5 ข้อที่ต้องรู้ก่อนลองเทรนด์ ‘Skin Glazing’ ผิวโกลว์แบบไม่ต้องมัน

หลายคนคงคุ้นเคยกับเทรนด์เมื่อปีที่ผ่านมากับ ‘Skin Slugging’ หรือการทาสกินแคร์เนื้อหนัก อย่างกลุ่มปิโตเลียมเจล (วาสลีน) ปิดท้ายรูทีนเพื่อกักเก็บความชุ่มชื่น ซึ่งเทคนิคนี้เหมาะกับคนผิวแห้ง หรือผิวที่ลอกเป็นขุยง่ายในช่วงอากาศหนาวเย็น แต่สำหรับคนผิวมันแล้ว เทรนด์นี้อาจจะไม่ตอบโจทย์การดูแลผิวเท่าไหร่นัก เพราะอาจนำไปสู่การอุดตันผิวหรือการเกิดสิวได้ง่าย และนั้นทำให้เกิดเทรนด์ ‘Skin Glazing’ ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์สาวๆ ผิวมันโดยเฉพาะ

#1 What is ‘Skin Glazing’?

Skin Glazing คือการบำรุงผิวที่เน้นการเลเยอร์ผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบาหลายชั้น เพื่อเติมความชุ่มชื่นให้ผิวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งเนื้อครีมหนักๆ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกหนักหน้า ซึ่งเทคนิคนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก K-Beauty หรือการดูแลผิวแบบเกาหลีที่เน้นผิวที่ฉ่ำโกลว์ รวมถึงเทรนด์ผิวพักหลังในประเทศไทย ที่เหล่าเซเลบริตี้ต่างเน้นเผยผิวดูโกลว์ใสแบบบางเบาแต่ไร้ความมันเยิ้ม เทรนด์นี้จึงถูกปรับให้เข้ากับผิวของคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมันหรือผิวผสม ให้สามารถบำรุงผิวให้ฉ่ำใสได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการอุดตันหรือรู้สึกหนักผิวเหมือนเทคนิคเดิมๆ อย่าง Skin Slugging

#2 Why Skin Glazing Works

Skin Glazing สามารถเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวที่มันหรือผิวผสมได้โดยไม่ทำให้ผิวมันเยิ้ม เพราะแม้คนผิวมันจะผลิตน้ำมันออกมาได้มากกว่าผิวประเภทอื่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผิวจะชุ่มชื่นเสมอไป เพราะในหลายกรณีผิวมันอาจขาดน้ำได้ จึงส่งผลให้ผิวผลิตน้ำมันออกมาชดเชยมากขึ้นไปอีก Dr. Shin-Young Cho แพทย์ผิวหนังจากเกาหลีอธิบายว่าการเลเยอร์ผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบาแบบนี้ เหมาะกับผิวมันหรือผิวผสม เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นแบบไม่รู้สึกหนักผิว และยังช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวอีกด้วย และเมื่อผิวได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ผิวจะดูเรียบเนียน กระจ่างใส และสมดุลขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยผลิตภัณฑ์ที่เคลือบผิวให้หนาหนักแบบเดิมๆ

#3 Oily Girls, This One’s For You

แม้จะดูเป็นเทรนด์ที่เหมาะสำหรับคนผิวมันและผิวผสม แต่จริงๆ แล้ว Skin Glazing เหมาะกับคนหลายกลุ่มผิว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวมันมาก ขาดน้ำ รูขุมขนกว้าง หรือแต่งหน้าไม่ติด เพราะเมื่อผิวขาดน้ำ แม้จะมีน้ำมันมาก แต่ผิวก็ยังดูหมอง ไม่สดใส และอาจลอกเป็นขุยได้ในบางบริเวณ อีกทั้งเทคนิคนี้ยังเหมาะกับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองร้อนหรือสภาพอากาศชื้นแบบบ้านเรา เพราะไม่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่หนักหรือเคลือบผิวแน่นจนนำไปสู่การอุดตัน Colette Laxton ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ The Inkey List อธิบายว่า “การใช้เลเยอร์บางเบาจะช่วยให้ความชุ่มชื่นซึมเข้าสู่ผิวได้ดี โดยไม่รู้สึกเหนอะหนะ หรือไปอุดตันรูขุมขน ให้ความชุ่มชื่นแบบที่ยังรู้สึกว่าผิวหายใจได้” นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่แต่งหน้าเป็นประจำ เพราะผิวที่ชุ่มชื่นจะช่วยให้รองพื้นติดผิวยาวนานขึ้น และดูเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

