Friday, March 6, 2026

จากชิ้นส่วนทั้ง 5 PIECES ที่ประกอบกันเป็น 1 PERSES เปิดบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับแอลไทยแลนด์

นับจาก 28 กันยายน 2022 วันแรกที่แทบไม่มีใครรู้จัก PERSES “มีแค่เพื่อนๆ กับครอบครัวที่รู้จักพวกเรา” อย่างที่ปลั๊กกี้ว่า ผ่านไปเกือบ 3 ปี พวกเขาทั้งห้า จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ, เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์, กฤติน-กฤติน สอสูงเนิน, ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะ และ ปลั๊กกี้-ธรากร คําสิงห์ กลายเป็นบอยแบนด์แถวหน้าของวงการทีป๊อปที่ตกแฟนๆ ด้วยเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดว้าวที่ผ่านการเคี่ยวกรำหนักหน่วงจน 5 คนเนียนเป็น 1 PERSES   

JUNG
จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ ลีดเดอร์ที่เรียนรู้การเป็นลีดเดอร์ ควบคู่กับการเติบโตในฐานะศิลปิน

ELLE: เกือบ 3 ปีที่เป็น PERSES จั๋งเห็นกราฟการเติบโตของวงเป็นอย่างไรบ้าง

Jung : พวกเราเหมือนเด็กเนิร์ดที่อยู่หลังห้องครับ เราผ่านการเทรน การเทสต์ คือผ่านระบบการฝึกอย่างจริงจัง แม้ว่าชื่อ PERSES จะหมายถึงการทำลายกรอบก็ตาม แต่ช่วงแรกพวกเราอยู่ในกรอบมากๆ ยังไม่กล้าทดลองอะไรใหม่ๆ เป็นวงที่พูดไม่ค่อยเก่ง แรกๆ จะพูดตามสคริปต์เป๊ะ กลัวพูดผิดพูดถูก แต่พอเริ่มทำงานไปเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ พวกเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งความเข้าใจเพลง การบริหารเสน่ห์ส่วนตัว หรือการโต้ตอบกับแฟนคลับ ทุกคนเริ่มเป็นตัวเองมากขึ้น

ELLE: แล้วจั๋งในฐานะลีดเดอร์ต้องมอนิเตอร์ผลงานของวงทุกชิ้นเลยไหม แม้กระทั่งคลิปสัมภาษณ์ คลิปเต้น

Jung : ทุกชิ้นครับ แรกๆ ผมไม่ค่อยกล้าดูตัวเอง แต่ต้องบังคับตัวเองให้ดูจะได้รู้ว่าต้องปรับแก้ตรงไหน แต่ตอนแรกผมไม่อยากเป็นลีดเดอร์เลยนะ มันยากสำหรับเรา มีช่วงหนึ่งที่ผมหัดเป็นหัวหน้าก็จะเสิร์ชคลิปเกี่ยวกับวิธีบริหารคน การเป็นหัวหน้า ฟังพอดแคสต์ต่างๆ ซึ่งสิ่งที่ได้คือการเป็นหัวหน้าที่ดีคือการทำความเข้าใจคนให้ดี เมื่อก่อนผมจะเข้าใจว่าการเป็นหัวหน้าคือการใช้ตรรกะ จัดระเบียบ ผมจะมองน้องๆ 4 คนแล้วจำแนกว่าแต่ละคนทำอะไรได้บ้าง แต่เราลืมมองด้านความรู้สึก ตอนนี้เราจะใช้ชีวิตกันแบบระบบนิเวศที่ทุกคนพึ่งพาอาศัยกัน ไม่บังคับ แต่ให้ทุกคนอยู่ในพื้นที่ที่เขาสบายใจ

แรกๆ ผมชอบเก็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กลับไปคิดเยอะมาก แค่คนเปลี่ยนสีหน้าก็คิดมากแล้ว โทษคนอื่นว่าทำไมแค่นี้ทำไม่ได้ โทษตัวเองด้วยว่าเรายังทำได้ไม่ดีพอหรือเปล่า ซึ่งน้องๆ เป็นเด็กเจนซี เขาจะพูดสิ่งที่คิดออกมาเลย ก็เรียกสติเราและความกลมเกลียวของวงให้กลับมาได้ (หัวเราะ)

