เปิดบทสัมภาษณ์ของ เจนเย่ เมธิกา กับความฝัน ความไม่แน่นอน และบทใหม่ที่เธอเป็นคนเขียนเอง

หากชีวิตแบ่งออกเป็นหลาย episode ‘เจนเย่–เมธิกา จีนรภัทร’ กำลังอยู่ในบทที่ไม่มีสคริปต์บอกล่วงหน้าว่าฉากต่อไปจะพาเธอไปทางไหน หลังตัดสินใจก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคยที่อยู่มานานกว่า 8 ปี เธอได้พบทั้งโอกาสใหม่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความฝัน ไปจนถึงความสำเร็จที่เกินกว่าจะเคยจินตนาการ แต่ในอีกด้าน การยืนด้วยตัวเองก็นำมาซึ่งความไม่แน่นอนและคำถามครั้งสำคัญถึงเส้นทางข้างหน้า ELLE จึงชวนเจนเย่มาเปิดใจถึงชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่าน วันที่เธอกำลังเรียนรู้ว่าความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงการไปให้ไกลกว่าเดิมเสมอไป หากคือการมีความสุขในทุกๆ วัน รักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ และยังคงกล้าที่จะเดินหน้าสู่บทต่อไปของชีวิต

ELLE: ช่วงนี้ถือว่าเป็น episode ไหนของชีวิตเจนเย่?

Janeyeh: อยู่ในเฟสที่เจอปัญหาค่ะ (หัวเราะ) อยู่ในเฟสที่เราประสบความสำเร็จประมาณหนึ่ง แล้วก็จะเจอปัญหาหลากหลายปัญหาเพราะว่าด้วยการที่เราออกมาอยู่คนเดียว ต้องจัดการอะไรคนเดียว แล้วพอแก้ปัญหาผิด เลยไม่รู้ว่าต้องไปทางไหนต่อ เป็น turning point เหมือนกันค่ะว่าต่อจากนี้หนูจะไปยังไงต่อ ให้มันไกลกว่านี้ หมายถึงว่าเส้นทางที่มันมั่นคงกว่านี้ เพราะรู้สึกว่าตอนนี้ค่อนข้างโคลงเคลง พอดีว่าเป็น family-based คือให้พี่สาวช่วยดู พี่เขยช่วยดู แม่ช่วยดู มันเป็นการทำงานในครอบครัวซึ่งมีข้อดี มีข้อเสีย ตอนนี้กำลังปรับโครงสร้างกันอยู่ค่ะ

ส่วนอีพี 1 ของหนูน่าจะเป็นช่วงที่เข้าวงการ ตอนที่ประกวดมิสทีน คือเป็นคนที่ไม่ได้อยากเข้าวงการเลย ไม่มีความคิดเลย แต่ว่าทุกอย่างมันพาให้เรามาเส้นนี้จนได้ ได้ไปแคสต์ซีรี่ส์กับเพื่อนแล้วดันได้ จนวันหนึ่งได้โอกาสเข้า GMMTV แล้วอยู่มา 8 ปี คือช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตมันมั่นคงค่ะ กราฟมันจะนิ่งมากกก เรามีงานทุกๆ ปี ได้เล่นซีรี่ส์ จุดพลิกผันคืออยู่มา 8 ปีแล้วรู้สึกว่าลองออกจากคอมฟอร์ตโซนดู จริงๆ อยู่ในค่ายดีมากๆ ทุกคนดูแลดี วางแผนให้ทุกอย่าง จะไม่มีเจนเย่เลยถ้าไม่มี GMMTV คือชีวิตอยากลองอะไรที่ไม่กล้าจะทำดู ซึ่งเครียดมาก กว่าจะตัดสินใจได้ว่าจะออกมาก็ใช้เวลานานเป็นปีเหมือนกันค่ะ ไม่คิดว่าออกมาแล้วจะเจอโอกาสดีๆ ได้เล่นกับ Netflix ได้เล่นกับ GDH ซึ่งก็เป็นความฝันของหนูอยู่ด้วยเหมือนกัน

ELLE: จากรางวัลนาฏราชในสาขานักแสดงนำหญิงที่เพิ่งได้รับไป (จากเรื่อง สงคราม ส่งด่วน) ส่วนตัวแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?

