หากจะพูดถึงละครที่ถูกจับตามองที่สุดในช่วงนี้ก็คงหนีไม่พ้น ‘สอดสร้อยมาลา’ ละครพีเรียดที่กลายเป็นกระแสตั้งแต่ทีเซอร์แรกเปิดตัว ด้วยเรื่องราวย้อนรอยประวัติศาสตร์ก่อนยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ถูกถ่ายทอดไปพร้อมกับปมความรักและจุดยืนทางอุดมการณ์ที่เข้มข้นและชวนติดตาม วันนี้สอดสร้อยมาลาพร้อมแล้วที่เป็นอีกหนึ่งจดหมายเหตุของประเทศไทย ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวสุดเข้มข้น นำโดย มาเบล สุชาดา, เอินเอิน ฟาติมา, กระทิง ขุนณรงค์ และ เข้ม หัสวีร์ ที่ในครั้งนี้พวกเขาและเธอได้มาเล่าถึงคาแร็กเตอร์ที่ได้รับ ตลอดจนประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้จากละครพีเรียดเรื่องนี้้ ผ่านบทสัมภาษณ์ในคอลัมน์ ELLE Crush ประจำเดือนพฤษภาคม มาทำความรู้จักทั้งตัวตนและตัวละครในเรื่องไปพร้อมกันกับแอลไทยแลนด์ได้เลย
มาเบล สุชาดา

ELLE: มาเบลกลับมาพบกับเราคราวนี้ในฐานะนักแสดง รู้สึกว่าตัวเองเอนจอยกับการแสดงขนาดไหนในตอนนี้?
MABEL: “เอนจอยค่ะ รู้สึกว่าเปิดรับมากๆ อยากเรียนรู้กับมัน สนุกทุกครั้งที่ได้แสดง และยังรักการร้องเพลงอยู่นะคะ มันเป็นสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่เรายังเด็กๆ แต่พอในเรื่องการแสดงรู้สึกว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ ท้าทายทุกครั้งที่ได้รับบทแปลกใหม่ อย่างเช่นในเรื่องนี้ หนูให้ทั้งหมดที่หนูมีแล้ว (อมยิ้ม) เต็มที่มากๆ”
ELLE: ดูจากตัวอย่างของละคร ‘สอดสร้อยมาลา’ เหมือนว่าบท ‘สร้อย’ จะเป็นบทที่ท้าทายอย่างมากเลยใช่ไหมสำหรับมาเบล?
MABEL: “เหมือนจะต่างจากที่เคยแสดงมาเยอะเลยค่ะ หมายถึงว่าการสื่อสาร วิธีการพูดจา หรือแม้แต่การแสดงอารมณ์ สีหน้า ด้วยความที่เป็นพีเรียด เราต้องนำเสนอในยุคนั้น ต้องมีเว้นวรรค คำพูดคำจาต้องชัดถ้อยชัดคำ ไม่สามารถพูดแบบสมัยนี้ได้ ปรับตัวค่อนข้างเยอะ ถ้าถามว่าทำการบ้านอย่างไร บางประโยคหนูพูดเป็นร้อยครั้งเลยค่ะ อัดเสียงตัวเองไว้ว่าโทนนี้พูดกับท่านหญิงยายเหมาะไหม คำราชาศัพท์นี้ต้องใช้น้ำเสียงไหน โทนไหน มันมีหลายรายละเอียดที่เราต้องใส่ใจเยอะมาก ถ่ายหนึ่งวันช่วงอายุจะไม่ซ้ำกันเลยค่ะ สมมติถ่ายตอนอายุ 17 ต้องทำเสียงอีกแบบ บุคลิกอีกแบบ ข้ามมา 20 ตอนกลาง 20 ตอนปลาย หรือ 30 ตอนต้น เราต้องทำการบ้านทุกคืนก่อนที่จะถ่ายทำ แล้วตัวละครสร้อยค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงไปทุกยุคสมัย มีเปลี่ยนอาชีพไปเรื่อยๆ”

