ทำไมช่วงนี้ลักชูรี่แบรนด์ถึงหยิบโลโก้มาเล่นกับดีไซน์ และเพิ่มความครีเอทีฟเข้าไปบนเสื้อผ้า

ถ้าให้ลองหลับตาแล้วนึกถึงแฟชั่นเฮาส์ระดับโลกสักหนึ่งแบรนด์ ภาพแรกที่ลอยขึ้นมาในหัวอาจไม่ใช่ชื่อแบรนด์ด้วยซ้ำ แต่อาจเป็นตัวอักษรสองตัวที่ไขว้กัน ลายโมโนแกรมที่เรียงตัวซ้ำๆ สามเหลี่ยมเล็กๆ หรือแพตเทิร์นที่เห็นเพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นของใคร นั่นเพราะในโลกแฟชั่น ‘โลโก้’ กลายเป็นหนึ่งในภาษาที่ใช้บอกเล่าตัวตนของแฟชั่นเฮาส์

และในช่วงหลังมานี้ เราอาจกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจขึ้นไปอีกขั้น เพราะเหล่าลักชูรี่เฮ้าส์กำลังนำโลโก้กลับมา ‘ออกแบบใหม่’ ผ่านสเกล ตำแหน่ง วัสดุ และวิธีการนำเสนอ จนโลโก้ค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจาก Brand Identity ให้กลายเป็น Design Element

ลองมองไปยังคอลเล็กชั่นล่าสุดของ Dior ที่ใน Fall 2026 ยังคงหยิบ House motifs และ Dior Oblique มาปรากฏบนเสื้อผ้า ตั้งแต่เสื้อยืดไปจนถึงชิ้นงานที่ใช้ลวดลาย Oblique เป็นองค์ประกอบสำคัญของพื้นผิวและภาพรวมของไอเท็ม ขณะที่ฝั่ง Louis Vuitton ก็ยังเดินหน้าสร้างจักรวาลของโมโนแกรมต่อไป โดยใน Pre-Fall 2026 มีการนำโมโนแกรม Emblème มาพัฒนาบน jacquard และงานชิ้นต่างๆ ให้โมโนแกรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัสดุและโครงสร้างของแฟชั่น มากกว่าจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ถูกนำมาวางทับลงบนสินค้า

ในขณะเดียวกัน Prada ก็แสดงให้เห็นทิศทางนี้อย่างชัดเจนในคอลเล็กชั่น Fall/Winter 2026 เมื่อ Triangle logo อันเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของแบรนด์ถูกนำมา reinterpret ผ่านรายละเอียดและแพตเทิร์นที่มี graphic impact ตั้งแต่แอ็กเซสซอรีไปจนถึงสิ่งของต่างๆ ของคอลเล็กชั่น ทำให้รูปสามเหลี่ยมที่เราคุ้นเคยไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในฐานะโลโก้บนป้ายอีกต่อไป แต่กลายเป็น graphic language ที่สามารถนำไปสร้างสรรค์ต่อได้หลากหลายรูปแบบ

Double C ของ CHANEL ถูกขยายให้กลายเป็นองค์ประกอบขนาดใหญ่ หรือถูกนำไปประดับบนกรอบแว่นตา เมื่อ GG ของ Gucci ถูกนำมาทำซ้ำจนกลายเป็นแพตเทิร์น เมื่อ FF ของ Fendi เป็นลวดลายที่สามารถปกคลุมพื้นผิวของเสื้อผ้า และเมื่อ Dior Oblique หรือ Louis Vuitton Monogram ถูกนำไปทอ พิมพ์ หรือสร้างเป็น texture ของผืนผ้า สิ่งเหล่านี้กำลังบอกเราว่าโลโก้สามารถมีชีวิตอยู่ในแฟชั่นได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ

บางครั้งมันอาจปรากฏอย่างชัดเจนจนกลายเป็น statement ของลุค แต่บางครั้งกลับถูกลดทอนจนแทบมองไม่เห็น ซ่อนอยู่ใน texture หรือ pattern และทำหน้าที่เหมือน easter egg สำหรับคนที่รู้จักรหัสของแบรนด์ดี เพราะโลโก้หนึ่งตัวสามารถถูกขยายจนกลายเป็นกราฟิกขนาดใหญ่ สามารถทำซ้ำจนกลายเป็น all-over print สามารถถูกปักลงบนผืนผ้า สามารถถูกทอ หรือแม้แต่ถูกบิดและตัดทอนจนกลายเป็นลวดลายใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องอ่านออกเป็นชื่อแบรนด์อย่างชัดเจน แต่ยังคงทิ้งภาพจำบางอย่างเอาไว้

และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมโมโนแกรมและ logo motifs ถึงยังคงกลับมาอยู่ในแฟชั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าโลกแฟชั่นจะผ่านยุคของการโชว์โลโก้อย่างตรงไปตรงมาเข้าสู่ยุคของ quiet luxury มาแล้วก็ตาม เพราะในวันที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการให้แบรนด์ตะโกนชื่อของตัวเองออกมาดังๆ เสมอไป โลโก้ก็สามารถเปลี่ยนวิธีการสื่อสารจาก “LOOK AT ME” มาเป็น “IF YOU KNOW, YOU KNOW”

CHANEL ไม่จำเป็นต้องเขียนคำว่า CHANEL เต็มตัว เพราะ Double C ก็เพียงพอที่จะทำให้เรานึกถึงแบรนด์ ขณะที่ Louis Vuitton สามารถตัดคำว่า Louis Vuitton ออกไปได้ทั้งหมด แต่เพียงเห็นโมโนแกรมก็รู้ทันทีว่ากำลังมองอะไรอยู่ เช่นเดียวกับ Dior Oblique, Gucci GG, Fendi FF หรือ Prada Triangle ที่กลายเป็น visual signatures ซึ่งมีพลังในการสื่อสารไม่ต่างจากชื่อแบรนด์ สิ่งนี้ทำให้โลโก้ในโลกแฟชั่นมีสถานะใกล้เคียงกับ ‘ลายเซ็น’ ของดีไซเนอร์ เพราะไม่ว่าจะถูกนำไปวางอยู่ตรงไหน หรือถูกตีความใหม่อย่างไร มันก็ยังสามารถพาเรากลับไปหาตัวตนของแบรนด์ได้

Latest Posts

Don't Miss