ELLE: เห็นคลิปที่จั๋งร้องแรปเพลงของศิลปินอื่น เป็นแนวฮิปฮอปเข้มข้นดุดัน ซึ่ง PIECES (แฟนด้อมของ PERSES) กรี๊ดมากกับจั๋งในสไตล์นี้ คิดจะทำเพลงโซโล ซับยูนิต หรือคอลแลบกับใครบ้างไหม

Jung : ก่อนอื่นก็ขอบคุณครับที่ชอบกัน ผมอินกับการทำเพลงอยู่แล้ว มีโฮมสตูดิโอของตัวเอง ถ้าเจอคนที่มีคาแรกเตอร์ของเสียงที่เข้ากันได้ ทำงานด้วยแล้วสบายใจ มีเพลงที่อยากจะโคฟเวอร์ด้วยกัน ผมก็อยากร่วมงานด้วย ซึ่งเพลงส่วนตัวก็มีทำไว้บ้าง รอเวลาที่เหมาะสม ทั้งเพลงที่รอทำกับน้องๆ ในวงและเพลงที่อยากคอลแลบกับคนอื่น

ELLE: ตอนแรกจั๋งเข้าวงการเพราะอยากเป็นนักแสดง แต่ประตูศิลปินเปิด ตอนนี้มาเป็นศิลปินแล้ว มีประตูบานอื่นที่อยากเปิดอีกไหม

Jung : ผมอยากเปิดฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ผมชอบดูคลิปคนเก็บน้ำผึ้ง หรือไม่ก็เก็บผลไม้ป่าอยู่ในสวน ผมอยากใช้ชีวิตเงียบๆ บนภูเขา ชอบดูคลิปแนวนี้ของคนญี่ปุ่นมากๆ  

NAY
เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์ ไอดอลสายอ่านที่เปิดโอกาสให้ตัวเองกล้าร้อง เล่น เต้นและมอบความสุขให้ PIECES

ELLE: ถ้าไม่บอกว่าเนไม่เคยเรียนเต้นมาก่อนก็เชื่อยากนะ มีเรื่องไหนในการเป็นศิลปินที่อยากให้คะแนนตัวเองเยอะหน่อย

Nay: “มาอยู่ตรงนี้ได้ก็เก่งแล้ว” ผมหลุดออกจากกรอบเก่าๆ ของตัวเองหลายเรื่องมาก โดยเฉพาะการเพอร์ฟอร์มบนเวทีต่อหน้าผู้คน นั่นคือสิ่งที่เราต้องหามุมนั้นในตัวเอง เพราะเราเป็นคนอินโทรเวิร์ตจัดๆ แบบไม่กล้าสบตาคนเลย

ELLE: ไม่ใช่การเฟก แต่เนเข้าใจว่าในตัวเรามีหลายตัวตน

Nay: ใช่ครับ ในแต่ละมีมุมต่างๆ อยู่แล้ว แค่จะมุมที่ตัวตนนั้นๆ รู้สึกสบายใจได้มากน้อยแค่ไหน

ELLE: เนเป็นไอดอลสายอ่านแห่งวงการทีป๊อป ตอนนี้อ่านเล่มไหนอยู่

Nay: ตอนนี้อ่าน ‘จักรวาลของการมอดไหม้’ รวมเรื่องสั้นของพี่วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา…ก็ไหม้อยู่ครับ

ELLE: หาเวลาอ่านยังไง เห็นทำงานทุกวันเลย

Nay: ระหว่างวันจะมีเวลาเป็นช่วงๆ ปกติถ้าว่าง เรามักจะเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น เราก็เอาเวลาเล่นโทรศัพท์มาอ่านหนังสือแทน ทำให้เราไม่ต้องเล่นโซเชียลตลอดด้วย