ELLE: ช่วยบอกความรู้สึกที่ได้มาเล่นละครพีเรียดกับเอินเอินหน่อย ช่วงเวิร์กช็อปและการถ่ายทำจริงในกองเป็นอย่างไรบ้าง?
MABEL: “แรกๆ ที่เจอกับเอินเอินจะเป็นเวิร์กช็อปการรำ เราใหม่กันทั้งคู่ค่ะ ถ้าจะเป็นนางรำจริงๆ เราเริ่มจากศูนย์ทั้งคู่ เครียดมากเลยค่ะ วันแรกที่เวิร์กช็อปหนูทักไปบอกผู้จัดการเลยว่าหนูไม่น่าจะรอด บอกพี่โดม (จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม) ด้วยนะ มันเป็นงานแรกที่ถ้าหนูรับไปก็กลัวว่ารับแล้วจะทำได้ไม่ดี สารภาพกับพี่โดมโดยตรงเลย พี่เขาก็บอกว่าให้ลองก่อน แต่ใจหนูเหี่ยวแล้ว กลัวทำงานเขาได้ไม่ดี ด้วยการที่เราเป็นนักแสดงใหม่ด้วย แล้วตอนนั้นงาน PiXXiE ไม่ได้งดรับค่ะ กลัวไม่มีเวลาที่จะไปใส่ใจมากพอ แต่สุดท้ายเมื่อเรารู้สึกหนักแน่นแล้วว่าเราจะทำ ก็ทุ่มทุกอย่างที่มีให้กับบทสร้อยหมดเลย”


“พอถ่ายทำจริงก็เดินไปตามทางของมันที่ควรจะเป็น อุปสรรคคือการรำนี่แหละค่ะ เราเป็นนักเต้น นักร้อง เราไม่ได้เป็นนักรำ แล้วเพิ่งรู้ว่ามันต่างกันมาก นางรำต้องอาศัยการทำ จำ และฟัง ต้องฟังเสียงฉิ่ง ฟังเสียงที่เราไม่คุ้นเคย มันใหม่มากๆ เลยค่ะ แล้วเรื่องนี้มันมีศาสตร์นาฏศิลป์หลายอย่างที่เราต้องลงมือทำกับมัน ไม่ใช่ว่าเรา 2 คนต้องรำอย่างเดียวนะ อย่างสร้อยเองเขาไปในหลายอย่าง ก็เลยทำให้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาในการเป็นสร้อย หนูก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีเท่าที่ทุกคนคาดหวังไว้หรือไม่ (อมยิ้ม) แต่ว่าสำหรับหนูถ้านึกย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าได้ทำเต็มที่ในทุกครั้งที่ได้ทำมันแล้ว”
ELLE: อยากให้ผู้ชมติดตามเรื่อง ‘สอดสร้อยมาลา’ ในทิศทางไหน?
MABEL: “หนูอยากดูนะ เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่จะเล่าเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรา เล่าถึงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยในช่วงที่เรายังไม่เกิด เราไม่เคยฟังคำพูดฟังศัพท์ที่เราไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน มันใหม่สำหรับคนยุคใหม่มากๆ ศัพท์ในยุคนั้นมันมีอะไรที่น่าหลงใหลเยอะเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ศาสตร์นาฏศิลป์ บางศาสตร์ตัวหนูเองก็ไม่เคยรู้จัก เพิ่งจะรู้จักก็เมื่อได้มาเล่นเป็นสร้อย มันมีเสน่ห์ของมันมากๆ อยากชวนให้ทุกคนมาดูกันเยอะๆ ค่ะ ทุกอย่างดำเนินเรื่องเร็วและเข้าใจง่าย ทำให้คนในยุคหนูเข้าใจได้”
ELLE: เป้าหมายของมาเบลต่อจากนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
MABEL: “การเป็นศิลปินเป็นสิ่งที่หนูรักและเป็นความฝันของหนูอยู่แล้ว คงไม่ทิ้งแน่ๆ แต่การแสดงเป็นสิ่งใหม่ที่ได้เรียนรู้แล้วหนูชอบ อยากที่จะทำ อยากได้อะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาตลอดเวลา เวลาได้รับโอกาสอะไรมาหนูก็อยากที่จะทำมัน เพราะมันอาจมีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่รู้อีกก็ได้ อย่างเช่นบทนี้มันยากมากๆ แต่ถ้าไปเจอบทอื่นล่ะ เราไม่เคยลองทำ เราก็อยากทำมันอีกค่ะ พยายามทำทุกอย่างให้มันเต็มที่เท่าที่จะทำได้ให้มากที่สุดค่ะ
“ถ้าทางฝั่ง PiXXiE ตอนนี้เรากำลังทำอัลบั้มอยู่ค่ะ ซึ่งมีหลากหลายแนว เราเริ่มทำและใกล้ครบแล้ว ฝั่งการแสดงก็รอรับโอกาสใหม่ๆ อยู่ค่ะ (อมยิ้ม) พร้อมมากๆ พร้อมเรียนรู้ พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ค่ะ”

