เมื่อโลกแฟชั่นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว หากยังเชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจ เทคโนโลยี วัฒนธรรม ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้คน การศึกษาเพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมจึงต้องก้าวไปไกลกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือทักษะเฉพาะทาง แต่ต้องสร้างวิธีคิดที่พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ELLE พาไปพูดคุยกับ Francisco López ผู้ก่อตั้ง mindway และผู้ก่อตั้งและประธานระดับโลกของ ELLE Education ถึงแนวคิดเบื้องหลัง ELLE Education by mindway สถาบันการศึกษาที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง ‘โรงเรียนแฟชั่น’ แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ ตั้งแต่รูปแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโลกการศึกษาเข้ากับประสบการณ์จริง ไปจนถึงทักษะสำคัญที่คนทำงานสร้างสรรค์ยุคใหม่ควรมี เพื่อไม่เพียงก้าวตามความเปลี่ยนแปลง แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม

ELLE: อะไรคือแรงบันดาลใจเบื้องหลังการก่อตั้ง ELLE Education และปรัชญาด้านการศึกษาของ mindway สะท้อนคุณค่าของ ELLE ที่ก้าวไปไกลกว่าโลกแฟชั่นและสื่ออย่างไร?
Francisco: “การศึกษาไม่ใช่เพียงการเตรียมคนให้พร้อมสำหรับการประกอบอาชีพ แต่คือการเตรียมพวกเขาให้พร้อมสร้างคุณค่าและมีส่วนร่วมกับโลกใบนี้อย่างมีความหมาย”
ความเชื่อนี้คือจุดเริ่มต้นของ ELLE Education ในปี 2009 ตั้งแต่แรก เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างโรงเรียนแฟชั่นขึ้นมาอีกแห่ง แต่คือการสร้างสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติที่สามารถพัฒนาผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์แห่งอนาคต คนรุ่นใหม่ที่จะไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น ลักชัวรี และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่สามารถมีส่วนในการกำหนดทิศทางและสร้างนิยามใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเหล่านี้
แฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีพลวัตมากที่สุดในโลก เพราะเกิดขึ้น ณ จุดบรรจบของความคิดสร้างสรรค์ ธุรกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และพฤติกรรมของมนุษย์ การเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่โลกใบนี้จึงต้องมีมากกว่าทักษะเชิงเทคนิค แต่ต้องบ่มเพาะทั้งความอยากรู้อยากเห็น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจที่จะตั้งคำถามกับกรอบความคิดหรือแนวทางเดิม ๆ
ตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษ เราจึงพัฒนาแนวทางการศึกษาขึ้นจากความเชื่อสำคัญข้อหนึ่ง นั่นคือ การเรียนรู้จะมีคุณค่าอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อมันสามารถเปลี่ยนวิธีที่เราคิด แก้ปัญหา และสร้างคุณค่าได้

ELLE: อะไรทำให้หลักสูตรของ ELLE Education แตกต่างจากโรงเรียนแฟชั่นในรูปแบบดั้งเดิม?
Francisco: ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของการศึกษาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการเข้าถึงความรู้อีกต่อไป แต่คือการเรียนรู้ว่าจะเปลี่ยนความรู้นั้นให้กลายเป็นการลงมือทำได้อย่างไร แทนที่จะแยกทฤษฎีออกจากการปฏิบัติ เรานำทั้งสองส่วนมาผสานเข้าด้วยกันตั้งแต่เริ่มต้น นักศึกษาจะได้ทำงานกับโจทย์จริงจากอุตสาหกรรม ร่วมงานกับแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ วิเคราะห์สถานการณ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่กำลังมีบทบาทในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น ลักชัวรี บิวตี้ รีเทล และการออกแบบ
ท้ายที่สุด เป้าหมายของ ELLE Education จึงไม่ใช่เพียงการช่วยให้นักศึกษาได้งานแรกหลังเรียนจบ แต่คือการสร้างคนทำงานที่พร้อมปรับตัว สามารถสร้างตัวเองขึ้นใหม่ และไม่หยุดเรียนรู้ตลอดเส้นทางอาชีพ เพราะในโลกปัจจุบัน เส้นทางการทำงานของเราย่อมต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกนับครั้งไม่ถ้วน