Janeyeh: เอาจริงๆ ในใจหนูอะ 50/50 เลยว่าจะได้หรือไม่ได้ ไม่มั่นใจมากๆ กับรางวัลนี้ เพราะรู้สึกว่าด้วยบทก็อาจท้าทาย แต่ไม่รู้ว่าจะสู้คนอื่นในวงการได้มั้ย พอวันนั้นค่ะ ที่โต๊ะคือทุกคนได้รางวัลหมดแล้ว หนูเป็นรางวัลสุดท้าย คือถ้าตอนนั้นหนูไม่ได้น่าจะนอยด์เหมือนกัน กดดันมาก แล้วหนูก็ได้ (อมยิ้ม) โห… มันเกินกว่าที่หนูฝันไว้มากๆ ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รางวัลในฐานะนักแสดง คือเป็นคนไม่กล้าฝันใหญ่ค่ะ กลัวผิดหวัง พอได้มันก็เลยรู้สึกว่าเป็นรางวัลชีวิตของหนู ดีใจมากๆ

ณ ตอนที่รู้ว่าได้ รู้สึกช็อค เฮ้ย ฉันต้องขึ้นไปพูดอะไรใช่มั้ย? มีเตรียมอะไรคร่าวๆ ไว้แล้ว เผื่อไว้ว่าจะได้หรือไม่ได้ ในใจก็คิดว่าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คือเขาประกาศชื่อเมธิกา ทุกคนรอถ่ายหนูอยู่ แต่ทุกคนจำชื่อหนูไม่ได้เพราะเปลี่ยนชื่อมา อย่างพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) เนี่ยเงียบกริบเลย นึกว่าคนอื่นได้ เลยเป็นเรื่องตลก ณ วันนั้นเหมือนกัน

ELLE: ความสำเร็จของเจนเย่หน้าตาเป็นแบบไหน?

Janeyeh: ตอนนี้สำหรับหนูคือการมีสุขภาพจิตที่ดี มีความสุขไปเรื่อยๆ เลย แค่กลัวว่าทำงานบางอย่างไป ไปอยู่ในที่ที่เราไม่ควรอยู่แล้วมันจำทให้จิตใจเรา สุขภาพจิตเรามันแย่ ซึ่งมันจะคุ้มมั้ยถ้าเราประสบความสำเร็จ เรามีเงิน เรามีทุกอย่าง แต่สุขภาพเราแย่มาก ไม่มีความสุขเลยในปลายทางของเรา สำหรับหนู ความสำเร็จคือความสุขในทุกๆ วันนี่แหละ การที่เราพอกินพอใช้ อยู่กับครอบครัว ทุกคนแฮปปี้ สุขภาพดี

กลัวเสียความสดใสในตัวเรา แล้วกลัวว่าวันหนึ่งจะหลงทางแล้วเสียความเป็นตัวเองไป ถ้าเจอเรื่องน่ากลัวจะเอาตัวเองออกมาเลย บอกพี่เลยว่างั้นหนูไม่เอาแล้วตรงนี้ ขอไปฮีลตัวเองให้เสร็จก่อนดีกว่า

ELLE: สมมติว่าถ้าไปได้อยู่ ณ จุดนี้ คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?

Janeyeh: ถ้าจริงๆ เลย ตอนเด็กๆ อยากเป็นไอดอลเกาหลี (หัวเราะ) เคยไปออดิชั่นบ้างนะคะแต่ว่าไม่ติด นอกจากนั้นไม่เคยคิดเลยว่าจะทำอะไร เหมือนหนูใช้ชีวิตไปวันวัน ให้ชะตากรรมพาตัวเองไป ณ จุดจุดนี้ (อมยิ้ม) ถ้าให้คิดหนูคิดไม่ออกจริงๆ แต่มีแผนสำรองไว้ว่าถ้าหนูเป็นนักแสดงไม่รอด จะไปเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ หนูชอบแต่งหน้า เพราะหนูทำธุรกิจไม่เป็นด้วย ไม่ก็อาจจะทำเกี่ยวกับศิลปะ ทำเบื้องหลังอะไรแบบนี้ค่ะ

ELLE: ถ้าหากสามารถย้อนกลับไปคุยกับใครก็ได้ในอดีต จะพูดกับใคร พูดว่าอะไร?