เอินเอิน ฟาติมา

ELLE: การได้ร่วมงาน ได้เดินทางไปชมโชว์ Celine ทำให้เอินเอินดูเป็นสาวแฟชั่นเต็มที่แล้วในตอนนี้ รู้สึกอย่างไรบ้าง?
EARNEARN: “ไม่รู้เลยค่ะว่าเรียกว่าสาวแฟชั่นเต็มตัว (อมยิ้ม) แต่ว่าดีใจค่ะ ครั้งนี้ที่ไปก็เป็น Celine Hiver 2026 ซึ่งเป็นการไปดูโชว์รอบที่ 3 ของหนูแล้ว ยังตื่นเต้นเหมือนเดิมแต่ว่าชิลขึ้น เรารู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง งานประมาณไหน แต่ตอนรอบแรกนี่สั่นตลอดค่ะ นั่งอยู่ในรถก็สั่น เหงื่อซก ตัวเย็น แต่รอบนี้โอเคแล้ว”
ELLE: ตัดภาพมาที่การมาเล่นละครพีเรียดเรื่องนี้ในบท ‘มาลา’ ดูคอนทราสต์กันมากเลย ช่วยเล่าถึงที่มาที่ไปหน่อย?
EARNEARN: “ก่อนที่จะมารับบทนี้ก็มีการแคสต์ค่ะ ก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าหนูจะได้ พี่สันต์ (สันต์ ศรีแก้วหล่อ — ผู้กำกับ) บอกเลยว่ายากมากนะสู้ไหม รำก็ต้องรำให้ได้เหมือนมืออาชีพ ยิ่งกว่านางรำทั่วไป เพราะว่าเราเป็นนางรำหลวง แล้วยังมีเรื่องของยุคสมัย หนูต้องเล่นตั้งแต่อายุ 16 จนประมาณ 40 ค่ะ เราเปลี่ยนหลายยุค คำศัพท์ที่ใช้ต่างๆ”

ELLE: การปะทะทางอารมณ์กับมาเบล ความท้าทายช่วงเวิร์กช็อปกับตอนถ่ายทำจริงเป็นอย่างไรบ้าง?
EARNEARN: “หนูตื่นเต้นมากค่ะ เพราะหนูปลื้มพี่มาเบลอยู่แล้ว อยากร่วมงานมานาน เคยเจอกันก็เกร็งๆ ทำฟอร์ม ไม่ค่อยกล้าทัก ไม่ค่อยกล้าพูด ได้เจอกันครั้งแรกเลยคือในคลาสรำ ต่างคนต่างตั้งใจกันมากๆ ได้เห็นการทำงานของกันและกัน ได้เห็นว่าพี่เขาตั้งใจมากๆ เราเลยต้องตั้งใจเพื่อไม่ให้เสียเวลาพี่เขา แรกๆ รู้สึกกดดัน ด้วยคาแร็กเตอร์ยากมากๆ สำหรับเอินเอิน คนละแบบกันเลย มาลาเขาเรียบร้อยมาก แต่หนูไม่มีความเป็นมาลาอยู่ในตัวเลย การพูด ความคิด หรือการแสดงออกของท่าทางก็ไม่ใช่”