#4 Layered Hydration, Not Heavy Creams

ขั้นตอนของ Skin Glazing นั้นเรียบง่ายกว่าที่คิด ไม่จำเป็นต้องลงสกินแคร์เยอะขั้นตอนแบบสาวเกาหลี แต่เน้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เบาสบาย ซึมไว และไม่อุดตัน อย่าง face mist, เอสเซ้นส์, โลชั่น โดยในบทความของ ELLE UK โดย Medina Azaldin ได้สรุปขั้นตอนง่ายๆ สำหรับใครที่อยากมีผิวแบบ Skin Glazing ไว้ดังนี้

  1. เริ่มต้นด้วยการล้างหน้าด้วยเคลนเซอร์สูตรอ่อนโยน
  2. ฉีดเฟซมิสต์เพื่อเติมน้ำเบื้องต้นให้ผิวชุ่มชื่น
  3. ต่อด้วยการลงโทนเนอร์เนื้อน้ำนมหรือเอสเซนส์เนื้อน้ำ ขึ้นอยู่กับระดับความมันของผิว หากผิวมันมากให้เลือกเป็น water essence ส่วนผิวผสมหรือมีบางส่วนแห้งให้ใช้ milky toner ได้
  4. จากนั้นอาจลงอายครีมหากมีความจำเป็น แล้วต่อด้วยเซรั่มที่ให้ความชุ่มชื่น เช่น สูตรที่มี Niacinamide, Azelaic Acid หรือ Salicylic Acid เพื่อช่วยปรับผิวให้กระจ่างใส ลดการอุดตัน
  5. และสุดท้ายสำหรับกลางวันให้ทาครีมกันแดดสูตรบางเบา ส่วนกลางคืนอาจปิดท้ายด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลหรือโลชั่นเบาๆ เพื่อคงความชุ่มชื่นไว้

#5 Don’t Rush the Glow

หัวใจหลักของ Skin Glazing อยู่ที่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ และเลเยอร์ตามลำดับความบางเบาไปหนาหนัก เพื่อให้ผิวดูดซึมได้ดี ไม่เกิดการอุดตัน หรือเกิดอาการ pilling ที่ใช้ผลิตภัณฑ์รวมตัวกันแล้วเกิดเป็นขุยขึ้นบนผิว Dr. Shin-Young Cho แนะนำว่าให้เว้นระยะห่างระหว่างแต่ละขั้นตอนประมาณ 30 วินาทีถึง 1 นาที เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้มีเวลาซึมเข้าสู่ผิวอย่างเต็มที่ และควรหลีกเลี่ยงการใช้ส่วนผสม active หลายชนิดในเวลาเดียวกัน เช่น การผสมวิตามินซีเข้ากับกรดผลไม้หรือเรตินอยด์ เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย Colette Laxton ได้เสริมอีกว่าถ้าไม่แน่ใจว่าส่วนผสมไหนเข้ากันหรือไม่ ควรเลือกใช้สูตรที่เรียบง่ายที่สุด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีซิลิโคนหนักๆ ก่อนลงผลิตภัณฑ์เนื้อน้ำ เพราะจะขัดขวางการดูดซึม และอาจทำให้ผิวอุดตันโดยไม่รู้ตัว

Source: ELLE UK

Latest Posts

Don't Miss