เยี่ยมชมความเป็นเลิศที่ถูกขับเคลื่อนด้วยรสนิยมชมชอบต่อความงดงามในศิลปะหลากแขนง ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยสุนทรียศาสตร์ทางการจัดสัดส่วนองค์ประกอบอย่างลงตัว สิ่งเหล่านี้คือหนึ่งแรงบันดาลใจสำคัญที่จุดประกายจินตนาการจนก่อกำเนิดผลงานสร้างสรรค์อันหลากหลายให้แก่ Van Cleef & Arpels อย่างต่อเนื่องมานับแต่ทศวรรษ 1940 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาท่าเต้นที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมายอย่างแยบคายในการแสดง ‘ระบำปลายเท้า’ หรือ ‘บัลเลต์’ ซึ่งแต่ละผลงานให้ความรู้สึกเหมือนว่ากำลังร่ายลีลาเริงระบำให้ปรากฏต่อสายตา

และเพื่อยกย่องความสำคัญของระบำปลายเท้าในฐานะแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจสำคัญ Van Cleef & Arpels ได้สรรค์สร้างเครื่องประดับชั้นสูงคอลเล็กชันเฉพาะกาล Ballet Précieux ขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างปีค.ศ. 2007 เข็มกลัดนางระบำปลายเท้าจากบทละครเรื่องต่างๆ รวมถึงนักเต้นดาวเด่นระดับตำนาน ได้ร่วมกันจนกลายเป็น ‘คณะระบำปลายเท้า’ ท่วงท่าอ่อนช้อยกับเครื่องแต่งกายงามสง่า และรายละเอียดการตกแต่งอย่างหรูหรา ได้ถูกถ่ายทอดลงสู่เข็มกลัดนางระบำเครื่องประดับชั้นสูงเหล่านี้อย่างครบถ้วนและสมจริงโดยอาศัยมิติทรงโครงสร้างตัวเรือนอันโดดเด่นจากการใช้ทองคำรองรับงานฝังรัตนชาติหลากเทคนิค ซึ่งร่วมจนกลายมาเป็น Van Cleef & Arpels เป็นที่รู้จักในระดับสากล
จากนักเต้นระบำปลายเท้าสู่เครื่องประดับชั้นสูง
เพื่อสืบสานธรรมเนียมการสร้างสรรค์อันเป็นที่รักยิ่งนี้ให้ธำรงอยู่เป็นนิรันดร์ เมซงสรรค์สร้างเครื่องประดับเข็มกลัดนางระบำขึ้นถึงสิบสองผลงาน ร่วมกันเป็นบทยกย่อง และย้อนรำลึกถึงศิลปะการแสดงระบำปลายเท้าในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบทประพันธ์คลาสสิกจากเรื่องคลีโอพัตรา, La Sylphid หรือ The Nutcracker ซึ่งสรีระอ่อนช้อยของตัวเรือนเครื่องประดับเหล่านี้ ล้วนเปี่ยมไปด้วยความงามสง่าจากงานออกแบบสุดประณีต ละเอียดอ่อน และทวีความหรูหราตระการตาด้วยเครื่องแต่งกายกับรายละเอียดตกแต่งสุดวิจิตรบรรจง
และเพื่อถ่ายทอดความอ่อนช้อย งามสง่าของแต่ละอากัปท่าเต้นลงสู่ตัวเรือนเข็มกลัดสุดวิจิตรตระการตา เมซงระดมหลากทักษะความชำนาญในงานหัตถศิลป์เครื่องประดับชั้นสูงมาหลอมรวมร่วมกับบรรดารัตนชาติหลากสรรพสีที่ล้วนผ่านการตรวจคัดสรรเลือกให้ตรงตามมาตรฐานคุณภาพสูงสุดอย่างเคร่งครัด ผลงานแต่ละชิ้นล้วนมีจุดเริ่มต้นจากประติมากรรมงานฝีมือขึ้นแบบด้วยไขแว็กซ์เขียวเป็นโครงสร้างจำลองสรีระเรือนกายของนักเต้นสตรีในแต่ละท่วงท่าอย่างสมจริง สัดส่วนโค้งเว้าของทรวดทรงอ่อนช้อย คือผลลัพธ์จากเทคนิคอันยกย่องคุณค่าของการใช้เวลาเป็นสำคัญ หลังจากช่างตัวเรือนเครื่องประดับทำการตรวจสอบแต่ละรายละเอียดบนต้นแบบสามมิติของเข็มกลัดนางระบำอย่างครบถ้วนจากสัดส่วนไปจนถึงขนาดสัณฐาน ตลอดจนสมดุลของท่าทางการวาดวงแขน หยัดขา หรือยกปลายเท้า ก็จะเริ่มลงรายละเอียดตกแต่งเน้นความคมชัดของอวัยวะส่วนต่างๆ เหล่านั้นเช่นเดียวกับแพรพรรณเครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นลอนจับจีบ, การทิ้งชายผ้าพลิ้วไหว หรือกระทั่งลวดลายบนตัวเสื้อ และกระโปรง ก่อนนำต้นแบบไขแว็กซ์ไปสู่กระบวนการหลอมละลายหล่อแบบขึ้นตัวเรือนทองคำ