“เรื่องนี้พี่สันต์ช่วยไว้เยอะมากค่ะ ต้องขอบคุณจริงๆ ตั้งแต่ถ่ายโปสเตอร์เขาบอกให้ยิ้มสิ หนูก็ยิ้ม เขาบอกมาลาไม่ยิ้มแบบนี้ ต้องยิ้มด้วยตาเท่านั้นแต่ไม่เห็นฟัน คือยาก (ลากเสียงยาว) มันจะมีท้ายๆ เรื่องที่ท้าทายหนูอยู่เหมือนกันค่ะที่มาลาถึงจุดสูงสุดของการทนไม่ไหว ลองติดตามดูนะคะ จริงๆ ด้วยบทมาลามันค่อนข้างที่จะแบน แต่เราต้องคิดว่าจะเล่นอย่างไรให้ดูมีอะไร อุดมคติของเขาจะอยู่ในกรอบนิดหนึ่ง ซึ่งมันขัดกับตัวเอินเอินตลอดเวลา เวลาที่หนูเล่นจะเหนื่อยมากค่ะ แต่ต้องหาเหตุผลเพื่อที่จะทำให้นำพาตัวละครไปได้”
ELLE: อยากให้ผู้ชมติดตามเรื่อง ‘สอดสร้อยมาลา’ ในทิศทางไหน?
EARNEARN: “เราเน้นไปในทางศิลปวัฒนธรรมไทยค่อนข้างที่จะเยอะค่ะ หนูกับพี่มาเบลทำโชว์กันเยอะมาก มันยากสำหรับพวกเรา เพราะว่าเราเป็นเด็กรุ่นใหม่ ไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งเราจะมาเกี่ยวข้องกับการรำ เล่นลิเก ถ้าเด็กๆ ได้ดูมันจะเหมือนได้เรียนประวัติศาตร์ไปด้วยในแบบที่ทำให้ทุกคนสนุกมากขึ้น การรำตัวพระตัวนางมันสนุกไม่น้อยไปกว่าการเต้นเลย ถ้าได้ลองแล้วจะหลงรักอย่างที่หนูเป็น สนุกจริง หนูชอบ (อมยิ้ม)”
ELLE: เป้าหมายของเอินเอินจากนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
EARNEARN: “ตอนนี้ก็เข้าวงการมาจะ 5 ปีแล้ว แต่สำหรับหนูยังถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นอยู่นะคะ ด้านการแสดงก็อยากจะไปเป็นนักแสดงที่จีนด้วย อยากโกอินเตอร์ ไม่ได้อยากหยุดตัวเองอยู่แค่ในไทย หนูมีไปจีนเพื่อไปเรียนภาษาด้วยค่ะเป็นเวลา 1 เดือน อย่างน้อยให้พูดได้ สื่อสารได้ ส่วนด้านแฟชั่นก็ยังอยากไปให้ไกลกว่านี้ค่ะ”

กระทิง ขุนณรงค์

ELLE: เหมือนว่าปีนี้เราจะได้เห็นผลงานด้านการแสดงจากกระทิงเยอะเลย มีทักษะอะไรที่กระทิงต้องกลับมาปัดฝุ่นใหม่บ้างไหม?
KRATING: “จริงๆ ก็ไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้นหรอกครับ มีที่ถ่ายไว้หลายปีแล้วแต่เพิ่งมาออนแอร์ปีนี้ ผมไม่ได้คิดในเรื่องนั้นไว้เลยครับ เพราะจริงๆ ผมทำงานอยู่ตลอด ถ้าเวลาเราพักไปแป๊บหนึ่งจะรู้สึกประหม่านิดหนึ่ง ตื่นเต้นกว่าปกตินิดหน่อย แต่ทุกครั้งที่ผมเข้าฉากผมก็ตื่นเต้นตลอดอยู่แล้ว (อมยิ้ม) ผมเลยไม่ได้มองว่ามันต้องมาแคะทักษะใหม่ไหม ผมรู้สึกว่าเหมือนอาชีพเรามันเริ่มจากศูนย์ตลอด เริ่มเรื่องใหม่ผมก็ต้องไปเรียนรู้ใหม่ ถึงเวลาก็ต้องทำให้มันเต็มที่จะได้ไม่ต้องเสียดายเวลาที่ผลงานออกไป”
ELLE: หลังจากรู้ว่าต้องรับบท ‘ท่านชายราม’ ในเรื่อง ‘สอดสร้อยมาลา’ รู้สึกอย่างไรบ้าง และต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
KRATING: “ตอนแรกที่รู้ว่าได้รับบทนี้ตื่นเต้นมากๆ ครับ มันเป็นบทที่ไกลตัว เพราะผมไม่เคยเล่นแนวนี้มาก่อน ด้วยการที่เป็นท่านชายรามที่โตมาจากในวัง ก็ไกลตัว เราก็ต้องพยายามดูเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องการปกครองว่าสมัยนั้นเขาคิดอย่างไร แบบแผนที่เขามองโลก สังคมตอนนั้นเป็นอย่างไร ได้เรียนรู้จากการที่เวิร์กช็อปด้วยกัน ทั้งในเรื่องแบ็กกราวนด์ของตัวละคร เรื่องประวัติศาสตร์ ผมก็เพิ่งได้รู้ว่า อ๋อ เขามองโลกแบบนี้นะ ต่างจากยุคที่เราเป็นอยู่มากๆ สมัยเราดูพวกทีวี แพลตฟอร์มทาง อินเทอร์เน็ต แต่สมัยนั้นจะเป็นละครหลวง พัฒนามาเรื่อยๆ เป็นละครร้อง แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นละครวิทยุอะไรแบบนี้ จะได้เห็นว่าวัฒนธรรมเราเปลี่ยนไปอย่างไร”
ELLE: ภายในกองส่วนไหนท้าทายมากที่สุดสำหรับกระทิง?
KRATING: “ส่วนใหญ่ผมจะได้เข้าฉากกับทั้ง 3 คนนั่นแหละครับ หลักๆ จะได้เข้าฉากกับพี่เข้มและเอินเอิน พี่เข้มที่รับบทเป็นหมวดพร้อมจะเป็นคนที่สนิทกับผม ไปเรียนที่อังกฤษมาด้วยกัน แต่เขาเป็นทหาร ส่วนผมเป็นคนในวัง เป็นท่านชาย แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน ด้วยจุดยืนที่ผมเป็นฝั่งที่อยู่ในวัง ส่วนเขาเป็นทหาร แล้วเกิดเรื่องการปฏิวัติ เราเลยต้องยืนด้วยอุดมการณ์ของเรา ความเป็นเพื่อนของเรายังอยู่ แต่เราขัดแย้งในเรื่องของอุดมการณ์กันแค่นั้นเอง”