ELLE: เนเรียนด้านภาพยนตร์มา ดูหนังเยอะพอกับอ่านหนังสือเลยไหม

Nay: ใช่ครับ ผมชอบดูหนังแนว slow burn ล่าสุดที่ติดใจมากคือ Perfect Days เราไม่รู้หรอกว่าตัวละครผ่านอะไรมาหรือเขามีความสุขไหม แต่เขารู้ว่าเขาสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ มันเป็นชีวิตที่เขาสามารถสังเกตสิ่งต่างๆ ที่ชีวิตมอบให้เขาได้ ผมชอบฉากที่ผู้ช่วยเขาลาออกไป แล้วเขาต้องทำงานขึ้นเป็นสองเท่า เขาเลยโทรไปโวยบริษัทที่จ้างเขา ผมได้คิดว่าการที่เราจะอยู่ไปได้เรื่อยๆ และมีความสุขได้ เราต้องมีสังคมที่ทุกคนใช้ชีวิตได้เต็มที่จริงๆ มีค่าจ้าง ค่าครองชีพ โครงสร้างสังคมที่พอดีกับชีวิตเรา ทุกอย่างต้องเอื้อ

ELLE: ช่วงวัย 20 เนอุทิศให้กับการเป็นศิลปิน ช่วงวัยหลังจากนี้ได้คิดไว้บ้างไหมว่าอยากทำอะไร

Nay: งานแสดงเป็นอีกทางหนึ่งที่ถ้ามีโอกาสเข้ามาก็อยากทำ อีกทางเลยที่เราน่าจะโอเคกับชีวิตประมาณนี้ก็คือเปิดร้านอะไรสักอย่าง…ร้านข้าวมันไก่

ELLE: นึกว่าจะเปิดร้านกาแฟ เนอยากสับไก่ 

Nay: (หัวเราะ) เราอยากมีชีวิตที่วางแผนได้ มีช่วงเวลาทำงานเท่านี้ แล้วที่เหลือเราไปทำอย่างอื่นได้ เราน่าจะอยู่กับชีวิตที่เป็นแบบแผนซ้ำๆ แบบนี้ได้ ได้ทำสิ่งที่อยากทำ สิ่งที่ทำไม่ได้ต้องเครียดมากมาย อยากมีชีวิตเรียบง่าย จัดการชีวิตตัวเองได้ พอเข้ามาสู่การทำงานจริงๆ แล้ว ผมอาจจะมองว่าการทำงานไม่ใช่ทุกอย่าง ยังมีมุมอื่นๆ ของชีวิตที่อยากหมกมุ่นกับมัน

KRITTIN
กฤติน-กฤติน สอสูงเนิน ปรากฏตัวทุกครั้งด้วยพลังล้านโวลต์ แต่นั่นเป็นแค่มุมเดียวของไอดอลผู้รักความสงบ  

ELLE: ใครเห็นกฤตินก็จะบอกว่าเป็นมนุษย์พลังเยอะ เสียงดัง เอเนอร์จีดี แต่กฤตินกลับบอกว่าตัวเองเป็นอินโทรเวิร์ต

Krittin: จริงๆ แล้วผมเป็นคนเงียบ (เน้นเสียง) เหมือนเราเอาแรงไปทุ่มให้กับงานหมดแล้ว แต่ถ้าถึงเวลาเล่น ผมจะตลกได้เลย แต่ก็ต้องมีมุมโลกส่วนตัวบ้าง ซึ่งเราจะหายไปเลย เข้าไปชาร์จพลัง เราต้องอยู่กับตัวเองบ้าง ยิ่งตอนนี้หายไม่ได้ ทำงานทุกวัน ซึ่งพูดตามตรงว่ามีเหนื่อยบ้าง เราต้องแลกอะไรหลายๆ อย่าง แต่ผมคิดว่ามันคุ้ม เราเพิ่งอายุเท่านี้ ทำอะไรได้ก็อยากทำ ยิ่งอาชีพนี้มีอายุงานของมัน เราคงไม่ได้อยู่ตรงนี้ไปตลอด ผมเองก็มองภาพอนาคตไว้บ้างว่าหลังจากนี้แล้วจะทำอะไรต่อไป