เมื่อประติมากรรมต้นแบบเสร็จสมบูรณ์ ก็จะถูกนำไปสู่กระบวนการหล่อแบบโดยใช้เทคนิค lost wax casting คือการให้โลหะทองคำเข้ามาแทนที่ไขแว็กซ์ซึ่งละลายตัวออกไป จากนั้นโครงสร้างตัวเรือนที่ถูกแกะออกจากแม่พิมพ์ ก็จะได้รับการตกแต่งเก็บรายละเอียดด้วยมือสลับกับงานขัดผิวให้เรียบเนียนและขึ้นเงา ก่อนดำเนินขั้นตอนฝังรัตนชาติซึ่งผ่านการคัดเลือกมาอย่างระมัดระวังเพื่อเติมความหรูหราแห่งสีสันท่ามกลางประกายสว่างสุกใสผ่านน้ำเพชรและเนื้อพลอย


Danse de Séville ballerina clip
เพื่อรังสรรค์ความอ่อนช้อยของลอนผ้าในงานจับจีบระบาย ภายใต้ประกายระยับแสงสุกสกาวจากงานฝีมือขัดผิวอย่างวิจิตรบรรจง ทองคำสีเหลืองได้รับการหล่อแบบต่างผ้าพลิ้วประดับรอบอกเสื้อคอปาดเช่นเดียวกับบนตัวกระโปรงหลั่นซ้อนสลับกับชั้นแพรทองคำสีขาวฝังเพชร รวมถึงรองเท้าทั้งสองข้าง

L’Esprit de la forêt ballerina clip
ลูกเล่นตัดเฉดระหว่างหลากสีสดใสบนเข็มกลัดนางระบำ L’Esprit de la forêt จุดประกายจินตนาการถึงเครื่องแต่งกายที่มารี ตาญลิโอนิ กองเตซแห่งวัวแซ็งส์ นักเต้นอิตาเลียนผู้รับบทภูตสาวแห่งพงไพรในระบำปลายเท้า La Sylphide ด้วยท่าเต้นยกตัวบนปลายเท้าทั้งสองข้างราวกับเตรียมพร้อมจะโบยบิน ทุกรายละเอียดอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวนางภูตเจ้าของปีกบอบบาง ถูกถ่ายทอดลงสู่งานออกแบบเครื่องแต่งกายอย่างครบครันโดยอาศัยบรรดาวัสดุเลอค่า จากทองคำสีเหลืองฝังเพชรในส่วนกรอบรัดเกล้าบนเรือนผมไปจนถึงคู่ปีกและเข็มกลัดแถบแพรคลุมสะโพก ขณะเดียวกับที่ตัวเสื้อเกาะอกดันทรงกับกระโปรงบานกว้างอาศัยงานฝังเพชรจิกไข่ปลาเดินลายเย็บตะเข็บทวีความโดดเด่นให้แก่รายละเอียดตัดเฉดระหว่างไพลินสีน้ำเงินเม็ดเดี่ยวกับทองคำตรงอกเสื้อ และโกเมนเขียวส่องซาโวไรต์กับไพลินสีม่วงอ่อนสลับลูกปัดทับทิมล้อมทองคำสีเหลืองต่างระย้าชายกระโปรง