“ความยากของเรื่องนี้คือเรื่องบทพูด บางทีเราไม่เข้าใจความหมายสักเท่าไร ชีวิตจริงเราไม่ได้ใช้ ถ้าเรื่องราวในยุคปัจจุบันเรายังพอมีที่เราเข้าใจเพราะเราเคยสัมผัสมา แต่เรื่องนี้เราได้ยินจากสิ่งที่คนเล่าต่อๆ กันมาว่าสมัยก่อนเขามองแบบนั้นแบบนี้ เราก็ต้องจำลองเอาตัวเองเข้าไปในสถานการณ์นั้นๆ ดูตอนเราเป็นท่านชาย ต้องลองใช้ชีวิตผ่านตัวละคร และยังมีเรื่องการปฏิบัติตัว เหมือนผมไม่รู้เลยว่าเราต้องปฏิบัติกับคนอื่นอย่างไรในฐานะที่เป็นท่านชาย คนอื่นจะปฏิบัติกับผมอย่างไร แล้วผมต้องตอบรับแบบไหน ทุกคนก้มหัว ทำความเคารพเราเพราะอยู่ในฐานะเจ้านายกับราษฎร เราต้องแสดงท่าทีกลับไปให้เขาอย่างไร แล้วผมกับพี่เข้มที่กลับมาจากอังกฤษเนี่ย แรกเริ่มเรากลับมาพร้อมเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อพัฒเรานาประเทศให้เจริญเหมือนบ้านเมืองเขา แต่บทบาทเราทั้งคู่ในการพัฒนาจะแตกต่างกันออกไป เขาจะเป็นในด้านทหาร ผมจะเป็นในด้านเจ้านาย”
ELLE: อยากให้ผู้ชมติดตามเรื่อง ‘สอดสร้อยมาลา’ ในทิศทางไหน?
KRATING: “เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าสนุกมากๆ ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งการถ่ายทำ เวิร์กช็อป ต้องเข้าฉากถึงจะสัมผัสได้ว่า อ๋อ สถานการณ์มันเป็นแบบนี้ คลิกในเรื่องของมุมมองก็ในตอนที่ได้ถ่ายทำ เรื่องนี้สอนให้ผมได้เรียนรู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ในสมัยก่อนมันเกิดขึ้นได้อย่างไร”
ELLE: ที่ผ่านมาเราเห็นกระทิงในการเป็นหนุ่มนักบาสฯ หนุ่มสายเซอร์ หนุ่มเดินป่า รวมถึงหนุ่มนักแสดงเจ้าบทบาท จากนี้กระทิงวางแผนให้ตัวเองอย่างบ้าง?
KRATING: ผมตั้งเป้ากับอาชีพนักแสดงไว้ก่อนครับ ตั้งเป้าว่า 3-4 ปีผมต้องมีสิ่งที่ผมประสบความสำเร็จได้ด้วยอาชีพนักแสดงของตัวเอง มีเรื่องที่ทุกคนชื่นชอบ มีบทบาทที่หลากหลายขึ้น แค่นั้นก็เป็นความสำเร็จด้านอาชีพนักแสดงแล้ว เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะเลิกทำเมื่อไร จะได้มีโอกาสอยู่อีกไหม”

