Bottega Veneta ได้ตอกย้ำการให้ความสำคัญแก่คราฟต์แมนชิปและศิลปะ ผ่านการจับมือกับ บางกอก คุนส์ฮาเลอ จัดงานนิทรรศการศิลปะ WEAVING MATTER AND MEMORY ที่นำเสนอผลงานของศิลปินไทยร่วมสมัย 4 ท่านจากการคัดเลือกของ Louise Trotter ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ ซึ่งเปิดให้เข้าชมกันตลอด 14 มิถุนายน ถึง 5 กรกฎาคม
โดยหนึ่งในนั้นมีผลงานอันโดดเด่นน่าสนใจของ อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยผู้ได้หยิบเอาเส้นผมจริงของมนุษย์รังสรรค์สู่ผลงานศิลปะ ผ่านการถักทอ เพื่อถ่ายทอดประเด็นปัญหาด้านมลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเชื่อมโยงเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ร่างกาย ระบบเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีจากรากฐานของงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิม แอลจึงขอชวนเธอมาพูดคุยพร้อมพร้อมเล่าถึงที่มาแรงบันดาลใจ สิ่งที่ต้องการถ่ายทอด ตลอดจนความเชื่อมโยงกับงานถักทอเครื่องหนัก INTRECCIO ของ BOTTEGA VENETA เมื่อคราฟต์แมนชิปจากสองศาสตร์มาผสานกันอย่างไร้รอยต่อ

ELLE: อะไรเป็นแรงบันดาลใจและจุดเริ่มต้นของการนำเส้นผมของมนุษย์มารังสรรค์สู่งานศิลป์
IMHATHAI: สำหรับงานศิลปะที่ทำจากเส้นผม มีการเริ่มต้นขึ้นในปี 2003 จากเหตุการณ์ที่คุณพ่อไว้ผมยาวประมาณช่วงเอว แล้วท่านก็บอกให้อิ่มไปช่วยตัดผมให้ และมอบเส้นผมของท่านแก่ลูกสาวทั้ง 4 เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อิ่มเริ่มสะสมเส้นผมของตัวเองที่หลุดร่วง และกลายมาเป็นชิ้นงานศิลปะในช่วงปีถัดๆ มา สำหรับงานชิ้นแรกนั้นอยู่ในช่วงเรียนปริญญาโทที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นได้เสนอชุดงานซึ่งเป็นเส้นผมของตัวเอง นำมาถักเป็นชิ้นวงกลม ซึ่งอาจจะยังไม่มีความหมายลึกซึ้ง เป็นเพียงการนำในหัวข้อการทดลองวัสดุจากธรรมชาติ เราจึงเริ่มต้นจากวัสดุจากร่างกายของเรา นั่นคือ เส้นผม มันเป็นการทดลองเทคนิกหาความเป็นไปได้ของข้อจำกัดของตัววัสดุเอง ว่าเส้นผมนั้นสามารถนำไปแปรสภาพด้วยกระบวนการทางศิลปะอย่างไรบ้าง ตอนนั้นจึงใช้วิธีการถักโครเชต์ แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดเรื่องความยาวของเส้นผม จึงต้องใช้วิธีการมัดเส้นต่อเส้นจนยาวเป็นเส้นเดียวกันแล้วนำมาใส่ในแกนของด้าย ก่อนเริ่มถักโครเชต์จนกลายมาเป็นชิ้นงาน
ELLE: เชื่อว่าอาจมีคนบางกลุ่มที่อาจจะประหลาดใจเมื่อเห็นเส้นผมของมนุษย์ถูกนำมาใช้ในงานศิลปะ คุณอยากให้ผู้ชมกลับไปพร้อมกับความคิดแบบไหนหลังได้เห็นผลงานชิ้นนี้
IMHATHAI: จริงๆ แล้วหน้าที่หลักของศิลปะคือการสื่อสาร เป็นกระบอกเสียง ไม่ว่าเรื่องราวจะอยู่ในระดับไหน จะเกี่ยวกับเรื่องของตัวศิลปินเองหรือสเกลระดับโลกก็แล้วแต่ สำหรับงานของอิ่ม แค่ผู้ชมกลับมาคิดถึงสิ่งแวดล้อม เราก็ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่การบอกเรื่องราวแก่คนดูแล้วค่ะ แต่จะกระตุ้นจิตสำนึกได้ถึงระดับไหนก็แล้วแต่ประสบการณ์ส่วนบุคคลที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวนั้นๆ ด้วย ถ้าเขาไม่เคยได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 หรือส่งผลต่อชีวิตมากก็อาจจะไม่รู้สึกใดๆ มาก ระดับของการกระตุ้นความรู้สึกของคนดูก็จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนด้วย
ELLE: สำหรับคุณแล้ว เส้นผมมีความหมายอย่างไรในฐานะวัสดุทางศิลปะ เพราะสำหรับหลายวัฒนธรรมสามารถตีความได้หลากหลาย
IMHATHAI: อิ่มมองมันเหมือนวัสดุทั่วไป แม้มันจะแตกต่างจากวัสดุอื่นๆ แต่เราต้องมองให้มันเป็นวัสดุทั่วไปให้ได้ เพื่อทำลายข้อจำกัดของมัน ไม่อย่างนั้นจะทำงานไม่ได้ เราต้องมองให้มันเป็นวัสดุที่เราต้องไปทำความสนิทกับวัสดุเพื่อใช้ในการทำงานศิลป์ เหมือนเราพูดคุยกับเขาจนรู้ว่าธรรมชาติของเขามันงอได้แค่ไหน มันดึงได้สูงสุดแค่ไหนที่จะไม่ขาด มันเข้าไปอยู่ในของเหลวได้ไหม อยู่กับความร้อนได้แค่ไหน ผสมสีได้ไหม ทำภาพพิมพ์ได้ไหม ลองมาหมดแล้วทุกรูปแบบแล้ว เหลือแค่นำไปเผาแล้วเอามาบด (ELLE: พีคสุดที่เคยทำคืออะไร) เอาลงไปแช่ในน้ำค่ะ ตอนแรกเราก็มองว่าเป็นแค่ผลงานศิปละสำหรับจัดแสดง แต่ปรากฏว่ามีนักสะสมซื้อไป ก็ตกใจที่เขากล้าซื้อด้วยส่วนหนึ่ง เซอร์ไพรส์เหมือนกันที่เขายอมรับในวัสดุแบบนี้ซึ่งผ่านกรรมวิธีเหล่านี้
ELLE: แล้วอย่างนี้ โดยส่วนมากแล้วเส้นผมที่ถูกนำมารังสรรค์นี้มีที่มาจากไหนบ้าง
IMHATHAI: มีทุกรูปแบบเลยค่ะ ช่วงแรกๆ ก็เป็นเส้นผมตัวเอง หลังๆ มาได้รับจากการบริจาค แล้วแต่โปรเจ็กต์ อย่างเช่นโปรเจ็กต์ในช่วงปี 2012 ซึ่งชื่อว่า ‘Hair for Hope’ เป็นเส้นผมที่มีผู้บริจาคให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งนำไปทำเป็นวิก หรือปีหลังๆ ก็ทำโปรเจ็กต์ที่เฉพาะกลุ่มยิ่งขึ้น พูดเรื่องราวที่สะท้อนสังคม อย่างเช่น Sex Workers ที่เราเคยขอรับบริจาคจาก Empower Foundation ไปจนถึงล่าสุดที่จัดแสดงที่ภูเก็ต ที่ Thailand Biennial ก็ไม่ใช่เส้นผมจริงอีกต่อไป กลายเป็นเส้นผมวิก แต่วิกนั้นมาจากนักแสดงคาบาเรต์โชว์ในจังหวัดภูเก็ต เส้นผมแต่ละเส้นมีเรื่องราวของมันเอง หากเรามองแค่ว่ามันเป็นเส้นผม ก็จะไม่สามารถนำไปต่อยอดไอเดียกับแต่ละพื้นที่ได้ แต่ในตอนที่เราไปเก็บข้อมูลที่ภูเก็ต เราตื่นเต้นกับการชมคาบาเรต์โชว์มาก และค้นพบว่านักแสดงต้องใช้วิกผม จึงสนใจนำมาทำเป็นผลงานศิลปะ

ELLE: หลายๆ ผลงานของคุณมักถ่ายทอดประเด็นสังคมต่างๆ แล้วผลงานชิ้นที่นำมาจัดแสดงที่นิทรรศการ WEAVING MATTER AND MEMORY บอกเล่าอะไรบ้าง
IMHATHAI: ในผลงานสุดหลังๆ มันจะมีประเด็นที่เราพูดถึงสังคมและสื่งแวดล้อมค่ะ ซึ่งในซีรี่ส์ที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ Weaving Matter and Memory ครั้งนี้ เกี่ยวกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของเรา ออกตัวก่อนว่าอิ่มย้ายไปอยู่ลำพูนเข้าปีที่ 9 แล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงปีแรกๆ อิ่มประสบปัญหาแพ้ PM 2.5 อย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถใช้สตูดิโอซึ่งปลูกอยู่กลางพื้นนาได้ เลยต้องกลับมารีโนเวตบ้านของคุณแม่ และสร้างห้องสตูดิโอระบบปิด มีเครื่องฟอกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง จากเหตุการณ์ในตอนนั้นทำให้เราไปลองค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ PM 2.5 และพบว่าประเทศไทยติดอันดับ 1 ของโลกมาหลายปีซ้อน มีตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเกิดเหตุการณ์ไฟป่าที่ประเทศออสเตรเลีย ทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดไปเลย หลังจากนั้นจึงเอาเส้นผมมาถักโครเชต์ ผสมผสานกับกระบวนการปั้นเป็นรูปทรงของพืชพรรณวัชพืชที่พบ แล้วนำมาจัดวางร่วมกัน นอกจากนั้น เนื่องจากเราอยู่ท่ามกลางแปลงเกษตรที่เป็นนา ทำให้ในทุกฤดูกาลเปลี่ยนถ่ายของการทำนา เราจะต้องประสบอีกปัญหาคือการเผานา จนเขม่าลอยขึ้นไปบนฟ้าและตกลงมาราวกับหิมะ เป็นที่มาของชื่อผลงานที่ถูกตั้งอย่างตรงไปตรงมาว่า Ashes Flower
ส่วนอีกผลงานที่ลิงค์กันคือผลงานที่ชื่อว่า We Are Family เป็นปล่องไฟรูปบ้านซึ่งอยู่ในโปรเจ็กต์ชื่อ Art for Air ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของศิลปินทั้งจากเชียงใหม่และภาคเหนือ ร่วมกับศิลปินที่ได้รับเชิญจากกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่ง เพื่อทำผลงานศิลปะที่พูดถึงมลพิษ พูดถึงสิ่งแวดล้อม PM 2.5 นอกจากเราจะช่วยเผยแพร่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว รายได้จากการขายผลงานยังถูกส่งมอบเพื่อดับไฟป่าช่วยเหลือชุมชน เป็นโครงการที่น่ารักมากๆ อิ่มได้เข้าร่วมมา 2 ปีแล้ว ซึ่งผลงานนี้เป็นรูปบ้านที่เมื่อมองรายละเอียดข้างในก็จะพบพวกพืช สัตว์ ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมของเรา เพื่อสื่อว่าทุกชีวิต ทุกสายพันธุ์ล้วนใช้อากาศอยู่ร่วมโลกเดียวกัน และหากถามว่าทำไมต้องเป็นปล่องไฟ เพราะเราได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านฟิล์ม X-ray ปอดของแพทย์

ELLE: ขณะที่งานของคุณโดดเด่นในการนำเส้นผมมารังสรรค์ Bottega Veneta เองก็ขึ้นชื่อเรื่องการถักทอหนังแบบ Intrecciato คุณคิดว่าอะไรเป็นจุดเชื่อมโยงกันระหว่างคราฟต์แมนชิปทั้งสองศาสตร์ ที่กลายมาเป็นชิ้นงานศิลปะและแฟชั่นไอเท็มสำหรับสวมใส่
เราเห็นความเชื่อมโยงบางอย่างคือความใส่ใจในกระบวนการและรายละเอียด อิ่มคิดว่าศิลปินทุกท่านที่ใช้เทคนิกคราฟต์แมนชิป เขาจะมีความใส่ใจในรายละเอียด ความเป็นหัตถศิลป์เป็นอย่างมาก ซึ่งมีให้พบอยู่แล้วในงานดีไซน์ระดับโลก สิ่งนี้แหละที่น่าจะเชื่อมโยงกันโดยตรง
ELLE: การเข้าร่วมมีส่วนร่วมนิทรรศการในครั้งนี้กับ Bottega Veneta เปิดมุมมองหรือความท้าทายใหม่ในการทำงานของคุณอย่างไรบ้าง
พี่อิ่มมองเห็นในแง่การทำงานร่วมกันกับแบรนด์ระดับโลก เขามีความใส่ใจในรายละเอียดของทุกๆ ขั้นตอนมาก กว่าที่ Curator จะเลือกผลงานเรามา ทุกขั้นตอนมันสมกับการเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง และมีรายละเอียดมากกว่าที่เราเห็น ถ้าสิ่งที่สัมผัสได้คือ ปกติแล้วศิลปินเราจะโฟกัสที่การรังสรรค์ผลงานในสตูดิโอและการจัดแสดงเท่านั้น แต่ไม่ได้มองรายละเอียดเบื้องหลัง ขณะที่ทางแบรนด์ Bottega Veneta ได้เข้ามาช่วยเราดูดีเทลตรงนั้นในทุกๆ จุด


ELLE: ในฐานะศิลปินคุณคิดว่าขอบเขตระหว่างศิลปะ แฟชั่น และงานคราฟต์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกันในแง่ไหน และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ทั้งสามศาสตร์สามารถหลอมรวมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พี่คิดว่าพี่ไม่ได้ตีกรอบคำสามคำนี้ พี่มองว่ามันมีการเปลี่ยนถ่ายกระบวนการซึ่งกันและกันในทั้งสามส่วน อยู่ที่การนำเสนอมากกว่าว่าจะผ่านรูปแบบใด เราอาจจะใช้กระบวนการที่คล้ายคลึงกันในทั้งสามคำนี้ แต่หากเราพรีเซนต์ออกมาในรูปแบบศิลปะ มันก็จะกลายเป็นงานศิลป์ หากนำเสนอในรูปแบบแฟชั่น มันก็จะกลายเป็นงานแฟชั่น จริงๆ แล้วมันผสานเข้าหากัน ต่างกันเพียงการนำเสนอและเจตนาที่จะเผยแพร่ออกไปว่าจะเป็นในแง่มุมไหน อย่างศิลปะจะหนักไปที่เนื้อหา กระตุ้นจิตสำนึก เน้นหนักไปทางอารมณ์ หรืออย่างคราฟต์แมนชิปก็จะชูด้านงานฝีมือ ความประณีต เหมือนการให้น้ำหนักกับแต่ละแง่มุม
นอกจากนี้ แอลยังได้พูดคุยกับ สกาย วงศ์รวี หนึ่งในเซเลบริตี้ที่มาร่วมงานเปิดตัวนิทรรศการ WEAVING MATTER AND MEMORY ถึงความรู้สึกหลังจากได้ร่วมชมผลงาน Ashes Flower และ We Are Family โดย อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ ด้วยเช่นกัน ไปฟังความรู้สึกของเขากันได้เลย

