ในไลฟ์ Weverse กับจองกุกระหว่างเวิลด์ทัวร์ วีอัปเดตหลายเรื่องทั้งอาการบาดเจ็บของตัวเองและจองกุก ไปจนถึงวรรคทองที่ว่า “อย่าใช้ชีวิตแบบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น” เหตุใดคำพูดนี้ของวีจึงยิ่งมีน้ำหนักมากกว่าที่เคย เรื่องนี้มีคำอธิบายทางจิตวิทยา


เรื่องที่ไม่เคยบอกใคร
ในไลฟ์ทาง Weverse วีบอกกับ ARMY ว่านี่เป็นครั้งแรกที่พูดเรื่องนี้ นั่นก็คือ เรื่องที่ว่าเขามีปัญหาการได้ยิน ซึ่งหูข้างหนึ่ง (ข้างซ้าย) ทำงานได้เพียง 30% และเขากำลังบำบัดรักษาให้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน จองกุก ‘เกือบ’ มีอาการกระดูกหักล้า (stress fracture) บริเวณหน้าแข้ง (เกิดการแรงกระทำที่กระดูกซ้ำๆ) ทำให้เขากระโดดและวิ่งมากไม่ได้ในคอนเสิร์ต แม้โลกมองว่าพวกเขา ‘สมบูรณ์แบบ’ แต่การเปิดใจของวีและจองกุกสะท้อนความจริงที่คนไม่ค่อยเห็นว่า พวกเขามีข้อจำกัด มีความเจ็บปวด และมีวันที่ร่างกายไม่ไหวแม้ใจยังสู้…เหมือนกับใครหลายคน
นั่นทำให้เมื่อวีพูดว่า “อย่าใช้ชีวิตแบบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น” “สิ่งสำคัญคือการแข่งกับตัวเอง ไม่ใช่แข่งกับใคร” และ “ทุกคนควรใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ในจังหวะของตัวเอง” คำพูดเหล่านี้ของเขาจึงยิ่งหนักแน่น เมื่อไม่ใช่คติเตือนใจเฝือๆ แต่เป็นคำพูดจากคนที่ผ่านไฟมาแล้ว จนเหลือแต่ความจริงที่เรียบง่ายและทรงพลัง
ทำไมเราชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
การเปรียบเทียบไม่ใช่นิสัย แต่เป็น ‘ฟังก์ชันทางชีววิทยา’ ที่ถูกติดตั้งมาในสมอง มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ใช้ระบบเปรียบเทียบนี้ช่วยประเมินว่า ใครแข็งแรงกว่าเรา ใครอันตรายกว่าเรา ใครมีทรัพยากรมากกว่าเรา ใครเป็นภัยคุกคาม ไปจนถึงใครเป็นผู้นำที่ควรเดินตาม การเปรียบเทียบจึงเป็น ‘ระบบตรวจจับความเสี่ยง’ ของสมอง เพื่อให้ปรับตัวในสังคมที่เราอยู่ และสมองจะเปรียบเทียบโดยอัตโนมัติ แม้เราไม่อยากเปรียบเทียบก็ตาม
ระบบเปรียบเทียบในสมองมีหน้าที่ 2 อย่าง คือ
- Upward Comparison สมองจะสแกนหาคนที่เหนือกว่าเราในบางด้าน เป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้เราเรียนรู้และพัฒนาตนเอง หรือสมัยนี้เรียกว่า ‘be the better you’
- Downward Comparison สมองจะมองหาคนที่ด้อยกว่าเรา เพราะสมองหวังดี อยากให้เรารู้สึกดีขึ้น ไม่อยากเห็นเราเจ็บปวด
คู่เทียบที่โดนป่วนเพราะโซเชียลมีเดีย
สมองมนุษย์ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับช้าง มด หรือคนที่อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่จะเลือกคู่เทียบที่คิดว่า ‘อยู่ในระดับเดียวกัน’ ในอดีต เรามีคู่เทียบจำนวนจำกัด เช่น ครอบครัว เพื่อนบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน หรือดารานักร้องที่เห็นในสื่อหลักไม่ที่ช่องทาง แต่ทุกวันนี้ ระบบเปรียบเทียบในสมองของเราเรดาห์พังไปแล้ว เพราะมันทำงานหนักมากจากโลกออนไลน์ที่ทำให้สมองเห็น friends, followers, subscribers และชาวเน็ตหลายล้าน ‘ดูเหมือน’ อยู่ในลีกเดียวกับเราไปหมด เราเห็นชีวิตที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี เห็นความสำเร็จที่ถูกจัดวางอย่างสวยงาม เห็นหุ่นลีนหน้าเรียวที่ผ่านฟิลเตอร์หลายชั้น จนสมองหลงเชื่อว่า ‘นี่คือมาตรฐานที่เราควรไปให้ถึง’
ความเลวร้ายที่สุดอยู่ตรงนี้เอง คือสมองไม่ได้เลือกคนในโซเชียลมาแค่คนเดียวแล้วเปรียบเทียบกับตัวเรา แต่สมองดันทำงานดีจัด เปรียบเทียบกับ ‘จุดที่ดีที่สุดของหลายๆๆๆๆๆๆๆ คนรวมกัน’ ท้ายที่สุด เราคนเดียวจึงไปเทียบกับ ‘ทีมออลสตาร์สุดเพอร์เฟกต์รอบด้าน’ ที่ไม่มีอยู่จริง และระบบเปรียบเทียบจะขยันสุดเมื่อเรามีอารมณ์ลบ จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมบางคนชอบส่องโซเชียลแฟนเก่า ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าจะเจอภาพบาดใจ แต่สมองกลับรู้สึกว่า “เห็นมะ ฉันคิดถูกแล้ว”
“อย่าใช้ชีวิตแบบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น”
คิมแทฮยอง
คำพูดนี้ของวีคือตัวกระตุกสมอง ซึ่งจะช่วยให้เราหลุดออกจากวงจรเปรียบเทียบได้ก็ต่อเมื่อ…
1) ตั้งคำถามว่าเปรียบเทียบแบบนี้มันยุติธรรมหรือไม่?