เข้ม หัสวีร์

ELLE: สำหรับน้องใหม่ของช่อง ONE31 ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรบ้าง?
KEM: “ยังเป็นน้องใหม่ได้อยู่มั้งครับ (หัวเราะ) ถ้าในเรื่องของการถ่ายทำไม่มีปัญหา เพราะว่ายังคงทำงานออกกองตามปกติที่เคยทำมา แต่ที่นี่หลังบ้านค่อนข้างจะแตกต่างในเรื่องของการเวิร์กช็อปในสิ่งที่เราไม่เคยเจอ การคุยถึงตัวละคร เป้าหมาย อิสระทางความคิดว่าอยากจะทำอยากจะอยู่ในบทบาทไหน เรามีเป้าหมายในสิ่งที่อยากจะทำก่อนจะเปลี่ยนที่อยู่แล้ว พอมาที่นี่ก็แทบจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรในส่วนของเรา เหมือนแค่คิดถึงสิ่งที่เราอยากจะเพิ่มเติมให้กันและกันในเรื่องของการทำงานครับ”
ELLE: หลังจากแยกย้ายกันไปเติบโตกับน้องร่วมค่ายคนสนิทอย่างยูโร-ยศวรรธน์ ได้อัพเดตชีวิตกันอย่างไรบ้าง?
KEM: “เรื่อยๆ เลยครับ เวลามีอะไรที่เราสามารถให้คำปรึกษาได้เราก็คุยกัน ส่วนใหญ่กับยูโรเราจะคุยกันอยู่เรื่อยๆ อัพเดตทุกเรื่องราวในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนต้องเดินทาง ผมต้องทำงาน รูปแบบการทำงานมันค่อนข้างต่างกันออกไป เรานัดกินข้าวและพูดคุยกันค่อนข้างเยอะ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงและอนาคตของแต่ละคน อย่างช่วงไหนที่ทีมรักของเราเตะก็จะนัดกินข้าว ดูบอลกัน”
ELLE: จากแคสต์ทั้ง 4 คน ดูเหมือนว่าเข้มจะเป็นคนที่คุ้นเคยกับสไตล์ของละครพีเรียดมากที่สุดหรือเปล่า แล้วเรื่องนี้มีความเหมือนหรือต่างจากที่แสดงมาอย่างไร?
KEM: ไม่เลยนะครับ ไม่เคยเจอเลย ด้วยยุคสมัยมันจะเริ่มตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 6 เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 9 เป็นอะไรใหม่ๆ ผมเชื่อว่าน่าจะสำหรับทุกคนเลย ไม่ว่าจะพี่กระทิง น้องมาเบล น้องเอินเอิน ดูเหมือนผมจะมาทางพีเรียดแต่ไม่เคยได้เล่นพีเรียดเลย ต้องมาเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของแต่ละรัชกาล ต้องเวิร์กช็อปเพิ่มเติมเยอะอยู่เหมือนกัน ในบทจะเป็นคนที่เติบโตใกล้วังเลยต้องใช้คำราชาศัพท์ คำว่า ‘ครับ’ มาในช่วงไหน คำว่า ‘ขอบคุณ’ หรือ ‘สวัสดี’ มาในช่วงไหนอะไรแบบนี้ครับ ช่วงเวิร์ก ช็อปเลยจะเข้มข้นมาก ด้วยตัวละครของผมจะเป็นคนที่หัวสมัยใหม่ในการพัฒนาประเทศ ถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษกับท่านชายซึ่งคือพี่กระทิง กลับมาพร้อมกัน แล้วมีเป้าหมายและอุดมการณ์เดียวกันว่าอยากจะมาพัฒนาประเทศให้เท่าเทียม องค์ประกอบหลายอย่างที่เราทำได้และทำไม่ได้ ก็ต้องไปดูในละครครับ”