Perséide ballerina clip
เพื่อเป็นที่ระลึกถึงปรากฏการณ์นาฏกรรมในครั้งนั้น เข็มกลัดนางระบำ Perséide ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในท่าเต้นวาดวงแขนเก็บดาวเพชรเดี่ยวระหว่างก้าวขายืนเท้าเดียวอย่างงามสง่า สะกดทุกสายตาด้วยรายละเอียดของชุดเกาะอกทองคำสีขาวฝังเพชรบนกระโปรงสุ่มตัวสั้น ซึ่งอาศัยงานฝีมือค้อนดุนลายบนตัวเรือนทองคำขาวรองรับงานฝังไพลินสีน้ำเงินต่างเฉดโทนในตำแหน่งกระจายตัวต่างหมู่ดาวบนผืนฟ้า
Rêverie de Coppelius ballerina clip
กอปเปเลีย หรือ la Fille aux yeux d’émail เป็นผลงานระบำปลายเท้าหัสนาฏกรรมเมื่อปีค.ศ. 1870 จากงานออกแบบท่าเต้นโดยอารธูร แซงต์-เลยง โดยมีเลโอ เดลีบส์เป็นผู้ประพันธ์เพลงดำเนินเรื่องราวความรักอลเวงระหว่างนางสวานิลดากับฟรองต์ซ์คู่หมั้นหนุ่มของเธอ และกอปเปลิอุส นักวิทยาศาสตร์สมองเพี้ยนผู้ประดิษฐ์ตุ๊กตากลด้วยฝันว่าสักวันจะมีชีวิตจิตใจเหมือนคนจริง โดยตั้งชื่อว่า ‘กอปเปเลีย’ และนำมาตั้งไว้ในท่านั่งตรงระเบียงบ้าน ทำให้ฟรองต์ซ์ผู้เดินผ่านมาเจอตกหลุมรักในบัดดล และเพื่อจุดประกายจินตนาการถึงนางระบำผู้รับบทตุ๊กตากลกอปเปเลียในท่ายืนขาชิดบนปลายเท้า ทองคำสีกุหลาบได้รับการหล่อแบบโบว์ประดับเรือนผมเหนือวงหน้าเพชรเดี่ยวกลมกลืนกับงานเดินขอบโค้งชายกระโปรง ขณะเดียวกับที่ชุดเสื้อคอกว้าง กระโปรงบานตัวสั้นต้องแสงเป็นประกายระยิบระยับเรืองรองจากงานฝังเพชรจิกไข่ปลาเดินเย็บตะเข็บ และจีบผ้าทวีความโดดเด่นให้แก่งานลงยาต่างแขนเสื้อ, ทับทิมเดี่ยวประดับอกเสื้อ และไพลินต่างเฉดสีตลอดแนวริ้วสะโพกกับขอบกระโปรง