ELLE: แล้วอยากมองย้อนกลับมามองวัย 20 ของตัวเองในแบบไหน

Krittin: เป็นวัยที่ผมได้ทำทุกอย่าง สิ่งที่ชอบก็ทำ สิ่งที่ไม่ชอบก็ทำ ได้สำรวจตัวเองไปเรื่อยๆ ให้รู้ว่าเราชอบอะไร คนเราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ชอบทุกอย่าง แม้แต่ในงานที่เราชอบก็ตามจะมีจุดที่ไม่ชอบอยู่บ้าง ส่วนตัวแล้วผมคิดด้วยซ้ำว่าคนเราควรทำสิ่งที่รักเป็นงานอดิเรกก็พอ เผลอๆ เราจะไม่รักสิ่งนั้นแล้วถ้าเราทำเป็นงานหลัก สิ่งที่เรารักเหมือนเป็นอาหารทางใจ ทุกวันนี้แม้ผมได้ทำงานดนตรีที่ผมรัก แต่ก็มีวันที่เราเบื่อ เราต้องหาอะไรใหม่ๆ ทำ ซึ่งโชคดีที่ธรรมชาติของเราชอบหาสิ่งใหม่ๆ ทำตลอดอยู่แล้ว ศิลปะต้องเกิดใหม่เสมอครับ

ผมนึกภาพตัวเองไม่ออกเลยว่าถ้าต้องทำงานเดิมๆ อยู่กับที่ไปนานๆ จะทำอย่างไร ผมเป็นคนใช้หัวใจนำทาง ให้ความรู้สึก ผมไม่ค่อยใช้สมองน่ะ อันนี้พูดจริง บางทีการใช้สมองมันแอบปรุงแต่ง คิดคำนวณผลได้ผลเสียมากไปหรือเปล่า บางทีเราทำไปเถอะก็อาจได้บางอย่างที่ดีกลับมาก็ได้ ผมเลยทำทุกอย่างด้วยใจมาตลอดตั้งแต่ตอนเป็นนายแบบ ผู้จัดการบอกว่างานนี้ได้เงินน้อยนะ ผมจะบอกเสมอว่า ผมรับหมดครับ

ELLE: แล้วการเป็นศิลปินซึ่งเป็นสิ่งที่รัก มีอะไรที่กฤตินให้ 10

Krittin: ให้ 10 กับการเจอผู้คน เจอแฟนๆ ได้รับรีแอ็กชั่นกลับมา เพราะเราเป็นคนใช้ฟีลลิ่ง ถ้าทำอะไรไปแล้วไม่มีใครสนใจ ไม่มีรีแอ็กต์ใดๆ กลับมา เราจะนอยด์บ้าง แต่เข้าใจได้ บางงานคนดูอาจจะมีเรื่องยมในชีวิต แต่ถ้าได้ฟีดแบ็กกลับมาคงจะดีกว่า ผมเลยชอบเพอร์ฟอร์ม เจอคน คุยกับผู้คน

ELLE: ส่วนที่ไม่ชอบ แต่พอทน

Krittin: ‘คอมเมนต์’ คอมเมนต์ในทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่ผมเซนซิทีฟมาตลอด แต่เข้มแข็งขึ้นครับ พยายามปล่อยทุกอย่างมากขึ้น ไม่ค่อยจมปลักกับตัวเองมากนัก แต่ถ้าโดนคนพูดใส่ซึ่งๆ หน้า ผมมีรีแอ็กกลับอยู่แล้ว หน้าออกเลย เก็บหน้าไม่เป็นจริงๆ เป็นคนหลอกไม่เป็น

ELLE: ไม่ใช่มนุษย์หัวหอม

Krittin: คืออะไร? (คนที่มีเลเยอร์เยอะๆ ลอกเปลือกไปก็ไม่เจอตัวตนสักที) อุ๊ย! ชอบอันนี้ เราเป็นคนอ่านง่ายครับ แต่ดูเหมือนผมจะเปิดใจให้สุดๆ ใช่ไหม แต่ถ้ามีเซนส์บางอย่างที่ทำให้เราเอ๊ะ! เราจะรอดูท่าทีก่อน แต่ก็นะ คนเราต่อให้รู้จักนานแค่ไหนก็ไม่รู้จักได้ทั้งหมดหรอก เอาเป็นว่าแล้วแต่ดวงละกัน ถ้าเจอแล้วเอาเปรียบก็รู้ไว้ว่าโดน

PALM
ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะหนุ่มพูดน้อยแต่เต้นหนักและไม่เคยหยุดพักการทำตามฝันไปพร้อมกับการรับฟังตัวเอง