Janeyeh: คงอยากพูดกับเพื่อนๆ ในวง SIZZY ค่ะ ถ้าย้อนกลับไปได้ก็อยากจะบอกว่า ‘ฉันรักพวกเธอนะเว้ย’ เหมือนเรามีอีกหลายๆ อย่างที่อยากทำด้วยกัน แต่เราไม่ได้มีโอกาส อยากจะบอกว่ารัก แล้วก็อยากจะเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคน

ELLE: มี skill พิเศษอะไรของตัวเองที่คนไม่ค่อยรู้บ้าง?

Janeyeh: เป็นคนค่อนข้างอ่านคนเก่ง อาจจะเพราะว่าเป็นนักแสดงมั้งคะ เหมือนหลังนี้ก็รู้สึกว่าเรามองคนขาดประมาณหนึ่ง อาจจะด้วย vibe ที่เขาส่งมา จะมีว่า เอ๊ะ คนนี้แปลกๆ คนนี้ไม่ใช่ละ อาจเพราะได้ไปเรียนแอ็กติ้งมาเพิ่มด้วย ครูก็จะให้วิเคราะห์ว่าคนคนนี้เป็นคนยังไง ต้องมองยังไง

ELLE: หากเปรียบชีวิตเป็นสีสัน ในปี 2026 นี้ จะประกอบไปด้วยสีอะไรบ้าง เพราะอะไร?

Janeyeh: ครี่งปีแรกน่าจะเป็นสีฟ้าๆ เหลืองๆ แบบฟ้า 30% เหลือง 30% ส่วนครึ่งปีหลังเนี่ยค่อนข้างเทาๆ แต่ไม่ถึงขั้นมืดมน เป็นเทาสัก 60% แล้วกันค่ะ คือเป็นช่วงที่ได้เจอปัญหาเยอะๆ แล้วเป็นปัญหาที่เราแก้ๆ ไม่ได้ ได้แต่ยอมรับ แล้วปล่อยวางกับมัน ซึ่งส่งผลต่อจิตใจหนูเยอะเหมือนกันที่เจอ ณ ตอนนี้ แต่ดีที่มีครอบครัว มีเพื่อน มีคนที่ให้กำลังใจเรา เข้าใจในตัวเราจริงๆ เลยรู้สึกว่า โอเค.. หนูขอฮีลตัวเองก่อน สู้ต่อ อยากจะสนใจแค่ตัวเอง คนที่หนูรัก และคนที่รักหนู อย่าไปสนใจคนที่คิดไม่ดีหรือไม่ชอบหนู เราถึงจุดที่ต้องเดินไปข้างหน้า และต้องแคร์ตัวเองให้มากๆ

ELLE: เพลย์ลิสต์ในตอนนี้ของเจนเย่

Janeyeh: เพลงตอนนี้ชอบเพลงใหม่ของ Ariana Grande อย่าง ‘I Hate That I Made You Love Me’ ชอบเพลงใหม่นี้มากกก ลึกมาก เหมือนตีความได้หลายๆ อย่าง ทำให้เราว้าวในตรงนั้น แต่ถ้าเป็นเพลงที่กลับไปฟังตลอดจะเป็นเพลงของ Fuji Kaze ค่ะ ชื่อว่า ‘Tabiji’ ค่ะ แปลว่า การเดินทาง รู้สึกว่าเพลงนี้ความหมายลึกมาก เขาเล่าว่าการเดินทางในชีวิตมันมีทั้งดีและร้าย คุณจะต้องเจอคนดีกับไม่ดี คุณจะต้องผ่านไปให้ได้เพราะมันเป็นการเดินทางของชีวิตอยู่แล้ว ให้ยอมรับ แล้วเดินต่อไป ทัชใจมากๆ จะกลับไปฟังตลอดเวลาที่ท้อ ส่วนหนัง จะเป็นคนดูหนังค่อนข้างเยอะค่ะ แต่ที่ชอบเป็น ‘About Time’ (2013) มันได้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง อย่างที่พระเอกย้อนเวลากลับไปได้ แต่เหมือนไม่มีอะไรแน่นอน สุดท้ายก็ต้องเดินต่อไป

