‘Love Against Time’ รักต้องรีบ รายการเดตที่ทุกคนอาจ ‘ตาย’ ได้ทุกเมื่อ

รายการเดตเรียลลิตี้โชว์แนวใหม่ที่ผู้เข้าร่วม 8 รายในวัย 20 – 30 ปีมีแนวโน้มจะ ‘เสียชีวิต’ ได้ทุกเมื่อ! เมื่อทุกคนล้วนเป็นผู้ป่วยโรคหายาก โรคเรื้อรัง และโรคร้ายแรงต่างๆ อาทิ ลูคีเมีย มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งกระเพาะอาหาร  เนื้องอกในสมอง มะเร็งกระดูกชนิดหายาก ฯลฯ รายการเดตแนวใหม่นี้ไม่เพียงสะท้อนว่าคนวัยหนุ่มสาวป่วยเป็นโรคร้ายแรงเร็วขึ้น หรือเป็นกระดิ่งเตือนความไม่เที่ยงของชีวิต แต่ยังสะท้อนถึงความดิ้นรนของเกาหลีใต้ที่ทุกองคาพยพ ตั้งแต่รัฐบาลจนถึงพระสงฆ์องค์เจ้า ช่วยกันดันสุดฤทธิ์ให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น เพราะหาไม่แล้ว ต่อให้เป็นผู้กำหนดเทรนด์ความงาม อาหาร หนัง เพลง จนถึงเอไอของโลก แต่เกาหลีใต้เสี่ยงจะล่มจมจากสถานะประเทศอันดับ 1 ที่มีอัตราการเกิดใหม่น้อยที่สุดในโลก

เวลาไม่รอรัก

Love Against Time รายการเดตเรียลลิตี้ที่ผู้เข้าร่วมแลดูสุขภาพดี 8 คนในช่วงวัย 20–30 ปี ซึ่งคาดหวังถึงชีวิตหนุ่มสาวที่กำลังผลิบาน แต่แล้วพื้นที่เท้าของพวกเขากลับค่อยๆ กร่อนสลายในวินาทีที่หมอบอกพวกเขาว่า “คุณเป็นมะเร็ง” ในรายการจึงมีทั้งคนที่ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่ผลข้างเคียงจากการรักษาทำให้มีอาการปากและตาแห้งมากจนไม่มีน้ำตา คนที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารจนต้องผ่าตัดเอากระเพาะออกทั้งหมด และพิซซ่าสักชิ้นกลายเป็นสิ่งที่ทำได้แค่มอง คนที่เป็นเนื้องอกในสมองในจุดอันตรายซึ่งส่งผลให้สูญเสียการได้ยิน

ไปจนถึงคนที่ผ่านโรคมะเร็งกระดูกที่ต้นขาซึ่งทำให้การเดินเป็นเรื่องยาก “เวลาฉันเห็นคนอื่นเดินได้ปกติ ฉันมักจะคิดว่า “เขาช่างมีขาที่ดีเหลือเกิน” มินยอง ซึ่งหมอแจ้งข่าวโรคร้ายแก่เธอหนึ่งวันก่อนถึงวันเกิดปีที่ 14 กล่าว บางคน ‘หาย’ แล้ว (แต่พวกเขาไม่แน่ใจนักว่ามะเร็งจะกลับมาอีกเมื่อไร) บางคนต้องคอยใช้ยาหยอดตาที่ทำจากเลือดของตัวเอง บางคนต้องกลับไปรับคีโมหลังจากออกจากบ้านที่พวกเขาทั้งแปดต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ นั่นทำให้ผู้เข้าร่วมรายการมีแนวโน้มจะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ ผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจว่า หลังจากต่อรองกับความตายมาได้แล้ว ก็ขอเลือกใช้เวลาที่เหลืออยู่เจรจากับความรัก เป็นดั่งชื่อ Love Against Time ที่ความรักในรายการนี้หาใช่ความหวาน หากเป็นความหวังที่จำกัดด้วยเวลาที่พร้อมหยุดได้ทุกวินาที ผู้เข้าร่วมรายการยกคำพูดของหมอขึ้นมาว่า มะเร็งเหมือนโดนรถชน ค่าที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ในฐานะผู้ผ่านพบโรคร้าย ความรักต่างจากอุบัติเหตุตรงที่ว่า เขาอยากให้มันเกิดขึ้นตอนนี้…ก่อนจะสายเกินไป

