Saturday, March 2, 2024

‘คุณค่าของความเป็นผู้หญิง’ ที่ผันแปรไปทุกช่วงวัยในแบบของ ‘ปอย ตรีชฎา’

ยอมรับว่าสมัยเด็กอยากสวย สารภาพว่าปัจจุบันเป็นทุกข์กับการเรียนปริญญาโท และไม่คิดสร้างอนุเสาวรีย์ของตัวเองเพื่อให้โลกจำ ปอย-ตรีชฎา หงส์หยก เปลี่ยนใจและเปลี่ยนไปเพราะคำเดียวนี้ ‘คุณค่าของความเป็นผู้หญิง’

ELLE: คุณเคยพูดว่าสิ่งที่คิดสมัยวัยรุ่นคืออยากมีแฟน จะได้มีใครสักคนให้พึ่งพิงได้ มองว่าอะไรที่หล่อหลอมให้คิดเช่นนั้น และอะไรที่ทำให้คุณเปลี่ยนใจ

POYD: “จริงๆ ต้องบอกว่าอยากสวย เพื่อจะได้มี beauty privilege ซึ่งเราจะได้อภิสิทธิ์ในหลายๆ เรื่อง ความสัมพันธ์ก็เป็นส่วนหนึ่ง เราโฟกัสอยู่กับความสวยของตัวเองจนทำให้เรื่องอื่นๆ เช่น การพัฒนาศักยภาพทางความคิด หรือความสามารถเฉพาะตัวเราไม่มีเลย พอเราไปไหนก็คุยกับคนไม่รู้เรื่อง ได้แต่ยิ้ม แต่ก่อนพี่จ๋า (อลิสา พันธุ์ศักดิ์ คุนผลิน) จะหนีบเราไปไหนต่อไหนด้วย เราได้เจอสังคมของคนที่โตกว่าที่ทำให้เราถามตัวเองว่าเราอยากจะโตไปเป็นคนแบบไหน บางทีก็ตอบว่าก็สวยไง จบ แต่พอเราเจอสังคมใหม่หลายครั้งเข้า เราเริ่มคิดได้ว่าศักยภาพทางความคิดน่าจะตอบโจทย์เรามากกว่า”  

ELLE: เป็นที่มาที่ทำให้คุณไปเรียนอะไรหลายอย่าง ทั้งวิทย์และศิลป์ใช่ไหม

POYD: “เรารู้ตัวว่าเราเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น ทีนี้ก็เริ่มสปีดตัวเองแบบติดจรวดเลย เราเรียนทุกอย่างที่คิดว่าน่าสนใจ เช่น การเงิน เศรษฐศาสตร์ ศิลปะ นิเทศศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา เท็กซ์ไทล์ เราได้เจอสังคมใหม่ๆ จากการเรียนรู้ ไปศึกษาผ้าไทย สะสมผ้าวินเทจ วัฒนธรรมเปอรานากัน จนเราเข้าไปทำงานท้องถิ่น ผลักดันให้เมืองเก่าภูเก็ตได้งบประมาณและเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ไม่บังคับตัวเองว่ามันคือการบ้าน เมื่อไรที่ว่างก็จะทำ เหมือนดู Netflix และไม่ใช่ว่าทุกอย่างที่ทำจะสำเร็จ อย่างการเรียนปริญญาโทก็ยังเรียนไม่จบ เราสารภาพเลยว่าเป็นทุกข์มาก พอทำอะไรที่มีกรอบเวลาเราจะรู้สึกกดดัน แต่ตอนเรียน on site เข้าแล็บนี่สนุกมาก”  

ELLE: มองจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองขาด ยอมรับมันและแก้ไข แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะแก้ได้ทุกเรื่อง

POYD: “คือวันนี้ที่เราเล่าเรื่องตัวเองให้คนอ่าน เราต้องเรียลนะคะ ไม่ใช่บอกว่าชีวิตเราเพอร์เฟ็กต์อย่างไร เราเคยเป็นผู้เสพสื่อมาก่อนและเสพความสมบูรณ์แบบของคนอื่น ซึ่งกลายเป็นความกดดันในชีวิต ถ้าเราอ่านเรื่องราวของคนที่เรามองว่าเป็นต้นแบบแล้วเขาบอกว่า ‘วันนี้ฉันขี้เกียจ ฉันเหนื่อย’ เราจะชอบมาก เขาดูเป็นมนุษย์ดี ทำให้เราอนุญาตให้ตัวเองมีโมเมนต์เปลี้ยได้เหมือนกัน เราพยายามวิเคราะห์ปัจจุบัน และคิดว่าคุณภาพชีวิตแบบไหนที่เราอยากมีในอนาคต พอเห็นภาพชัดจึงค่อยมองข้อดีและข้อเสียของภาพนั้น เช่น ถ้าเราอยากมีบ้านริมทะเล มีสนามหญ้าใหญ่ๆ เราจะมองเห็นงูในสนาม (หัวเราะ) แล้วเราจะจัดการอย่างไร ถ้าเรานึกภาพไม่ชัดเราจะเป๋ และจะทำในสิ่งที่เกินความจำเป็น เราเป็นคนลงรายละเอียดมากในบางอย่าง แต่บางเรื่องก็ปล่อยเลย มันก็สมดุลดี” 