ELLE: บทบาทของ ‘หมวดพร้อม’ มีความท้าทายอย่างไรบ้าง?
KEM: ควบคู่ไปกับเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองคือเรื่องของความรักและศิลปวัฒนธรรม เรื่องนี้จะได้เห็นวิวัฒนาการของการรำสู่ละคร สู่ภาพยนตร์ สู่ทีวี ต้องเปลี่ยนความรู้สึกในแทบจะทุกตอน เพราะว่าการเติบโตของหมวดพร้อมเนี่ยค่อนข้างที่จะเร็วมากๆ แล้วเรื่องนี้เดินเรื่องเร็วมากๆ บางทีเรายังจำช่วงอายุเราไม่ได้ เลยต้องถามพี่สันต์ว่าพอจากผู้หมวดแล้วมาเปลี่ยนเป็นผู้กอง อายุเราเปลี่ยนผ่านไปแค่ไหน แล้วเรื่องความรักเราต้องปักธงไว้ที่อะไร ความโชคดีคือตัวบทนั้นเสร็จก่อนที่จะถ่ายทำ พอบทมาครบเราก็จะสามารถไล่เรื่องราวได้ค่อนข้างแม่นว่าตอนนี้เราอยู่ที่ตรงไหน ช่วงนี้เราไปทำอะไร ถ้าถามถึงความยาก ผมว่ายากแทบทุกช่วงเลย มันเริ่มต้นจากคนอายุ 28 ไปจบที่อายุ 45 จากนั้นจะเป็นรุ่นใหญ่เลย มีพี่อู๋ (ธนากร โปษยานนท์), พี่หมิว (ลลิตา ปัญโญภาส) และพี่แหม่ม (คัทลียา แมคอินทอช) ตัวผมที่เล่นตัวละครนี้ต้องดูว่าภาวะทางอารมณ์หรือวุฒิภาวะนั้นอยู่ที่ตรงไหน มันเลยยากไปเสียทั้งหมด ต้องผ่านการทะเลาะวิวาทกับเพื่อนรัก ความรัก และอุดมการณ์ที่ไปคนละทิศละทางกัน พูดต่อหน้าคนรักอย่างหนึ่งแต่ในใจเรายังค้ำอยู่กับอุดมการณ์ส่วนตัว ต้องซ่อนความรู้สึกของการเป็นมนุษย์เยอะ มันต้องเล่นหลายชั้นมากๆ”

“พี่สันต์ต้องมาคุยให้ไปในทิศทางเดียวกัน บางวันตะโกนใส่กัน ต้องทำให้ทุกอย่างมันจบในซีนนั้นๆ เราเห็นภาพเป็นแบบนี้ แต่สิ่งที่พี่สันต์เขาต้องการคืออะไร บางทีจูนกันนาน ผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ผมเล่นมาเหมือนกัน แม้ไม่บ่อยมาก แต่มันจะมีตอนที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วงเวลามันหายไป พอเรากลับมาต่อแล้วมันจะต่อยาก”
ELLE: อยากให้ผู้ชมติดตามเรื่อง ‘สอดสร้อยมาลา’ ในทิศทางไหน?
KEM: “จะได้เห็นยุคสมัยที่เรายกมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองเราบ้าง กับศิลปวัฒนธรรมบางอย่าง การปกครองในสมัยนั้นเป็นอย่างไร ทุกคนจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้อยู่ในเรื่องสอดสร้อยมาลา ความเข้มข้นมีอยู่ทุกตอนเลยครับ ผมเชื่อว่าหลายคนอาจไม่รู้ประวัติศาสตร์ไทยที่แท้จริง เรื่องนี้จะทำให้ทุกคนได้เข้าใจว่าแต่ละยุคสมัยของรัชกาลเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในตอนที่เราเกิดไม่ทัน ส่วนคนที่เกิดทันบางทีอยู่นอกวังก็อาจไม่รู้เรื่อง เนื้อเรื่องเข้าใจได้ง่ายครับ ดำเนินเรื่องด้วยความรัก…และความดราม่า (หัวเราะ) เรื่องราวต่างๆ จะสอดแทรกไปตั้งแต่อีพีแรกเลย จะรู้เรื่องเลยว่ากำลังพูดถึงอะไร แต่แค่จะเดาทิศทางไม่ได้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคืออะไร”