ELLE: นักศึกษาของ ELLE Education จะได้สัมผัสโปรเจ็กต์หรือประสบการณ์แบบใดที่อาจหาไม่ได้จากที่อื่น?
Francisco: นักศึกษาของเราจะได้ทำงานกับโปรเจ็กต์จริง ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายแขนงในอุตสาหกรรม วิเคราะห์ความท้าทายทางธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้น และพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดจริง แทนที่จะเรียนรู้ผ่านโจทย์สมมติในเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน พวกเขายังได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ เพราะแฟชั่นในวันนี้ไม่สามารถถูกมองอย่างแยกส่วนได้อีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับทั้งลักชัวรี ธุรกิจบริการ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรม ความยั่งยืน การสื่อสาร และการเป็นผู้ประกอบการ เราจึงสนับสนุนให้นักศึกษาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์เหล่านี้ เพราะนวัตกรรมใหม่ ๆ มักถือกำเนิดขึ้น ณ จุดที่ความรู้และความคิดจากหลากหลายสาขามาบรรจบกัน
การที่ ELLE Education ตั้งอยู่ในกรุงมาดริดยิ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์ดังกล่าว เพราะที่นี่คือหนึ่งในเมืองหลวงแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวาที่สุดของยุโรป เป็นพื้นที่ที่แบรนด์ระดับโลก ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ และสถาบันทางวัฒนธรรมต่างอยู่ร่วมกันท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพลังและความเคลื่อนไหว ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดที่เราอยากให้นักศึกษาทุกคนได้รับกลับไปคือ ‘มุมมอง’ เพราะการมองเห็นโลกจากหลายมิติจะเปิดโอกาสให้พวกเขาค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยมองเห็นมาก่อน

ELLE: สำหรับคนที่หลงใหลในแฟชั่น แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกเรียนหลักสูตรใด คุณมีคำแนะนำอย่างไร?
Francisco: คำแนะนำของผมนั้นเรียบง่ายมาก อย่าถามตัวเองว่า “เราอยากเรียนอะไร” แต่ให้ถามว่า “เราอยากเติบโตไปเป็นใคร”
การศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของการเลือกวุฒิหรือหลักสูตร แต่คือการเลือกทิศทาง หลายคนอาจกังวลกับการพยายามค้นหาหลักสูตรที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ ที่สุดสำหรับตัวเอง แต่ความจริงคือเส้นทางอาชีพในปัจจุบันไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป อาชีพจำนวนมากที่จะเกิดขึ้นในอีก 10 หรือ 15 ปีข้างหน้าอาจยังไม่มีอยู่ในวันนี้ด้วยซ้ำ เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรเป็นเพียงการเตรียมตัวสำหรับอาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่คือการสร้างความสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไปได้ตลอดชีวิตการทำงาน
โลกแฟชั่นเป็นตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะแฟชั่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเสื้อผ้า แต่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างแบรนด์ เทคโนโลยี ความยั่งยืน จิตวิทยาผู้บริโภค การสื่อสารดิจิทัล รีเทล ลักชัวรี การเป็นผู้ประกอบการ ไปจนถึงนวัตกรรม การมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเหล่านี้จึงอาจมีคุณค่ามากกว่าการรีบจำกัดตัวเองให้อยู่ในความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียวตั้งแต่ต้น
เราจึงสนับสนุนให้นักศึกษาสร้างมุมมองที่กว้าง ก่อนจะค่อย ๆ ค้นหาและต่อยอดความเชี่ยวชาญของตัวเอง เพราะคนทำงานสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดมักไม่ได้มองโลกผ่านกรอบของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเพียงอย่างเดียว

ELLE: ทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่ในสายงานสร้างสรรค์วันนี้คืออะไร?
Francisco: ตลอดประวัติศาสตร์ อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ล้วนตั้งอยู่บนสามเสาหลักสำคัญ ได้แก่ ปรัชญา คณิตศาสตร์ และศิลปะ ปรัชญาสอนให้เรารู้จักคิด คณิตศาสตร์สอนให้เราเข้าใจความซับซ้อน ขณะที่ศิลปะสอนให้เราจินตนาการถึงความเป็นไปได้ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล แต่ศาสตร์ทั้งสามแขนงนี้ยังคงมีความสำคัญไม่ต่างจากในอดีต
แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่ในสายงานสร้างสรรค์ยังจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิค แต่ทักษะเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป พวกเขาต้องมีความคิดเชิงวิพากษ์เพื่อกล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อ มีความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจข้อมูลและโลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงมีความมั่นใจในความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองมากพอที่จะมองเห็นทางออกหรือความเป็นไปได้ที่คนอื่นอาจยังมองไม่เห็น
เพราะท้ายที่สุด ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงเพียงสุนทรียะหรือการสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ แต่คือความสามารถในการเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น จินตนาการว่าโลกสามารถเป็นอย่างไรได้บ้าง และมีความกล้าที่จะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองสิ่งนั้นเข้าด้วยกัน และนั่นคือทักษะที่ไม่มีสิ่งใดสามารถเข้ามาทดแทนได้

