ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัตถการด้านความงามและนวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อการดูแลผิวพรรณและรูปหน้า ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองในยุคปัจจุบันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทั้งในเรื่องของมาตรฐาน ความปลอดภัย เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงขึ้น รวมถึงความเชี่ยวชาญของแพทย์ที่สามารถออกแบบการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้อย่างละเอียดและเฉพาะเจาะจง
ขณะเดียวกัน เทรนด์ความงามในปี 2026 ก็ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปหน้า แต่กำลังก้าวเข้าสู่แนวคิดของ ‘ความงามแบบองค์รวม’ ที่ให้ความสำคัญกับทั้งโครงสร้างผิว คุณภาพผิว สัดส่วนใบหน้า ไลฟ์สไตล์ รวมถึงความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอก ในครั้งนี้ เราได้พูดคุยกับ นพ.ชินวัฒน์ เหรียญมณี หรือ คุณหมอชิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้าและดูแลคุณภาพผิวจาก V Square Clinic เพื่ออัพเดตมุมมองล่าสุดของวงการความงาม ผ่านแนวคิด ‘ความงามแบบ 360°’ หรือการดูแลความงามอย่างรอบด้าน ที่เน้นผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติ สมดุล และเหมาะกับแต่ละบุคคลมากที่สุด
ความงามแบบ 360 องศาคืออะไร และแตกต่างจากแนวทางเดิมอย่างไร ?
“ในอดีตการรักษาด้านความงามมักจะโฟกัสเป็นจุดเฉพาะ เช่น การแก้ปัญหาริ้วรอยบริเวณหน้าผาก ใต้ตา หรือร่องแก้ม แต่ปัจจุบัน แนวคิดด้านความงามได้พัฒนาไปสู่การดูแลแบบ องค์รวม หรือ ความงามแบบ 360° มากขึ้น ซึ่งเป็นการประเมินและวางแผนการรักษาในทุกมิติของใบหน้าและร่างกายร่วมกัน แพทย์จะไม่ได้มองเพียงปัญหาบนผิวชั้นนอกเท่านั้น แต่จะประเมินตั้งแต่โครงสร้างกระดูก ชั้นกล้ามเนื้อ ชั้นไขมัน ไปจนถึงคุณภาพผิว เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาได้อย่างแม่นยำและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล”
“นอกจากนี้ ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการนอน การรับประทานอาหาร ความเครียด อายุ รวมถึงกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพราะทั้งหมดล้วนส่งผลหรือเป็นต้นเหตุต่อการเสื่อมสภาพความหย่อนคล้อยของผิวและโครงสร้างใบหน้าในระยะยาว”
“สิ่งสำคัญคือ เมื่อร่างกายเกิดการเสื่อมสภาพ กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด แต่เกิดขึ้นกับทั้งระบบของร่างกาย ดังนั้นการดูแลแบบ 360 องศา จึงเป็นการออกแบบการรักษาเพื่อให้ผลลัพธ์ดูสมดุล กลมกลืน และเป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ใบหน้าดูตึงกระชับ แต่ควรดูสอดคล้องกับลำคอ คุณภาพผิว และบุคลิกโดยรวมด้วย หมอมองว่า ความงามที่ดีไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจนเกินไป แต่คือการดูดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับตัวตนของแต่ละคน และยังคงความสมดุลในทุกมิติครับ”
หัตถการที่ช่วยปรับปรุงและดูแลคุณภาพดูแลผิวรวมถึงเทคโนโลยียกกระชับที่มาแรงในปี 2026 มีอะไรบ้าง ?
