกจะเริ่มขึ้นจนมีการคว้าชัยชนะบางประเภทแล้ว แต่เรื่องราวของพิธีเปิดโอลิมปิก ณ กรุงปารีสเมื่อคืนวันที่ 26 กรกฎาคม 2024 ก็ยังเป็นที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้คนบนโลกโซเชียลอยู่ทุกครั้งได้เห็น เพราะพิธีเปิดนอกสเตเดี้ยมในครั้งนี้รวบรวมเอาเรื่องราวความน่าสนใจทั้งประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ค่านิยม และความเป็นตำนานที่ประเทศเจ้าภาพนำเสนอออกมาในสไตล์ของความเป็นฝรั่งเศสได้อย่างอัดแน่นทุกพื้นที่ตลอด 6 กิโลเมตรของแม่น้ำแซน เราจึงอยากจะพาทุกคนมารีแคปโมเมนต์สุดพีคผ่าน 5 คีย์เวิร์ดสำคัญอีกครั้ง ว่าพิธีเปิดครั้งนี้เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ขนาดไหน
Liberty
แม้ส่วนของ Liberté หรือ Liberty จะไม่ได้มาเป็นลำดับแรกของโชว์ แต่การแสดงในช่วงนี้ก็เรียกเสียงฮือฮาจากทั่วโลกได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการเปิดฉากผ่านเสียงร้องเพลง Do You Hear The People Sing? เพลงประกอบมิวสิคัล Les Misérables สุดไอคอนิกที่ถูกใช้เป็นตัวแทนแห่งการเรียกร้องเสรีภาพของประชาชน พร้อมฉากการต่อสู้ที่ล้อไปกับภาพ Liberty Leading the People


ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะเหล่าสายประวัติศาสตร์ต้องทึ่งไปอีกขั้นกับภาพของ Marie Antoinette ราชินีแห่งฝรั่งเศสในชุดสีแดงสดที่ถือศีรษะตัวเองจากการถูกประหารด้วยกิโยติน ร้องเพลงร็อกไปพร้อมๆ กับวงดนตรีเมทัลที่ยืนอยู่ทั่วโรงละคร Théâtre du Chatelet สถานที่ที่เคยเป็นคุกขังตัวเธอเองก่อนถึงจุดสิ้นสุดของชีวิต โดยแม้ว่าอันที่จริงแล้วพระนางมารี อ็องตัวแน็ต จะไม่ใช่คนฝรั่งเศสตั้งแต่กำเนิด แต่การนำภาพจากช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 มาเป็นส่วนหนึ่ง(ที่ซีนใหญ่มาก)ในพิธีเปิดครั้งนี้ ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าตัวประเทศเองให้ค่ากับประชาชนและเสรีภาพยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แม้จะต้องแลกมาด้วยหยดเลือดและหยาดเหงื่อจากผู้คนมากมาย สมกับคำขวัญชาติที่ว่า Liberté, Égalité, Fraternité หรือ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ นั่นเอง
WHAT IS GOING ON #OpeningCeremony pic.twitter.com/IUt2k8Flqp
— Scott Bryan (@scottygb) July 26, 2024
Culture
ความรุ่มรวยทางศิลปะและวัฒนธรรมของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในพาร์ตที่ผู้คนทั่วโลกล้วนต้องจดจำได้จากการถ่ายทอดสดงานพิธีเปิดครั้งนี้ โดยภาพของอัศวินผู้ถือคบเพลิงที่วิ่งไปทั่วทั้งเมืองนั้น ดูคล้ายกับตัวละครในเกม Assassin’s Creed ที่มีสำนักงานใหญ่ของผู้หลิตอยู่ที่ฝรั่งเศส และฉากที่เขาวิ่งผ่านพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ก็แสดงให้เห็นผลงานประติมากรรมและจิตรกรรมอันทรงคุณค่ามากมาย เช่น Winged of Samothrace, Venus de Milo และ Mademoiselle Caroline Rivière รวมถึงยังมีซีนที่คาแรกเตอร์ในแต่ละภาพวาดออกจากภาพมายืนดูบรรยากาศพิธีเปิด ให้ทลายกำแพงผู้ชมรู้สึกว่าผู้คนเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งในอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้จริงๆ