ELLE: PERSES ขึ้นชื่อเรื่องการเต้น ปาล์มเป็นเมนแดนเซอร์ของวงกดดันไหมที่ต้องทำให้ดีขึ้นอีก

Palm: ไม่กดดันขนาดนั้นครับ ตั้งแต่แรกพวกเราเทรนเต้นกันมาหนักมาก หลังเดบิวต์ก็ยังซ้อมมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ มีคลาสเรียนตลอด ผมคิดว่าทุกคนพยายามมากๆ ฉะนั้นสิ่งที่ทุ่มเทไปทำให้ได้ผลลัพธ์นี้ในวันนี้ ทุกคนรู้ว่าตัวเองด้อยในเรื่องไหนก็พัฒนาในเรื่องนั้น พวกเราช่วยเหลือกันเยอะมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี

ELLE: ปาล์มได้ออกแบบท่าเต้นให้ PERSES ด้วยไหม

Palm: ผมจะช่วยตอนพวกเราไปออกงานอีเวนต์ต่างๆ มีเพลงใหม่ที่เราโคฟเวอร์ หรือต้องเต้นเพลงของวงแต่รีมิกซ์ใหม่ให้เป็นกิมมิกเฉพาะงานนี้  

ELLE: เท่าที่ติดตามคลิปและสัมภาษณ์ต่างๆ ของ PERESE ปาล์มดูเป็นคนใจเย็นมาก เชื่อในกระบวนการ ไม่มีหัวเสีย

Palm: น่าจะเป็นคาแรกเตอร์ผมเองที่เป็นคนชิลมากๆ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเริ่มใหม่ได้ เรามีโอกาสแก้ตัวได้เรื่อยๆ แค่ไม่ยอมแพ้ ผมคิดว่าเวลาเราทำอะไรไม่ได้แล้วรู้สึกกลัวหรือไม่อยากทำแล้วเป็นเรื่องปกติมากๆ ครับ คงเป็นความไม่มั่นใจเวลาทำสิ่งแปลกใหม่ แต่ผมจะคิดกับตัวเองว่าไม่เป็นไร ทำไม่ได้ก็ลองทำใหม่สิ ไม่เสียหายอะไร เราผลักดันด้วยแพสชั่น ถ้าชอบอะไรแล้วเราจะให้เวลากับสิ่งนั้น และสักวันหนึ่งจะทำได้เอง

ELLE: แล้วถ้าต้องทำอะไรที่ไม่ชอบหรือทำได้ไม่ดีล่ะ

Palm: ถ้าในแง่ของการเป็นศิลปิน ผมคิดว่าตัวเองยังต้องฝึกเรื่องการร้องอยู่ อยากหาตัวเองให้มากกว่านี้ ผมเข้ามาเรียนร้องเพลงจริงจังได้ 2-3 ปีเอง น้อยกว่าการเต้นที่ผมเรียนมาเป็น 10 ปีแล้ว มีหลายมุมที่เรายังไม่รู้ อยากเก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ แต่ไม่กดดันตัวเอง วิธีนั้นไม่เวิร์กกับผม ถ้ากดดันแล้วจะทำได้ไม่ดี ผมเหมาะกับวิธีชิลๆ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนทำได้

ELLE: แล้วเรื่องการพูดเพิ่มเลเวลขึ้นไหม จากตั้งแต่ก่อนเดบิวต์ที่เมมเบอร์ยกย่องมาตลอดในด้านการพูดน้อยของปาล์ม

Palm: (หัวเราะ) ปกติผมก็พูดน้อยอยู่แล้ว กับเพื่อนสนิทก็ประมาณนี้ ผมชอบฟังคนอื่นพูดมากกว่า ชอบฟังเรื่องเล่า ฟังพอดแคสต์