Reine de Shemakhan ballerina clip
แรงบันดาลใจจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมการแต่งกายนำมาซึ่งรายละเอียดงานออกแบบเข็มกลัดนางระบำ Reine de Shemakhan ศัตรูตัวฉกาจของซาร์โดด็อนในThe Golden Cockerel อุปรากรสามองก์ของนิโคไล ริมสกี-กอร์ซากอฟ ดัดแปลงมาจากเทพนิยายเรื่องสุดท้ายของอเล็กซานเดอร์ พุชกิน ด้วยท่าเต้นวาดวงแขน ยืนบนปลายเท้า เข็มกลัดนางระบำ “ราชินีแห่งเชมาข่าน” แต่งกายครบเครื่องระบำเปอร์เซียตั้งแต่โมทิฟผ้าโพกศีรษะทองคำสีกุหลาบฝังไพลินสีม่วงไปจนถึงปกเสื้อทองคำสีกุหลาบสลักลายร่องต่างจีบระบายเหนือแขนเสื้อลงยาสีฟ้าสดสู่เข็มขัดเพชรคาดหน้านางทองคำสีกุหลาบฝังเพชรเหนือกระโปรงบานผ้าโปร่งใยตาข่ายประดับไพลินหลากสีสดใสต่างมิติขนาดจรัสประกายระยับแสงสะกดสายตา

Armide ballerina clip
ภายในพื้นที่สงวนของห้องผลิตงานสร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูง เหล่าช่างศิลป์งานฝีมือ Van Cleef & Arpels ต่างมุ่งมั่นทุ่มเทกายใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อถ่ายทอดความงามสง่าอันมาพร้อมเสน่ห์ลึกลับของนางเอกอาร์มิดา หนึ่งในตัวละครเอกจากระบำปลายเท้าหนึ่งองก์สามฉากเรื่อง Le Pavillon d’Armide ผลงานของมิเกล โฟคีน ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าชมอย่างยิ่งเมื่อปีค.ศ. 1907 ด้วยปมเรื่องเหนือความคาดหมายของวิกงต์หนุ่มผู้หลงรัก ‘อาร์มิดา’ นางในลายทอภาพจิตรกรรมบนพรมแขวนผนังผู้ก้าวออกมาเริงระบำยามค่ำคืน ด้วยท่วงท่าหย่งตัวยืนบนปลายเท้า ตัวเรือนทองคำสีขาวของเข็มกลัดนางระบำคือบทสรุปความเป็นเลิศทางหัตถศิลป์เครื่องประดับชั้นสูงตั้งแต่งานฝีมือขัดผิวเนื้อทองขึ้นเงาต้องแสงสุกสกาวไปจนถึงไหวพริบในการออกแบบ จับคู่สี ไม่ว่าจะเป็นบรรดารัตนชาติเลอค่าเฉดโทนอ่อนโยนละมุนตาจากการตรวจคัด สรรเลือกโดยเหล่านักอัญมณีวิทยาผู้เชี่ยวชาญของเมซง หรือความลงตัวระหว่างงานประกอบทองคำสีกุหลาบสลักลายเส้นของช่อใบไม้ประดับเรือนผม และปีกกระโปรงร่วมกับทองคำสีขาวเคลือบโรเดียม ตลอดจนความพิถีพิถัน ละเอียดลออในหลากเทคนิคของงานฝังเพชรพลอยขึ้นตัวเรือน

Belle de Songe ballerina clip
ระบำปลายเท้าสามองก์เรื่อง Raymonda งานประพันธ์ของอเล็กซานเดอร์ กลาซูนอฟ ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นาฏกรรมจากโจทย์ท้าทายความสามารถในการออกท่าเต้นของมาริอัส เปติปา เพื่อดำเนินเรื่องของเคาน์เตอสเรย์มอนดาที่รอคอยอัศวินฌอง เดอ บริอ็องน์ผู้เป็นคู่หมั้นกลับจากสงครามครูเสด และเพื่อสะท้อนถึงลูกเล่นสุดท้าทายในชุดท่าเต้นตามจังหวะดนตรีของบทเพลงลำดับที่ 67 ความกล้า และไหวพริบทางงานสร้างสรรค์ของเมซง นำมาซึ่งความหลากหลายของวัสดุเลอค่าบนเข็มกลัดนางระบำ Belle de Songe ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างสีเหลืองสุกสกาวของเนื้อทองดุนลายกับงานฝังเพชรจิกไข่ปลาบนเดรสเกาะอกกระโปรงบาน หรือรูปทรงเจียระไนรัตนชาติต่างเฉดสี ต่างเทคนิคฝังขึ้นตัวเรือน จากมรกตหลังเบี้ยในงานฝังหุ้มไปจนถึงไพลินสีชมพูฝังเขี้ยวหนามเตย และไพลินสีม่วงในร่องจิกไข่ปลาเดินขอบชายกระโปรง