ก่อนดำดิ่งสู่ลูปการเปรียบเทียบ เช่น “ทำไมเขาทำได้ ทำไมเขาดีกว่า ทำไมเขารวยกว่า” ขอให้ดึงสติสักแวบหนึ่งมาคิดว่า จริงๆ แล้วคำถามนี้ไม่ได้สะท้อนความจริง แต่สะท้อนภาพเพียง ‘เสี้ยวหนึ่ง’ ของชีวิตคนอื่นที่เราเห็น เพราะเวลาเลือกใครสักคนมาเป็นคู่เทียบกับเรา สมองไม่ได้เลือกอย่างมีเหตุผล แต่เลือกจาก ‘ภาพที่เห็น’ ซึ่งไม่ใช่ ‘ความจริงทั้งหมดที่เขาเป็น’ เราจึงมักเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ดูเหมือนดีพร้อมทุกอย่าง แต่เราไม่เคยรู้เบื้องหลังว่า เขาต้องแลกอะไรมาบ้างเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา
ในเมื่อเราเห็นผลลัพธ์ แต่ไม่เคยเห็นกระบวนการ การเปรียบเทียบจึงไม่ยุติธรรมตั้งแต่แรก เพราะมันคือการเอา ‘ตัวเราแบบเต็มๆ’ ไปเทียบกับ ‘ตัวเขาในแบบที่ถูกคัดเลือกมาแล้วอารมณ์ เหมือนเอารูปเราแบบ RAW ไปเทียบกับรูปคนอื่นที่ทั้งแต่งหน้า ทำผม จัดแสง รีทัช ใส่ฟิลเตอร์แบบจัดเต็ม
วีกับข้อคิดสะกิดใจ “อย่าเปรียบเทียบ”
2) จัดการอารมณ์ลบที่เป็นต้นเหตุ
ลองสังเกตสิว่า วันไหนแฮปปี้ เราแทบไม่แยแคร์ชาวบ้านเลย แต่วันไหนยม ทุกเรื่องทำให้เราสลิ้งแตกได้ง่ายๆ เช่น เมื่อการงานเจอมรสุม เรามักไปดูคนที่ประสบความสำเร็จ และรู้สึกว่าตัวเอง ‘ล้มเหลวกว่าเดิม’ วันที่รู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่าง เรามักส่องรูปอินฟลูหุ่นดี แล้วถามตัวเองว่า ‘ทำไมฉันไม่เป็นแบบนั้น’ วันนี้เหงาใจ เราไถฟีดคู่รักในโซเชียล แล้วรู้สึกว่าชีวิตตัวเอง ‘มีจิ๊กซอว์ที่หายไป’ การเปรียบเทียบจึงเป็นเรื่องของ ‘ใจเราในตอนนั้น’
สิ่งที่ต้องจัดการไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่คืออารมณ์ลบที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะเราเหนื่อย กังวล ไม่มั่นใจ รู้สึกตัวเองดีไม่พอ ฯลฯ เมื่อยอมรับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เสียงของการเปรียบเทียบจะเบาลงไปเอง โดยที่เราไม่ต้องแก้ปัญหา ‘ภายนอก’ เลยด้วยซ้ำ “ทุกคนควรใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง” คำพูดนี้ของวีมีน้ำหนักยิ่งขึ้นในยุคที่ข้อมูลล้นทะลัก จนสมองของเราถูกกระตุ้นมากเกินไป และกลายเป็นดาบสองคมมาทิ่มแทงใจเราเอง แต่ภายใต้สมองที่ถูกเร้าอย่างหนักนั้น ความสงบสุขยังคงอยู่ แค่เพียงถูกเสียงของการเปรียบเทียบกลบไว้ชั่วคราว
Text: Suphakdipa Poolsap