He looks familiar👀
— Assassin's Creed (@assassinscreed) July 26, 2024
ไม่เพียงแค่งานศิลปะที่ถูกจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์ แต่งานวรรณกรรมและภาพยนตร์จากฝีมือชาวฝรั่งเศสก็ถูกนำเสนออย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ซีนที่อัศวินกระโดดหลบบรถไฟ ซึ่งอ้างอิงจาก Arrival of a Train at La Ciotat ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกโดยพี่น้องตระกูล Lumière Brothers เมื่อปี 1895 ตลอดจนการพาอัศวินผ่านฉากในงานวรรณกรรมต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น นวนิยายผจญภัย Around the World in 80 days, ภาพยนตร์สั้นแนวแฟนตาซี A Trip to the Moon (1902) และวรรณกรรมเด็ก Le Petit Prince (1943) ไล่เรียงมาจนถึงจอมขโมยซีนอย่างกองทัพ Minion ตัวการ์ตูนสีเหลืองที่ใครๆ ก็ต้องหลงรักที่มาสวมบทเป็นนักกีฬาประเภทต่างๆ ในโอลิมปิกนี้เอง




Heroine
อีกหนึ่งคีย์สำคัญที่โอลิมปิกครั้งนี้ตั้งใจให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือการผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ และการเชิดชูเกียรติของพลังสตรีเพศผ่านแต่ละช่วงของพิธีเปิด อย่างการขับร้องเพลงชาติโดยนักร้องโอเปร่าสาว Axelle Saint-Cirel บน Grand Palais ในลุคที่ทำให้นึกถึง Marianne หญิงซึ่งเป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพ รวมไปถึงการถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของผู้หญิงที่ลุกมาเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคในหลากหลายวงการด้วยรูปปั้นทองคำ 10 ชิ้นที่โผล่ขึ้นจากแม่น้ำแซน อาทิ Olympe de Gouges นักสิทธิสตรีในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส , Alice Milliat ผู้ผลักดันให้เกิดการแข่งขันกีฬาของเพศหญิงในโอลิมปิก , Simone de Beauvoir นักเขียนผู้จุดประกายแนวคิดสตรีนิยม และ Jeanne Barret นักสำรวจหญิงผู้เดินทางรอบโลก

💛 Un hommage à 10 héroïnes en or de l'histoire de France.
— Jeux Olympiques (@jeuxolympiques) July 26, 2024
Olympe de Gouges, Alice Milliat, Gisèle Halimi, Simone de Beauvoir, Paulette Nardal, Jeanne Barret, Louise Michel, Christine de Pizan, Alice Guy et Simone Veil.#Paris2024 | #CeremoniedOuverture pic.twitter.com/qVEOFiD4RA
นอกจากนี้ยังมีการตอกย้ำความสำคัญของสตรีเพศในช่วงท้ายด้วยการนำ Joan of Arc วีรสตรีผู้กอบกู้ฝรั่งเศสที่เคยมีชีวิตอยู่จริงมาเป็นแรงบันดาลใจของ ‘วีรสตรีขี่ม้าเหล็ก’ ตัวแทนแห่งสันติภาพและความสามัคคีที่วิ่งฝ่ากระแสน้ำพาสัญลักษณ์ 5 ห่วงของมหกรรมการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมาที่ Place du Trocade