ELLE: ชอบฟังอะไร คดีฆาตกรรม เรื่องผีอะไรแบบนี้เหรอ

Palm: อุ้ย! ใช่ครับ ผมคิดว่าถ้าฟังเรื่องฆาตกรรม การชิงทรัพย์อะไรต่างๆ จะทำให้เราเข้าใจมุมมองของคนที่ก่อเหตุ ก่อนที่เขาจะทำสิ่งนั้น เขาคิดอะไรอยู่ อะไรคือแรงจูงใจของเขา ปูมหลังตั้งแต่เด็กของเขาเป็นมาอย่างไร มันเปิดมุมมองให้ผมเยอะ ฟังแล้วก็แอบกลัวบ้าง แต่ถ้าเป็นหนัง ผมจะไม่ชอบเลยครับ มันติดตา ชอบฟังเฉยๆ

ELLE: ปาล์มทำงานตั้งแต่เรียนมัธยม จนมาเป็น PERSES ที่มีงานทุกวัน แถมยังเรียนไปด้วยอีก

Palm: ผมเอนจอยชีวิตที่ยุ่งๆ แบบนี้นะ ช่วงเช้าผมจะไปเรียน เที่ยงมาแต่งหน้าทำผมที่ตึกแกรมมี แล้วไปเรียนตอนบ่าย ตอนเย็นไปออกงาน แม้ว่าเราแลกความเหนื่อยกับการได้ทำสิ่งที่รัก ผมเริ่มทำงานตั้งแต่ม.ปลายที่เริ่มเป็นแดนเซอร์ แล้วลาออกจากโรงเรียนประจำมาเรียนกศน. เพื่อทำงานเป็นแดนเซอร์เต็มตัว ที่บ้านสนับสนุนด้วยไม่ว่าเราจะอยากทำอะไร อาจจะนอนน้อยหน่อย แต่ผมคิดว่าเป็นช่วงวัยนี้ของชีวิตที่เราได้โอกาสแบบนี้

PLUGGY
ปลั๊กกี้-ธรากร คําสิงห์เรื่องเพอร์ฟอร์มต้องยกให้ เรื่องใจไม่เคยต่ำร้อย แพสชั่นต่อดนตรีสะกดคำว่าน้อยไม่เป็น  

ELLE: ทักษะแต่ละคนมาไม่เท่ากัน ตั้งแต่เป็นเทรนนีจนเป็น PERSES ปลั๊กกี้มองว่าใครพัฒนาการน่าทึ่งที่สุด

Pluggy: คนที่ผมว้าวคือพี่เน ผมไม่คิดว่าเขาจะมาได้ถึงวันนี้ ตั้งแต่วันแรกๆ เลย พี่เนมาแบบศูนย์เลยเรื่องการเต้น ตอนนั้นพวกเรายังเป็นเทรนนีอยู่ เราไม่รู้ว่าจะได้รวมกลุ่มกับใคร ทุกคนจะช่วยกัน พอมาถึงจุดที่รวมกลุ่มกัน พี่เนก็เต้นได้และมีความเข้าใจร่างกายตัวเองแล้ว จากตอนแรกที่ไม่เข้าใจเรื่องจังหวะเพลง ยิ่งกว่าคำว่าไม่สนิทกับร่างกายอีก แต่ทุกวันนี้บางท่าที่เขาจำได้ยังมาสอนผมบ้าง เขาพัฒนาขึ้นเยอะมาก

ELLE: นักออกแบบท่าเต้นต้องคำนึงถึงทักษะการเต้นของเมมเบอร์โดยรวมด้วยไหม หรือว่าครีเอตให้สุดไปก่อนและเชื่อมั่นว่าเมมเบอร์จะทำได้

Pluggy: ผมคิดว่าเป็นอย่างหลัง บางท่าที่เหมือนจะง่ายแต่ทำให้สวยง่าย แต่ละท่ามีรายละเอียดที่เราต้องทำความเข้าใจมากกว่าแค่เต้นตาม อย่างการเต้นโคฟเวอร์มันผ่านการตีความของนักออกแบบท่าเต้นและศิลปินมาก่อนแล้ว เราแค่เต้นตามมู้ดที่ใช่และท่าที่ถูก แต่พอเป็นเพลงของเราเอง เราต้องตีความใหม่หมด ท่าเขาก็ให้มาแหละ แต่เราต้องปรับให้กลายเป็นท่าของเรา และทำให้ท่านั้นสื่อออกไปในภาษาเดียวกันทั้ง 5 คน ซึ่งตอนนี้ทุกคนวางใจได้หมด