Rose de Bengale ballerina clip
จากท่าเต้น ขึ้นปลายเท้า หรือ en pointe ระหว่างฉากจำแลงร่างแปลงกายเป็นดอกกุหลาบของอมราวาตี มาสู่เข็มกลัดนางระบำ ‘กุหลาบเบงกอล’ หรือ Rose de Bengale สะกดสายตาด้วยความงามสง่าในอากัปยกหยัดวาดวงแขนให้ความรู้สึกราวกับกำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นท่ามกลางงานออกแบบชุดรัดรูปฝังเพชรประดับเกลียวทองคำร่วมกับลูกปัดรัตนชาติหลังเบี้ยต่างสี ต่างขนาดตามแบบวัฒนธรรมการแต่งกายอินเดียโบราณเช่นเดียวกับโมทิฟแม่ลายกลีบดอกทรงสอบเรียวรายรอบกระโปรงบาน

Masha ballerina clip
ราวกับกำลังยกปลายเท้าเตรียมหมุนรอบตัวอย่างต่อเนื่องตามท่วงทำนอง เข็มกลัดนางระบำ ‘มาชา’ หรือเจ้าหญิงคลาราที่ทุกคนรู้จักกันดีจาก The Nutcracker ายทอดความวิจิตรบรรจงของพลิ้วแพรสู่เนื้อโลหะทองคำสีกุหลาบบนเดรสเกาะอกกระโปรงบานเหนือเข่ารองรับความประณีตในงานเจียระไน และเทคนิคฝังขึ้นตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นงานฝังเขี้ยวหนามเตยซึ่งใช้กับเพชรเดี่ยวทรงหยดน้ำต่างวงหน้า และไพลินทรงหยดน้ำต่างมิติขนาดท่ามกลางงานฝังจิกไข่ปลาต่างแถบลูกไม้ ขณะเดียวกับที่ทัวร์มาลีนสีฟ้าสดยังรับบทบาทเครื่องประดับเข้าชุดจากจี้สร้อยคอไปจนถึงหัวรองเท้า
Fée Dragée ballerina clip
รอบปฐมทัศน์เมื่อปีค.ศ. 1892 ของการแสดงระบำปลายเท้า The Nutcracker ซึ่งดัดแปลงมาจากเทพนิยายชื่อเดียวกัน ซึ่งในการรังสรรค์ท่วงท่ากับเครื่องแต่งกายของนางฟ้าชูการ์พลัมมาสู่เข็มกลัดเทพธิดาลูกกวาดหรือ Fée des Dragées ได้รับการออกแบบในโทนสีอ่อนโยนหลากเฉดพาสเทลตั้งแต่กรอบรัดเกล้าตัวเรือนทองคำสีเหลืองฝังโกเมนสีส้มสเปซซาไทต์เจียระไนทรงกลมลงตัวกับงานประดับเม็ดเดี่ยวบนอกเสื้อ และชายกระโปรงไปจนถึงตัวเสื้อเกาะอกกับกลีบกระโปรงทรงกาบบัวทองคำสีเหลืองขัดเงารองรับงานฝีมือสลักลายริ้วจับเดรปผ้าสลับซ้อนชิ้นส่วนทองคำสีขาวฝังเพชรจิกไข่ปลา และไพลินสีชมพูไล่น้ำหนักเฉด