Original
หนึ่งในพาร์ตที่เหล่าผู้ชมรอคอยที่สุดนอกจากการจุดคบเพลิง คงหนีไม่พ้นโชว์ ‘โลโก้โอลิมปิก’ หรือสัญลักษณ์ 5 ห่วงที่เราจะเห็นกันอยู่ในพิธีเปิดปีที่ผ่านๆ มาว่านี่จะเป็นหนึ่งช่วงที่แต่ละประเทศงัดเทคนิกวิธีการนำเสนอสุดยิ่งใหญ่มาอย่างไม่มีใครยอมใคร เช่น พิธีเปิดกรุงลอนดอกประเทศอังกฤษที่นำเสนอโดยใช้ห่วงเหล็กจุดไฟลอยขึ้นฟ้าท่ามกลางฉากหลังของโชว์ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือล่าสุดเมื่อปี 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นเลือกใช้งานช่างไม้อันเป็นเอกลักษณ์ มาค่อยๆ เผยสัญลักษณ์ 5 ห่วงผ่านเสน่ห์งานฝีมือแบบดั้งเดิม แต่สำหรับฝรั่งเศสในปีนี้ พวกเขามาในวิธีที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง ด้วยกระดาษเพียงใบเดียวเท่านั้น


โดยกระดาษที่ว่านั้แต่งเต้มด้วยลายเส้นสเก็ตช์รูปวงแหวน 5 ห่วงพร้อมลายเซ็นของ Baron Pierre de Coubertin ที่รังสรรค์ไว้เมื่อปี 1913 ซึ่งนับเป็นเครื่องมือประกาศความยิ่งใหญ่ชั้นดี เพราะขุนนางชาวฝรั่งเศสคนนี้เป็นผู้ฟื้นฟูการแข่งขันกีฬากลับมาอีกครั้งจนได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งโอลิมปิกยุคใหม่ (Modern Olympic Games) และเป็นผู้มอบโลโก้โอลิมปิกเมื่อ 111 ปีก่อนแก่โลกกีฬาที่ยังถูกใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนั่นเอง


Living Legend
ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยเหล่า ‘ตำนานที่ยังมีชีวิต’ ที่มาร่วมสร้างความตื้นตันใจในช่วงสุดท้ายของพิธีเปิดที่ยาวนานเกือบ 5 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็น Zinedine Zidane บุคคลสำคัญแห่งทีมชาติฝรั่งเศสและวงการฟุตบอลโลกที่มาปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าตัวแทนนักกีฬาจากชาติต่างๆ ซึ่งคอกีฬาคงตื่นเต้นกันเป็นพิเศษเพราะเราไม่ค่อยได้เห็นนักฟุตบอลอาชีพเบอร์ใหญ่มาอยู่ในโมเมนต์ของโอลิมปิกมากนัก เนื่องจากพวกเขามีการแข่งขันฟุตบอลโลกอยู่แล้ว ซึ่งเขาเป็นผู้ส่งคบเพลิงต่อให้ Rafael Nadal นักเทนนิสชื่อก้องโลกที่ครองตำแหน่งแชมป์เฟรนช์โอเพน 14 สมัย
ต่อด้วยการส่งคบเพลิงบนเรือที่ยังคงวิ่งไปตามแม่น้ำแซนกับ Serena Williams อดีตนักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลก, Nadia Comăneci นักยิมนาสติกหญิงแห่งโรมาเนีย เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 5 ครั้ง, Carl Lewis อดีตนักวิ่งผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโอมลิมปิก จนมาถึง Charles Coste อดีตนักปั่นจักรยานทีมชาติที่ตอนนี้มีอายุกว่า 100 ปี


และทันทีที่ไฟบนบอลลูนขนาดยักษ์คบเพลิงถูดจุด เสียงอันทรงพลังกับเพลง Hymne à l‘amour ของ Édith Piaf ที่คนทั่วโลกรอคอยก็ดังขึ้นจากศิลปินสาวผู้เป็นตำนานอย่าง Celine Dion ที่ยืนร้องเพลงบนหอไอเฟลในลุคที่สง่างามและระยิบระยับจาก Dior ซึ่งเป็นการกลับมาร้องเพลงครั้งแรกหลังลาเวทีไปด้วยอาการป่วยจากโรคหายาก โดยเธอเองก็นับเป็นไอคอนของความพยายาม ไม่ย่อท้อ และมุ่งมั่นในการทำสิ่งตนรัก ที่ทำให้พิธีเปิดโอลิมปิกสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ปิดจบได้อย่างสวยงาม

