ในขณะที่หลายคนกำลังรอคอยการเริ่มต้นของ Paris Men’s Fashion Week โดยเฉพาะหลายๆ โชว์ของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ฝั่งมิลานก็เพิ่งปิดม่านลงพร้อมกับการส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจกว่าการเปิดตัวกระเป๋าใบใหม่หรือรองเท้าคู่ฮิตเสียอีก เพราะเมื่อมองภาพรวมของ Milan Men’s Fashion Week SS27 จะพบว่าฤดูกาลนี้กำลังเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านของแฟชั่นผู้ชายในหลายมิติ ตั้งแต่สัดส่วนเสื้อผ้าที่เริ่มเปลี่ยนไป สีสันที่พาเราหนีจากความวุ่นวายของโลก ไปจนถึงบทบาทของมิลานที่ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดแบรนด์จากทั่วโลก

The Return of the Body
หากตลอดหลายปีที่ผ่านมาแฟชั่นผู้ชายแข่งขันกันว่าใครจะทำกางเกงให้กว้างกว่า ใครจะทำสูทให้ใหญ่กว่า และใครจะใช้ผ้าได้มากกว่ากัน ฤดูกาลนี้หลายแบรนด์กลับเริ่มลดระดับความโอเวอร์ลง และหันมาให้ความสำคัญกับสัดส่วนของผู้สวมใส่มากขึ้น ในซีซั่นนี้ Prada กลายเป็นหนึ่งในโชว์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เมื่อ Miuccia Prada หยิบกางเกงทรง Skinny Fit กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง แน่นอนว่านี่ยังไม่ใช่การกลับมาของยุค Indie Sleaze แบบเต็มตัว แต่ก็เพียงพอให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าเราอาจกำลังเดินมาถึงจุดสิ้นสุดของยุค Baggy Pants แล้วหรือไม่




ขณะเดียวกัน Dolce & Gabbana ก็เลือกใช้วิธีที่ตรงไปตรงมากว่า ด้วยการส่งกางเกงขาสั้นที่สั้นจนเกือบจะกลายเป็นกางเกงว่ายน้ำขึ้นรันเวย์ ราวกับกำลังประกาศว่าในปี 2027 ผู้ชายไม่จำเป็นต้องซ่อนเรียวขาไว้อีกต่อไป สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองแบรนด์กำลังพูดเรื่องเดียวกัน แม้จะใช้ภาษาคนละแบบ นั่นคือการพาร่างกายกลับมาเป็นศูนย์กลางของการแต่งตัวอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้เสื้อผ้าทรงโคร่งทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังมานานหลายฤดูกาล


แต่หากมองให้กว้างกว่าสองโชว์นี้ จะพบว่าสัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วทั้งมิลาน ไม่ว่าจะเป็นซิลูเอตที่เพรียวขึ้น แจ็กเก็ตที่สั้นและเบาลงในหลายคอลเล็กชั่น หรือแม้แต่การกลับมาของงานเทเลอริ่งที่เน้นโครงสร้างของร่างกายมากกว่าการสร้างวอลุ่มขนาดใหญ่ หลายแบรนด์ดูเหมือนกำลังหันหลังให้กับความโอเวอร์ไซซ์แบบสุดทาง และเลือกสร้างความน่าสนใจผ่านสัดส่วนที่ชัดเจนขึ้นแทน




Mediterranean Blues Take Over Milan
ถ้าตัดโลโก้ออกจากเสื้อผ้าทั้งหมดในซีซั่นนี้ หลายคอลเล็กชั่นอาจดูเหมือนกำลังอยู่ในเมืองตากอากาศเดียวกัน สีฟ้าของท้องฟ้า สีครามของน้ำทะเล สีขาวของบ้านริมชายฝั่ง สีทรายของชายหาด รวมถึงเฉดสีเบจและเอิร์ธโทนที่ดูซีดจางราวกับผ่านแดดมาทั้งฤดูร้อน กลายเป็นภาษากลางที่หลายแบรนด์เลือกใช้พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย




Giorgio Armani ปิดสัปดาห์แฟชั่นด้วยคอลเล็กชั่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนการล่องเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะที่ Ralph Lauren พาผู้ชมเดินทางสู่โลกของ Summer Luxury ผ่านเฉดสีน้ำเงินเข้ม สีขาวสะอาดตา และโทนนิวทรัลที่ดูแพงแบบไม่พยายาม ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเทรนด์สีในซีซั่นนี้ไม่ได้สะท้อนความตื่นเต้นแบบยุค Dopamine Dressing ที่เคยได้รับความนิยมหลังการระบาดใหญ่ แต่กลับพาเราไปสู่โลกที่สงบขึ้น ช้าลง และโรแมนติกขึ้น บางทีหลังจากโลกเต็มไปด้วยข่าวเศรษฐกิจ สงคราม และความไม่แน่นอน ผู้คนอาจไม่ได้ต้องการสีสันที่ดังที่สุดอีกต่อไป แต่อยากได้สีที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังพักร้อนมากกว่า และไม่มีใครขายความฝันเรื่องการหลีกหนีความจริงได้เก่งเท่าแฟชั่นอิตาเลียน


Not Just Italians
หลายคนมักพูดถึงปารีสในฐานะเมืองแห่งความเปลี่ยนแปลง และพูดถึงมิลานในฐานะเมืองของระบบเก่า แต่ฤดูกาลนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องราวอาจไม่ง่ายขนาดนั้น หนึ่งในโมเมนต์สำคัญที่สุดของสัปดาห์คือการมาถึงของ Thom Browne ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้สร้างจักรวาลแห่งเทเลอริ่งสุดดรามาติก ที่เลือกจัดโชว์ในอิตาลีเป็นครั้งแรก ขณะเดียวกัน Paul Smith และ Ralph Lauren สองชื่อระดับตำนานของวงการเสื้อผ้าผู้ชายก็กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของตารางโชว์อีกครั้ง ราวกับเป็นการยืนยันว่าต่อให้โลกแฟชั่นจะเปลี่ยนแปลงเร็วเพียงใด มิลานยังคงเป็นหมุดหมายที่หลายคนอยากกลับมาเสมอ




นอกจากนี้ยังมีนักออกแบบรุ่นใหม่อย่าง Satoshi Kuwata จาก Setchu และ Saul Nash ที่ช่วยเติมพลังใหม่ให้กับสัปดาห์แฟชั่นแห่งนี้ ในยุคที่หลายเมืองพยายามแข่งขันกันเพื่อแย่งความสนใจจากสื่อและผู้บริโภค มิลานอาจไม่ได้เป็นเมืองที่เสียงดังที่สุด ไม่ได้มีข่าวใหญ่ที่สุด และอาจไม่ได้เต็มไปด้วยดาวรุ่งมากเท่าปารีส แต่สิ่งที่มิลานมีเสมอคือความน่าเชื่อถือและในโลกแฟชั่น บางครั้งความน่าเชื่อถือก็ทรงพลังกว่าความหวือหวาเสียอีก แม้ Milan Men’s Fashion Week จะยังคงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการแฟชั่น แต่สิ่งที่หลายคนสังเกตเห็นในฤดูกาลนี้คือ ‘ตารางโชว์ที่สั้นลงกว่าเดิม’ หลายแบรนด์เลือกไม่จัดโชว์ผู้ชายแบบแยกเดี่ยวอีกต่อไป และหันไปรวมคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าผู้ชายเข้ากับโชว์ผู้หญิงหรือรูปแบบ Co-ed มากขึ้นเรื่อยๆ