Castilla ballerina clip
ด้วยแรงบันดาลใจจากหนึ่งในฉากสำคัญของระบำปลายเท้า Don Quichotte ผลงานออกแบบท่าเต้นโดยรูดอล์ฟ นูรีเยฟ เข็มกลัดนางระบำ Castilla ballerina clip รังสรรค์ทุกรายละเอียดเอกลักษณ์ระบำสเปนอย่างครบครันตั้งแต่อากัปยกขางอเข่ายืนบนปลายเท้าข้างเดียวพร้อมชูแขนตวัดมือคลี่พัดโบกสะบัดตามจังหวะดนตรีไปจนถึงเครื่องแต่งกาย ซึ่งร่วมกันเป็นบทสรุปความเหนือชั้นทางหัตถศิลป์หลากแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานหล่อแบบทองคำสีขาวขึ้นรูปเรือนกายนางระบำ หรือชิ้นส่วนทองคำสีกุหลาบขัดผิวขึ้นเงาราวกระจกถ่ายทอดความพลิ้วไหว อ่อนช้อยของแพรพรรณตั้งแต่ริ้วชายครุยไหล่เสื้อไปจนถึงจีบตัวเสื้อรัดทรง และระบายกระโปรงท่ามกลางงานฝังเพชรจิกไข่ปลาแถวเดี่ยวรอบเข็มขัด งานฝังเพชรพรมหิมะคลุมสะโพก และงานฝังไพลินแถวเดี่ยวต่างแถบผ้าตัดเฉดเหนือขอบหยักชายกระโปรง

Cléopâtre ballerina clip
เข็มกลัดนางระบำคลีโอพัตราหรือ Cléopâtre ballerina clip สะท้อนถึงความหลงใหล และจินตนาการของเมซงอันมีต่ออารยธรรมไอยคุปต์ซึ่งมีเหล่าฟาโรห์เป็นผู้ปกครองสูงสุดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 และด้วยแรงบันดาลใจจากอุปรากรของฌูลส์ มาซเซอเนต์ ทุกรายละเอียดของราชินีแห่งอียิปต์ถูกถ่ายทอดลงสู่ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้อย่างวิจิตรบรรจงตั้งแต่เครื่องประดับศีรษะทองคำสีเหลืองตัดเฉดไพลินเม็ดเดี่ยวทรงหยดน้ำลงมาสู่สร้อยแผงคอทองคำสีเหลืองฝังโกเมนสีส้มสเปซซาไทต์เม็ดเดี่ยวเจียระไนทรงหลังเบี้ยกลมกลืนกับวงพาหุรัดบนต้นแขนซ้ายขณะเดียวกับที่งานทองสลักลายเป็นร่องหยักจีบระบายต่างผ้าคาดเอวรองรับลูกเล่นฝังรัตนชาติต่างเฉด ต่างรูปทรงเจียระไน แสดงถึงไหวพริบ และความกล้าทางการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการคัดเลือก และออกแบบจับคู่สีตามต้นแบบเครื่องแต่งกายตามยุคสมัยได้อย่างแยบคาย