“สำหรับเทรนด์ความงามในปี 2026 กลุ่มหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นโปรแกรมที่เน้นเรื่องคุณภาพผิว และ ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ มากกว่าการเปลี่ยนโครงหน้าอย่างชัดเจน หนึ่งในกลุ่มหัตถการที่ได้รับความสนใจมาก คือโปรแกรมฉีดลดเลือนริ้วรอย รวมถึงกลุ่มสารเติมเต็มผิวชนิด Modified HA ที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมให้ผิวดูอิ่มฟู เปล่งประกายสุขภาพดีจากภายใน”
“กลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนอย่างโปรแกรม ‘ฮาร์โมนี่สกิน’ เพราะตอบโจทย์คนที่ต้องการให้ผิวดูโกลว์ เรียบเนียน และมีคุณภาพผิวที่ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ”
“ในส่วนของเทคโนโลยียกกระชับ ปัจจุบันยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ ที่ช่วยพยุงและฟื้นฟูโครงสร้างใบหน้าในบริเวณที่ยุบตัว รวมถึงกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ช่วยเสริมความแน่นกระชับของผิวในระยะยาว ปัจจุบัน คนไข้ส่วนใหญ่นิยมการรักษาที่ให้ผลลัพธ์ดูละมุน ไม่แข็ง ไม่เปลี่ยนหน้า แต่ช่วยให้ดูสดใส อ่อนวัย และมีคุณภาพผิวที่ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทิศทางสำคัญของวงการความงามในปัจจุบันครับ”

มีเทคนิคเฉพาะที่เป็นซิกเนเจอร์ของคุณหมอไหม ?
“จริงๆ แล้ว เมื่อเรามีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้มากขึ้น ก็จะเกิดการพัฒนาเทคนิคเฉพาะตัวขึ้นตามมา ทั้งในเรื่องของการประเมินโครงสร้างใบหน้า มุมในการฉีด รวมถึงตำแหน่งที่เหมาะสมในการใช้หัตถการ เพื่อให้สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่พอดี แต่ยังคงให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและดูเป็นธรรมชาติที่สุด แนวคิดหลักที่หมอใช้ในการรักษาคือ ‘Less is More’ หรือการใช้ในปริมาณยาที่เหมาะสม เพื่อดึงจุดเด่นของแต่ละคนออกมา โดยไม่ทำให้ใบหน้าดูเปลี่ยนไปมากจนเกินไป”
“หมอมองว่า ความสวยที่ดีไม่จำเป็นต้องดูทำมาเยอะ แต่ควรเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ดูละมุน สมดุล และเข้ากับโครงสร้างเดิมของคนไข้ เพราะสุดท้ายแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูสดใส อ่อนวัยขึ้น แต่ยังคงความเป็นตัวเองอยู่ครับ”
สำหรับเรื่องการปรับรูปร่างมีเทคนิคอะไรบ้างที่เป็นเทรนด์ตอนนี้?
“สำหรับเรื่องการดูแลรูปร่าง ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ยังได้รับความนิยมต่อเนื่อง คือกลุ่มการสลายไขมันด้วยความเย็น หรือ เทคโนโลยีไครโอไลโปไลซิส (Cryolipolysis) ซึ่งเป็นการใช้ความเย็นในระดับที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดจำนวนเซลล์ไขมันในบริเวณที่ต้องการ โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลาทำต่อครั้งประมาณ 35 นาที อีกทั้งยังไม่มีแผลหลังทำ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่คนไข้หลายคนให้ความสนใจ”
“นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีกลุ่มคลื่นอัลตราซาวด์แบบโฟกัส (Focused Ultrasound) ที่ช่วยเรื่องความกระชับของผิวและชั้นไขมัน ซึ่งการทำคู่กันกับ Cryolipolysis จะช่วยเสริมผลลัพธ์ให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะทั้งสองเทคโนโลยีทำงานต่างกลไกกัน โดยกลุ่มความเย็นจะเน้นการลดจำนวนเซลล์ไขมัน ขณะที่อัลตราซาวด์จะช่วยเรื่องการกระชับและปรับคุณภาพผิวบริเวณนั้นร่วมด้วย”
“อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับการประเมินปัญหาของคนไข้เป็นหลัก หากมีไขมันสะสมค่อนข้างมาก แต่ผิวยังมีความกระชับดี ก็อาจเน้นการรักษาในกลุ่ม Cryolipolysis เป็นหลัก แต่ในกรณีที่มีไขมันสะสมไม่มาก แต่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยร่วมด้วย ก็อาจเลือกใช้เทคโนโลยีกลุ่ม Focused Ultrasound เพื่อช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและสมดุลมากที่สุดครับ”
ถ้าจะเริ่มต้นทำหัตถการเกี่ยวกับรูปร่าง ควรเลือกทำทำจุดไหนก่อน ?