ELLE: ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ระหว่างการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศ การต่อสู้กับบรรทัดฐานสังคม การพาตัวเองไปสู่ระดับสากลได้หลังจากอดทนรอมา 7 ปี คุณให้พลังใจตัวเองอย่างไร และคุณได้รับพลังใจจากคนรอบข้างในชีวิตอย่างไรบ้าง

POYD: “ไม่ได้กำลังใจอะไรมากจากคนรอบข้าง เคยเล่าแล้วว่าคนมองว่าเราเพ้อ เลยปกป้องตัวเอง ไม่เล่าดีกว่า เลือกจะก้มหน้าก้มตาทำไป เราชอบวิเคราะห์อยู่แล้ว ก็จะนั่งคิดว่าคุณสมบัติของคนที่จะโกอินเตอร์ได้น่าจะมีอะไรบ้างแล้วลิสต์ออกมา สมมติว่ามี 8 ข้อ เราก็ทำตามนั้น เช็กลิสต์ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ได้ตามที่คิด ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงานต่างประเทศ การเรียนหนังสือ การแต่งงาน หรือการทำอะไรต่างๆ เป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่แก่นของมันคือการบริหารจัดการให้มันยั่งยืน ขณะที่ก็ต้องรู้ด้วยว่าไม่มีอะไรคงอยู่ไปได้ตลอด ถ้าคิดตรงนี้ได้ เราจะมีความสุขแล้ว ณ  ช่วงเวลาที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น อย่างเราชอบนักแสดงต่างประเทศบางคน เช่น Jennifer Lawrence หรือ Jun Ji Hyun ซึ่งไม่มีโซเชียลมีเดีย แต่ทำไมเขายังเป็นตัวท็อปที่ค่าจ้างสูงเบอร์ต้นๆ ของวงการ พอไปศึกษาก็พบว่าเขาเป็นนักลงทุน เรารู้ละว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร”  

ELLE: เขาไม่เสียเวลาไปกับการทำนิทรรศการชีวิตตัวเอง

Poyd: ถูกต้อง มันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมากนะ แถมต้องถามใจตัวเองก่อนว่าคุณชอบแบบนั้นจริงหรือไม่ ถ้าต้องมีกระแสตลอดเวลา เมื่อไรกระแสแผ่วเราจะรู้สึกดิ่งมาก ฉะนั้นเราจะไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ เราเลยเอาตัวเองออกมานานแล้ว แต่บางคนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ เราชื่นชมและไม่ได้มีอคติกับใคร” 

ELLE: เดาว่าไม่น่าจะอยากให้ใครจดจำ แต่อาจจะอยากทิ้ง legacy ที่เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง…หรือเปล่า

POYD: “บางคนสมควรจะมีอนุเสาวรีย์ของเขาที่คนอื่นทำให้ แต่เราพูดแบบถ่อมตัวเลยว่าเราไม่ได้คู่ควรกับการทำอะไรที่เป็นภาพใหญ่แบบนั้น แต่อย่างน้อยเราอยู่ในเส้นทางที่อยากทำอะไรก็ตามที่เกิดประโยชน์ต่ออนาคต สิ่งเล็กๆ ที่เราทำในทุกๆ วัน ถ้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เราก็ยินดี แต่ไม่ได้อยากให้ใครมาจดจำ เราแค่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงในทุกวันนี้ที่สงครามกลายเป็นเรื่องรอบตัว และสภาพแวดล้อมรวนจนกระทบวิถีชีวิต ฉะนั้นเราคิดถึงสิ่งที่ทำวันนี้ได้เลย เพื่อให้อย่างน้อยพรุ่งนี้ก็ดีขึ้น” 

Words: Suphakdipa Poolsap

- Advertisement -

Latest Posts

Don't Miss

Stay in touch

To be updated with all the latest news, offers and special announcements.