ณ จุดเริ่มลีลาเริงระบำในปีค.ศ.1941
เรื่องราวความผูกพันระหว่าง Van Cleef & Arpels กับโลกแห่งศิลปะนาฏกรรม มีความเป็นมายาวนานสืบย้อนไปถึงทศวรรษ 1920 ในนครปารีส โดยเริ่มต้นจากลูอิส อารเปลส์ ผู้พิสมัยในศิลปะระบำปลายเท้าหรือบัลเลต์ เขามักพาโคลด หลานชายไปดูการแสดงแขนงนี้บ่อยครั้งที่โร Opéra Garnier ซึ่งอยู่ห่างจากบูติกที่จัตุรัสว็องโดมไปไม่กี่ช่วงอาคาร จากนั้น เข็มกลัดนางระบำหรือ ballerina clip รุ่นแรกๆ ของเมซง ก็ได้รับการประดิษฐ์ขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1940 ก่อนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ทางงานออกแบบประจำ Van Cleef & Arpels อย่างรวดเร็ว
ท่วงท่าของเข็มกลัดนางระบำอันอ่อนช้อย เต็มไปด้วยพลังทางการเคลื่อนไหวเสมือนจริง กับความงดงามของเครื่องแต่งกาย ทำให้ผลงานรูปแบบนี้กลายเป็นที่นิยมสำหรับบรรดานักสะสมในไม่ช้า ดวงหน้าทองคำแท้ หรือใช้เพชรเดี่ยวรองรับงานประดับเครื่องศีรษะเลอค่าลักษณะต่างๆ ตลอดจนรองเท้าบัลเลต์กับกระโปรงบานพลิ้ว หรือฟูฟ่องฝังเพชร หรือรัตนชาติหลากเฉดสี ได้ร่วมกันทวีความอ่อนช้อยของลีลาเริงระบำได้อย่างวิจิตรตระการตา นอกจากนั้น บรรดานางระบำของ Van Cleef & Arpels ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมอื่นๆ อันมีอิทธิพลต่องานออกแบบของเมซงมานับแต่ปีค.ศ. 1906 ดังจะเห็นได้จากเหล่าคณะระบำแต่ละรุ่นในเครื่องแต่งกายตามธรรมเนียมนิยมของแต่ละอารยธรรมทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นสเปน หรือกระทั่งชุดพื้นเมืองของกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก
นับจากปีค.ศ. 2007 ผลงานชุด Ballet Précieux เป็นเครื่องประดับชั้นสูงคอลเลกชันแยกย่อย ผลงานแต่ละรุ่น ซึ่งได้รับการรังสรรค์อย่างต่อเนื่องในแต่ละปีล้วนเป็นตัวแทนรสนิยมของ Van Cleef & Arpels อันมีต่อศิลปะระบำปลายเท้าผ่านงานออกแบบรูปลักษณ์รวมถึงรายละเอียดของเครื่องแต่งกายหลากสไตล์ที่นางระบำสวมใส่ได้อย่างเจิดจรัส


Dance Reflections by Van Cleef & Arpels
ในปีค.ศ. 2020 พันธกิจมุ่งมั่นอันมีต่อศิลปะนาฏกรรมของเมซง ได้ขยายผลไปสู่การจัดแสดง Dance Reflections by Van Cleef & Arpels โดยอาศัยค่านิยมทางการใช้ความคิดสร้างสรรค์, ส่งผ่าน และให้ความรู้ จากวัตถุประสงค์แรกเริ่มของโครงการอันมีต่อการสนับสนุนบรรดาศิลปิน และหน่วยงานต่างๆ ในการสืบสานมรดกวัฒนธรรมทางการออกแบบท่าเต้น พร้อมกับส่งเสริมให้มีการแสดงผลงานชิ้นใหม่ๆ อันเกิดขึ้นบนเวทีทั่วโลก นับแต่แรกเริ่ม Dance Reflections by Van Cleef & Arpels ได้กลายเป็นเวทีแสดงพรสวรรค์ ความสามารถอันหลากหลายจากองค์กร และคณะนักเต้นระดับสากลมากมายด้วยความร่วมมือจากบรรดาหน่วยงานพันธมิตร อีกทั้งโปรแกรมการแสดงมีความหลากหลาย น่าติดตามยิ่งขึ้น รวมถึงโครงการที่พำนักฝึกอบรมสำหรับนักเต้นระดับอาชีพ ตลอดจนกิจกรรมที่เปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปได้มีส่วนร่วม ในแต่ละปีจนทำให้การจัดแสดงศิลปะการเต้นก้าวกระโดดไปสู่รูปแบบของเทศกาลนาฏกรรม ซึ่ง Dance Reflections by Van Cleef & Arpels Festival สองครั้งแรกที่จัดขึ้นในกรุงลอนดอนระหว่างเดือนมีนาคม ค.ศ. 2022 และฮ่องกงในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2023 ต่างมีส่วนเกื้อหนุนต่อการขยายผลดำเนินงานยกระดับความตระหนักรู้ถึงศิลปวัฒนธรรมการออกแบบท่าเต้นให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ชม, นักแสดงทั้งมืออาชีพ และมือสมัครเล่น