ELLE: แววตาปลั๊กกี้เหมือนผู้ปกครองที่ปลื้มใจตอนไปดูลูกเต้นงานโรงเรียน

Pluggy: (หัวเราะ) ตอนแรกต้องจี้เยอะครับกว่าจะได้ภาพรวมที่กลมกลืนกันได้ เช่น ท่านี้ต้องเต้นให้เหมือนเป็นการกระทำมากกว่าแค่ท่าเต้น ต้องอธิบายว่าท่าเต้นคือภาษากาย มันคืออาการ ต้องรู้สึกแล้วทำท่านั้นออกมา ไม่ใช่แค่ทำท่า คนเรารับท่าได้เร็ว แต่เต้นยังไงให้คนรู้สึกตามได้น่ะยาก

ELLE: ลองประเมินปลั๊กกี้ PERSES หน่อยสิว่าพัฒนาการของเขาเป็นอย่างไร

Pluggy: ผมว่าปลั๊กกี้สบายๆ ขึ้นในทุกอย่าง จากแต่ก่อนที่เราใช้เอเนอร์จี้ในการเต้นเยอะมาก ครูต้องบอกให้ลดลง แรกๆ เหมือนผมหาตรงกลางไม่เจอ แต่เดี๋ยวนี้ผมเริ่มเห็นภาพรวมมากขึ้น รู้ว่าจะส่งพลังของตัวเราเองและวงออกไปให้พอดี ไม่ทำให้คนดูรู้สึกว่าโดนพลังของพวกเราอัดกระแทกหน้าไปติดกำแพง

ELLE: คำว่าเต็มที่ไม่ได้ต้องเต้นแรงทุกงาน แต่แปลว่าทุกคนพอดีกัน

Pluggy: ใช่ครับ เป็นจุดที่ยากมาก ไม่มีใครสอนเราได้นอกจากประสบการณ์ และรู้จักความเป็นวง รู้จักเวทีแต่ละงาน ท่าเต้นเดียวกันไปเต้นในเอ็มวีกับเต้นในเฟสติวัลก็ต้องใช้พลังต่างกัน หรือเวทีใหญ่ที่มีคนดูเยอะก็ต้องเต้นให้ใหญ่ขึ้นอีก

ELLE: แต่ความท้าทายแบบนี้หรือเปล่าที่ปลั๊กกี้หลงใหล ไม่ใช่ว่ารักงานนี้เพราะมันง่ายไปหมด

Pluggy: (นิ่งคิด) ใช่ครับ เราต้องปรับเปลี่ยนทุกงาน คนดูก็สำคัญมาก บางทีเราอาจจะลืมท่าเต้นไปบ้างเพราะโฟกัสที่การส่งพลังให้คนดู แต่เราต้องไม่ลืมด้วยว่าเราต้องเพอร์ฟอร์มให้ดีด้วย ต้องเรียนรู้กันไปในฐานะศิลปิน

ELLE: ถ้ามีค่ายจากต่างประเทศยื่นข้อเสนอว่าให้ปลั๊กกี้ไปเดบิวต์ระดับโกลบอลเลย จะตัดสินใจอย่างไร

Pluggy: (ตอบเร็ว) ผมคิดว่าตอนนี้พวกเรา 5 คนลงตัวมากๆ แล้วกับการเป็น PERSES ถ้าต้องไปเริ่มต้นใหม่กับอนาคตที่เราคาดการณ์ไม่ได้ ผมอยากอยู่กับ PERSES ที่ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะมากกว่า เรารู้ว่าสิ่งที่เรามีร่วมกันมันมีค่า และไม่ใช่ว่าต้นไม้ทุกต้นจะเติบโตได้ในดินทุกแบบ ผมอาจจะไม่เคยพูดสิ่งนี้กับพวกเขานะ แต่ผมอยากมองกลับมาแล้วเห็น 5 คนนี้ที่เดินทางด้วยกันมา

Text : Suphakdipa Poolsap
Photographer : Wasu Sukatocharoenkul
Fashion Director : Ice’o Panchiracharoen
Digital Editor : Rachata Ratanavirotkul
Make up : Kwanchanok Porntrakulsaree
Hair : Worachot Thatpradit 

Latest Posts

Don't Miss