ELLE: ความรู้สึกของเจนเย่ที่ได้เป็นคัฟเวอร์เกิร์ลของ ELLE และการได้ร่วมงานกับ Fendi 

Janeyeh: เป็นความฝันของหนูเหมือนกันนะคะ ว่าจะได้ขึ้นปก ELLE แบบขึ้นคนเดียว เป็นเกียรติมากๆ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ได้ ขอบคุณทาง Fendi ด้วยค่ะ จริงๆ ชอบคอลเล็กชั่นใหม่ของ Fendi มาก ด้วยความที่เปลี่ยนดีไซเนอร์มาก็ทำให้ได้กลิ่นอายใหม่ๆ ใส่ได้ในทุกๆ วัน แล้วได้มาเป็นส่วนในการนำเสนอในคอลเล็กชั่นนี้ก็ดีใจมากจริงๆ ค่ะ

ELLE: มีผลงานหรือโปรเจ็กต์อะไรต่อไปที่พอจะเปิดเผยได้บ้าง?

Janeyeh: หนูมีเพลง ทำขำๆ ค่ะ ไปฟังกันได้ (อมยิ้ม) เป็นเพลงไทยชื่อว่า ‘Apple Candy’ ค่ะ เป็นเพลงเต้นๆ แล้วก็มีเพลงจีนซึ่งน่าจะมีเอ็มวีเร็วๆนี้ แล้วก็จริงๆ หนูมี Birthday Tour ค่ะที่ทำเอง รู้สึกว่าวันเกิดเรา เราอยากมอบอะไรให้แฟนคลับ เลยทำเพลง 2 เพลงขึ้นมา ไม่ได้จริงจังมาก ยังเป็นนักแสดงเต็มตัวอยู่ (อมยิ้ม) ตอนนี้ยังมีหนัง คือปีหลังๆ อยากเน้นไปทางหนัง เพราะที่ผ่านมาหนูไม่เคยเล่นหนังเลย พอออกมาแล้วได้โอกาสดีๆ เราเลยอยากเจาะลึกในสายนี้ดู แต่ก่อนเล่นแต่ซีรี่ส์ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง พอเป็นหนังมันยากกว่าที่เราคิด เลยรู้สึกว่าเราจะเป็นมาสเตอร์สำหรับมันให้ได้ค่ะ มี 2 เรื่องที่ถ่ายเสร็จแล้ว ชื่อว่า ‘Phantom’ ค่ะ ที่ต้องพูดภาษาจีน ก็น่าจะปีหน้าได้ดู แล้วอีกเรื่องหนึ่งเป็นหนังไทยที่ยังไม่ประกาศซึ่งเกี่ยวกับ ‘วัว’ (หัวเราะ) เป็นอะไรใหม่ๆ มากๆ จากนี้ก็มีอีกค่ะ กำลังรอคุย ถ้ามีประกาศแล้วจะบอกอีกทีนะคะ

ELLE: ฝากถึงผู้ที่ติดตามและคอยสนุบสนุนเจนเย่สักหน่อย

Janeyeh: ขอบคุณมากๆ ที่รักและซัพพอร์ตมาเสมอ ดีใจมากที่หนูได้เป็นความสุขในชีวิตของหลายๆ คน ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวเราและคอยอยู่เคียงข้างเสมอค่ะ

Interviwer : Rachata Ratanavirotkul
Text: Wansuk Khongrasee
Photographer : Pathomporn Phueakphud
Fashion Director : Ice’o Panchiracharoen
Makeup : Worathep Yupensuk
Hair : Akkarachai Deedpin

Latest Posts

Don't Miss