ความรัก: ทรัพยากรที่ขาดแคลนที่สุด

ข้อมูลประชากรปี 2023–2025 ของเกาหลีใต้บ่งชี้ว่า ในปี 2023 มีจำนวนประชากร 49.8 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 101,000 คน อัตราแต่งงานอยู่ที่ 194,000 คู่ ลดลง 40% ในรอบ 10 ปี อัตราเกิด 0.72% ซึ่งต่ำที่สุดในโลก นั่นแปลว่า ถ้าประเทศต้องมีลูก 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน เพื่อให้ประชากรไม่ลดลง แต่เกาหลีใต้มีแค่เด็กเกิดใหม่แค่ 0.72 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน

นั่นเท่ากับว่า มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ 1 ใน 3 ของที่ควรจะมีประชากรเกาหลีใต้จะลดลงอย่างรวดเร็ว และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศจะไม่มีแรงงาน ไม่มีผู้บริโภค ไม่มีผู้เสียภาษี และไม่มีผู้ดูแลผู้สูงอายุในอนาคต

คนรุ่นใหม่ไร้รัก?

ไม่มีคำตอบเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยมะรุมมะตุ้มกัน ทั้งชั่วโมงทำงานยาวและการแข่งขันสูงจนไม่มีเอเนอร์จี้ไปคิดทำเรื่องอื่น ราคาบ้านสูงจนคนรุ่นใหม่หมดหวังจะมีบ้านเป็นของตัวเองได้ในชีวิตนี้ ค่าเลี้ยงดูเด็กที่แพงเกินจะมีปัญญาส่งเสียเลี้ยงดู คนหนุ่มสาวไม่มั่นใจและไม่มั่นคงพอจะสร้างครอบครัวอันเกิดจากความไม่แน่นอนของวิกฤตต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จนถึงสภาพภูมิอากาศโลก และไม่เพียงมะเร็ง ทว่า ‘ความโดดเดี่ยว’ ยังเป็นโรคระบาดเงียบของคนรุ่นเจนวายและเจนซี

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเกาหลีใต้ แต่แพร่ไปยังคนวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลก แม้แต่ ‘sogaeting’ หรือนัดบอดที่เพื่อนเป็นแม่สื่อให้ยังลดลง ส่วนแอปและบริษัทหาคู่มีภาพลักษณ์ไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานที่อยากมีความสัมพันธ์จริงจังและจริงใจ ส่วนการพบรักกันตามครรลองธรรมชาติ แบบเพื่อนแอบรักเพื่อน แอบชอบกันในที่ทำงาน ปิ๊งกันตามร้านกาแฟ เดินชนกันหน้าลิฟต์ ให้ยืมลิควิดตอนสอบ ฯลฯ โอกาสเกิดขึ้นแทบเป็นศูนย์ คนไม่ได้หมดศรัทธา แต่หมดพื้นที่จะพบโปเกมอนที่ชื่อว่า ‘ความรัก’

พระคุณเจ้าจับคู่

ที่วัดพุทธ Donghwasa Temple มีผู้สมัคร 1,602 คน แต่คัดเหลือเพียง 24 คน ที่ Naksan Temple มีผู้สมัคร 4,225 คน และงานที่ Sinheungsa Temple มีผู้สมัคร 2,620 คน พระสงฆ์ในวัดเหล่านี้จัดงาน Speed Dating ให้คนอยากหาคู่ได้มาจอยกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่โยคะคู่ เดตแบบปิดตา เดินเก็บขยะด้วยกัน ฯลฯ