“โดยส่วนใหญ่ หมอจะเริ่มจากการพูดคุยกับคนไข้ก่อนว่ากังวลกับจุดไหนมากที่สุด เพราะแต่ละคนมีมุมมองต่อรูปร่างและสัดส่วนที่แตกต่างกัน บางคนอาจมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องค่อนข้างมาก แต่ไม่ได้รู้สึกเป็นปัญหาหลัก ขณะที่บางคนอาจกังวลกับไขมันบริเวณราวนม ด้านหลัง หรือช่วงปีกด้านข้างลำตัว ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจเวลาแต่งตัวมากกว่า”
“ดังนั้น การวางแผนการรักษาจึงไม่ได้ดูแค่ปริมาณไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ บุคลิกภาพ และความกังวลเฉพาะบุคคลร่วมด้วย เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับความต้องการของคนไข้มากที่สุด สำหรับบริเวณที่ได้รับความนิยมในการดูแลรูปร่าง ปัจจุบันจะมีตั้งแต่หน้าท้อง เอว ต้นแขน เนินด้านข้างรักแร้ ปีกด้านหลัง รวมถึงต้นขาด้านในและด้านนอก ซึ่งสามารถวางแผนดูแลร่วมกันได้อย่างเหมาะสมตามสัดส่วนของแต่ละคนครับ”
การผสมผสานหลายเทคนิคในเคสเดียวกัน ปลอดภัยหรือไม่ ?
“สามารถทำได้อย่างปลอดภัยครับ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และการวางลำดับขั้นตอนในการรักษาอย่างเหมาะสม ในปัจจุบัน การรักษาด้านความงามไม่ได้อาศัยเพียงเทคนิคเดียว แต่เป็นการออกแบบการรักษาแบบผสมผสา เพื่อให้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการกระชับผิว ลดไขมัน และฟื้นฟูคุณภาพผิวไปพร้อมกัน”
“แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกหัตถการพร้อมกันในครั้งเดียวเสมอไป แพทย์จะพิจารณาตามสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล เช่น อาจเริ่มจากการกระชับผิวด้วยพลังงานคลื่นวิทยุก่อน จากนั้นเว้นระยะให้ผิวฟื้นตัวและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แล้วค่อยเสริมด้วยกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวในระยะยาว การวางแผนรักษาอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ”

ควรเริ่มดูแลและใช้หัตถการในการดูแลรูปร่างตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ?
“โดยทั่วไป หมอจะแนะนำให้เริ่มดูแลตั้งแต่อายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงวัยที่การสร้างคอลลาเจนของร่างกายเริ่มลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อทั้งความยืดหยุ่นของผิว ความกระชับ และคุณภาพผิวในระยะยาว การเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยชะลอการเกิดความหย่อนคล้อยและลดโอกาสเกิดปัญหาสะสมในอนาคต โดยในช่วงอายุนี้ การรักษามักจะใช้พลังงานหรือปริมาณหัตถการไม่สูงมาก เน้นการดูแลเชิงป้องกันและคงสภาพผิวให้ดูดีอย่างต่อเนื่อง หมอมองว่า การเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถรักษาคุณภาพผิวและรูปร่างได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับการปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นชัดเจนแล้วค่อยเริ่มแก้ไขในภายหลังครับ”
มีเคล็ดลับอย่างไรให้ผลลัพธ์ของหัตถการอยู่ได้นานขึ้น ?
“นอกจากการเลือกใช้เทคโนโลยีหรือหัตถการที่ได้มาตรฐานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ในระยะยาวไม่แพ้กันก็คือ “พฤติกรรมการใช้ชีวิต” ของคนไข้เองครับ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนให้เพียงพอ การจัดการความเครียด การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการดูแลเรื่องโภชนาการ โดยเฉพาะการลดน้ำตาลและอาหารที่กระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อคุณภาพผิว การสร้างคอลลาเจน และความคงทนของผลลัพธ์หลังทำหัตถการ สุดท้ายแล้ว หัตถการเป็นเพียง “ตัวช่วยเสริม” แต่การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ดูดีและคงอยู่ได้ยาวนานที่สุดครับ”
หมายเหตุ: ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ควรเข้ารับการประเมินและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา

