Friday, February 23, 2024

5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ จากบทสรุปการเดินทางไปยังแหล่งต้นกำเนิด

ชื่อนี้นอกจากจะเป็นเบลนเดดวิสกี้ที่ขายดีที่สุดในโลกแล้ว (ขายได้ทั่วโลกนาทีละ 450 ขวด) Johnnie Walker ยังร่ำรวยด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่ง ตลอดสองร้อยปีนับแต่วันที่เริ่มออกเดิน…

1. โรงกลั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แต่เป็นร้านของชำ

จุดกำเนิดคือเมื่อราวสองร้อยปีก่อน จากวิญญาณนักสู้ และอัจฉริยภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขามีชื่อว่าจอห์น วอล์กเกอร์ พ่อของจอห์นตายเมื่อเขาอายุสิบสี่ ครอบครัวเขาขายที่นา แล้วเอาเงินไปทำทุนเปิดร้านของชำที่เมืองในสกอตแลนด์ชื่อคิลมาร์นอค จอห์นเริ่มจากการเบลนด์ (blend) ใบชาชนิดต่างๆ จนออกมาเป็นเบลนด์ที่ถูกใจลูกค้า ในร้านเขามีวิสกี้ท้องถิ่นขายด้วย สมัยนั้นวิสกี้ยัง “บ้านๆ” ในแง่ของคุณภาพที่ไม่เสมอต้นเสมอปลาย บางขวดรสดี บางขวดไม่ถูกใจเอาเสียเลย จอห์น วอล์กเกอร์นำทักษะของการเบลนด์ใบชา มาใช้ในการเบลนด์วิสกี้จากแหล่งต่างๆ ออกมาแป็นสูตรที่เขาดูแล้วว่ากลมกล่อม น่าจะถูกใจลูกค้า จนวิสกี้ที่เขาเบลนด์กลายเป็นสินค้าขายดีในร้าน

2. จอห์นนี่ วอล์กเกอร์เติบโตเป็นวิสกี้ระดับโลก ด้วยฝีมือทางการตลาดของทายาทรุ่นที่สอง

ถ้าไม่มีทายาทรุ่นลูกมาสานต่อ จอห์น วอล์กเกอร์คงเป็นชื่อที่รู้จักกันแต่ในเมืองคิลมาร์นอค พอลูกชายชื่ออเลกซานเดอร์มารับช่วงธุรกิจ ก็พอดีกับที่กฎหมายเปิดให้สามารถเบลนด์วิสกี้เกรนกับมอลต์ได้ (ชนิดแรกจะนุ่มกว่า ชนิดที่สองจะเข้มแรง) เมื่อทางรถไฟตัดมาถึงเมืองคิลมาร์นอค อเลกซานเดอร์จึงต่อยอดภูมิปัญญาของพ่อ เพิ่มการผลิตโดยเบลนด์วิสกี้เกรนและมอลต์เข้าด้วยกัน และเพิ่มยอดขายโดยส่งวิสกี้ไปขายเมืองอื่นทางรถไฟ

อเลกซานเดอร์ยังมองการไกลว่าวิสกี้ของเขาน่าจะไปสู่ทุกมุมโลก เขาฝากวิสกี้ไปกับกัปตันเรือสินค้าซึ่งเดินทางไปเมืองท่าต่างๆ ทำให้ทั่วอังกฤษและทั่วโลกเริ่มรู้จักวิสกี้จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เขายังสร้างความชัดเจนให้แบรนด์ด้วยไอคอนสองตัว ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ไอคอนแรกคือขวดทรงเหลี่ยมซึ่งช่วยให้บรรจุจำนวนขวดได้มากขึ้น โอกาสแตกขณะขนส่งก็น้อยกว่า และสลากบนขวดซึ่งติดทำมุมเอียง 20 องศา เป็นเอกลักษณ์ที่ใครๆ เห็นก็รู้ทันทีว่านี่คือวิสกี้จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ไอคอนที่สองคือสัญลักษณ์ Striding Man ชายแต่งตัวดีในสไตล์ยุคเอ็ดวาร์เดียน สวมหมวกท๊อปแฮต กำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ ก็เป็นไอเดียของอเลคซานเดอร์

เขายังกำหนดให้แบ่งวิสกี้จอห์นนี่ วอล์กเกอร์เป็น Red, Black เป็นแบรนดิ้งที่ชัดเจน ใครๆ ก็รู้จัก

3. วิสกี้…ทำไมต้องสกอตแลนด์

คำว่า ‘วิสกี้’ มาจากภาษาสกอตโบราณว่า uisage beatha (อ่านว่า อิชกะบาฮา) หมายถึง ‘น้ำแห่งชีวิต

วิสกี้ใช้วัตถุดิบแค่สามอย่าง คือข้าวบาร์เลย์ น้ำและยีสต์ น้ำมีความสำคัญมาก แหล่งน้ำของวิสกี้ซึ่งผลิตในเขตสเปย์ไซด์ของสกอตแลนด์ (ซึ่งเป็นเขตการผลิตหลักของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์) มาจากน้ำอันบริสุทธิ์ในแม่น้ำสเปย์ วิสกี้อื่นก็ใช้แหล่งจากตาน้ำธรรมชาติอันมีอยู่มากมายในสกอตแลนด์

ชาวสกอตทำวิสกี้ดื่มมานับร้อยปี สั่งสมความรู้ความชำนาญในการทำวิสกี้มาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่เรื่องการเลือกสายพันธุ์บาร์เลย์ คุณสมบัติของยีสต์ชนิดต่างๆ กระบวนการหมักและกลั่น หม้อกลั่นชนิดต่างๆ การเตรียมถังไม้สำหรับจะเอาสุราลงบ่ม และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสุราที่เราเรียกว่าวิสกี้

นอกจากภูมิปัญญา และวัตถุดิบทางธรรมชาติแล้ว สกอตแลนด์ยังมีกฎหมายค้ำจุนคุณภาพของสุรา โดยกำหนดว่า ถ้าจะเป็นสกอตช์วิสกี้ (Scotch) นั้น จะต้องต้มกลั่นในสกอตแลนด์เท่านั้น ต้องบ่มในถังไม้โอ๊กอย่างน้อยสามปี จึงจะได้ชื่อว่าเป็นสกอตช์วิสกี้ มาตรการณ์นี้ช่วยรักษาคุณภาพและพัฒนาวิสกี้ให้ก้าวหน้ามานับศตวรรษ

4. จะเบลนด์วิสกี้หนึ่งตัว ต้องรู้จักวิสกี้เป็นหมื่นเป็นแสนตัว (หรือมากกว่านั้น)

เบลนเดดวิสกี้ (blended whiskey) มีจุดเด่นที่ความกลมกล่อม ซึ่งเป็นผลงานของมาสเตอร์เบลนเดอร์ (master blender) ผู้ชำนาญ ยกตัวอย่าง ดร.เอมมา วอล์กเกอร์ (ชื่อสกุลพ้อง ไม่ได้เกี่ยวดองกัน) มาสเตอร์เบลนเดอร์คนล่าสุดของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ และเป็นผู้หญิงคนแรก เธอได้ปริญญาเอกทางด้านเคมี เรียนรู้งานจากเซอร์จิม เบเวอร์ริดจ์ มาสเตอร์เบลนเดอร์คนก่อนซึ่งทำงานมานานกว่า 40 ปี หน้าที่ของเธอคือสร้างสรรค์เบลนเดดวิสกี้ โดยต้องรู้จักวิสกี้ 11 ล้านถังในคลังของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แค่ดมก็รู้ลักษณะ แหล่งที่มา และรู้ไปถึงว่าถ้านำไปเบลนด์กับวิสกี้อีกตัว (หรือมากกว่านั้น) จะได้ผลลัพธ์ของกลิ่นรสออกมาเป็นอย่างไร และวิสกี้นั่นๆ เมื่ออยู่ในถังบ่มแล้ว จะพัฒนารสชาติไปในทิศทางไหน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

5. ดื่มวิสกี้ต้องออนเดอะร๊อก หรือจิบเพียวๆ เท่านั้นหรือ จึงจะถือว่าจริงจัง

การดื่มวิสกี้นั้นอยู่ที่ความพอใจของเรา และตัววิสกี้เองด้วย เช่น รสชาติเฉพาะ หรือความหายาก คือถ้าเราเปิดขวดบลูเลเบิลแล้วเอามาดื่มกับโซดา พรายฟองซ่าจะกลบความซับซ้อนของรสชาติจนเหลือเป็นวิสกี้โซดารสนุ่มๆ แก้วนึง เรียกว่าเสียดายของ

แต่โอกาสที่เราๆ จะเปิดบลูฯ ขวดละเป็นหมื่นคงไม่ได้มีบ่อยๆ เราจึงอยากจะพูดถึงการดื่มวิสกี้ในรูปแบบต่างๆ ให้ได้รสชาติใหม่ๆ แถมมีความเก๋ในการจิบมาฝากกัน

เริ่มด้วยวิสกี้โซดา หรือศัพท์อย่างเป็นทางการว่า high ball ซึ่งบ้านเราคุ้นกันดี แต่ high ball สามารถอร่อยกว่าที่ดื่มๆ กันอยู่ได้นะ ถ้าชงตามสัดส่วนที่ถูกต้อง จะได้รสชาติที่เหมาะกับวิสกี้ซึ่งเขาตั้งใจเบลนด์มาเพื่อดื่มแบบ high ball ไม่ใช่รินหนึ่งฝาแล้วเติมโซดาเต็มแก้วตามใจเด็กในร้าน

สัดส่วนของ high ball ที่ว่าคือ วิสกี้ 1 ส่วน โซดา 4 ส่วน ถ้ามีการ์นิช หรือสิ่งเพิ่มรสชาติ อย่างเปลือกเลมอนฝาน หรือก้านโรสแมรีลนไฟพอเรียกน้ำมันออกมา high ball แก้วนั้นจะมีรสชาติน่าสนใจขึ้น นอกจากนั้น วิสกี้ยังเป็นเบสของค๊อกเทลนับร้อยนับพันชนิด ที่อยากจะพูดถึงคือ Whiskey Sour (แก้วโปรดของเทย์เลอร์ สวิฟต์) และ Rob Roy ด้วยความที่เป็นค๊อกเทลคลาสสิกที่ไม่ซับซ้อน ดื่มกันมาเป็นสิบเป็นร้อยปีก็ยังคงได้รับความนิยม การชงเป็นค๊อกเทลจะเพิ่มมิติให้วิสกี้ ด้วยเหล้าชนิดที่สองที่เติมเข้ามา หรือด้วยน้ำเชื่อมน้ำมะนาว คุณจะได้จิบรสชาติของวิสกี้ที่แตกต่าง และอร่อยน่าสนใจขึ้น โดยมีค๊อกเทลวิสกี้ให้เลือกเป็นร้อยๆ สุตร

ตอนนี้คุณคงรู้จักจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ดีขึ้นอีกนิดแล้วนะ

- Advertisement -

Latest Posts

Don't Miss

Stay in touch

To be updated with all the latest news, offers and special announcements.