คู่เดตถูกสร้างขึ้นโดยเอไอ

รายการใหม่ของ SBS ชื่อว่า My AI Partner: Strange Romance ตั้งโจทย์ใหญ่ร่วมสมัยว่า มนุษย์สามารถตกหลุมรัก AI ได้จริงหรือไม่ ผ่านการที่ผู้เข้าแข่งขันต้องโต้ตอบกับคู่เดตที่สร้างขึ้นโดยเอไอ เพื่อสำรวจว่าเอไอเข้าใจอารมณ์มนุษย์ได้ลึกแค่ไหน ความรู้สึกที่คนเรามีกับเอไอจะส่งผลต่อความสัมพันธ์จริงอย่างไร และในโลกที่คนไม่เดตกันแล้ว เอไอจะกลายเป็น ‘สนามทดลองรัก’ ได้หรือไม่

ความรักในผู้มีความบกพร่องทางพัฒนาการ

อีกหนึ่งตัวอย่างคือรายการ Monggeul Counseling Center ที่ดำเนินรายการโดยคู่รักในชีวิตจริง ขุ่นแม่อีฮโยริและสามี อีซังซุน คอยติดตามรักครั้งแรกของคนหนุ่มสาวที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ แม้หัวใจของรายการคือการจับคู่ แต่ลึกไปกว่านั้น คือการแผ่ขยายดินแดนให้กลุ่มคนต่างๆ ในสังคม นอกเหนือไปจากรายการเดตที่เต็มไปด้วยหนุ่มเฮี้ยวกับสาวฮอต ความรักของคนชายขอบเหล่านี้มักถูกมองข้าม แต่เกาหลีใต้หยิบมาทำให้ส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาประชากรหดตัว

ไม่ต้องเดตเองก็ฟินได้

ความนิยมของรายการเดตทุกรูปแบบ ตั้งแต่คนป่วยโรคร้าย เอไอ LGBTQIA+ ผู้มีความบกพร่องทางพัฒนาการ และอื่นๆ ที่คาดว่าจะตามมา สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งละว่า คนดูไม่ได้เดตในชีวิตจริง แต่เดตผ่านหน้าจอ รายการเดตเหล่านี้แปรสภาพเป็นเครื่องมือ ‘second-hand dating’ ที่ผู้ชมใช้ชดเชยความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปในชีวิตจริง และในทางกลับกัน รายการเดตคือเครื่องมือสร้างความใกล้ชิดแบบจำลอง เพื่อกระทุ้งให้คนลุกออกไปหารักอีกครั้ง

ใครกันแน่ที่ไม่เหลือเวลา

Love Against Time แสดงให้เห็นว่าความรักผลิบานได้แม้ในเงื้อมเงาของความตาย งานหาคู่ในวัดพุทธแสดงให้เห็นว่าความรักเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ รายการเดตโดยเอไอแสดงให้เห็นว่าความรักงอกงามได้แม้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ และ Monggeul Counseling Center แสดงให้เห็นว่าความรักควรเป็นเรื่อง inclusive ของทุกคน เกาหลีใต้กำลังสร้างระบบนิเวศของความสัมพันธ์ในรูปแบบไฮบริด ซึ่งไม่ได้บังคับให้คนรักกัน แต่พยายามทำให้การพบกันเป็นไปได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านศาสนา เทคโนโลยี ความบันเทิง หรือการออกแบบพื้นที่ทางสังคมรูปแบบใหม่

และความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่ แต่คือการทำให้คนหนุ่มสาวกลับมาเชื่ออีกครั้งว่าการมีใครสักคนเคียงข้างยังเป็นเรื่องที่มีความหมายเมื่อความหมายกลับมา ความรักจะหวนคืน เมื่อความรักพัดหวน ประเทศจะมีอนาคตอีกครั้ง แต่อย่าให้นานเกินรอ เพราะในบางกรณี Love Against Time.

Text: Suphakdipa Poolsap

Latest Posts

Don't Miss