L’ÉCOLE Nomadic School ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งอัญมณีโดยการสนับสนุนของ Van Cleef & Arpels

การสร้างสรรค์โรงเรียนสัญจร L’ÉCOLE Nomadic School โดยความร่วมมือระหว่าง L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts และเมซง Van Cleef & Arpels ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดแนวความคิดมาจากการจัดตั้งโรงเรียนถาวร L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีอยู่ใน 4 เมืองหลักทั่วโลก อย่าง กรุงปารีส ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และดูไบ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนและผู้ที่สนใจในโลกแห่งอัญมณีได้ร่วมค้นพบและศึกษาถึงเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ ตลอดจนการเดินทางที่อยู่เบื้องหลังความน่าหลงใหลของอัญมณี รวมถึงประเพณีและศิลปะงานฝีมือที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการรังสรรค์เครื่องประดับอัญมณีอันงดงามนับจากอดีตและยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 

โดยการเดินทางครั้งล่าสุดของโรงเรียนสัญจร L’ÉCOLE Nomadic School ซึ่งจัดขึ้นที่ Futura Seoul กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา และยังนับเป็นการจัดโรงเรียนสัญจรขึ้นครั้งแรกในประเทศเกาหลีใต้อีกด้วยนั้น เราได้มีโอกาสออกเดินทางไปร่วมสัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้และการศึกษาถึงหลากหลายเรื่องราวอันเป็นรากฐานสำคัญในการรังสรรค์เครื่องประดับอัญมณี ที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดคอร์สการเรียนรู้ทั้งหมด 102 รอบ ตลอด 3 สัปดาห์ของการจัดโรงเรียนสัญจรครั้งนี้ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวของอัญมณีล้ำค่าโดยอิงถึง 3 หัวข้อหลัก นับจากประวัติศาสตร์ของศิลปะเครื่องประดับ (Art History of Jewelry), อาณาจักรแห่งอัญมณี (The World of Gemstones) และทักษะความเชี่ยวชาญในงานฝีมือแขนงต่างๆ (Savoir-faire) และแบ่งออกเป็นคอร์สการเรียนรู้ 16 หัวข้อ พร้อมทั้งคอร์สปฏิบัติการงานฝีมือสำหรับเยาวชนอีก 4 คอร์ส และการบรรยายกึ่งสนทนากับผู้เชี่ยวชาญใน 4 ประเด็น นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วไปได้ร่วมสัมผัสถึงแก่นแท้ทางวัฒนธรรมแห่งเครื่องประดับและความน่าสนใจในโลกของอัญมณี

จากหลากหลายหัวข้อหลักๆ ที่ต่างก็น่าสนใจนี้ เรามีโอกาสได้เข้าชมตัวอย่างของคลาสต่างๆ ทั้งการค้นพบถึงประวัติศาสตร์การทำจิวเวลรี่ที่แต่ละยุคสมัยต่างก็ล้วนมีอิทธิพลและรูปแบบการรังสรรค์เชิงสัญลักษณ์แตกต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรม วิถีชีวิตและวิวัฒนาการตามกาลเวลา จนถึงคอร์สที่พาเราไปรู้จักกับต้นกำเนิดและโลกแห่งอัญมณี ไม่ว่าจะเป็น เพชร หรืออัญมณีสีต่างๆ และการได้เข้าชมคอร์สซึ่งสาธิตถึงขั้นตอนการทำงานของช่างอัญมณี รวมถึงงานหัตถศิลป์ที่ถูกคิดค้นและนำมาประยุกต์ใช้เพื่อรังสรรค์เครื่องประดับอันสวยงามทรงคุณค่าในหลากหลายรูปแบบ

โรงเรียนสัญจรครั้งนี้ยังผสมผสานไว้ด้วยประสบการณ์การสำรวจโลกของอัญมณีล้ำค่า อย่าง มรกต ผ่านนิทรรศการ Garden of Emeralds – Discover the Gemstones ซึ่งได้ถ่ายทอดถึงเนื้อหาเชิงลึกเกี่ยวกับความเป็นมาของมรกต การค้นพบและเสาะหามรกตชิ้นงามจากผืนโลก ไปจนถึงตัวอย่างของศิลปะเครื่องประดับมรกตที่นำเสนอทั้งความล้ำค่าและความประณีตของงานฝีมือ รวมถึงส่วนของนิทรรศการหัตถกรรมงานช่างทองเก่าแก่ อย่าง Torque ที่ผ่านกระบวนการรังสรรค์อันซับซ้อน โดยอาศัยทั้งเทคนิคและทักษะเชิงช่างศิลป์ของชาวเคลต์หรือเซลติกที่ปรากฏในประวัติศาสตร์มาแล้วกว่า 2,000 ปีก่อน

โดย Olivier Segura นักอัญมณีศาสตร์และผู้อำนวยการบริหารของ L’ÉCOLE Asia Pacific, School of Jewelry Arts ได้พูดคุยกับเราถึงโอกาสในการจัดโรงเรียนสัญจรขึ้นในเกาหลีใต้ครั้งนี้ว่า “การจัดโรงเรียนสัญจรครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง จากที่มีการลงทะเบียนเพื่อร่วมคอร์สทั้ง 102 รอบเต็มทั้งหมดนับตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ของการจัดงาน การเดินทางมาเกาหลีใต้ครั้งนี้ เราได้ค้นพบกับมุมมอง ความสนใจ และได้รับความรู้ใหม่ๆ ทั้งทางด้านงานฝีมือและศิลปะในท้องถิ่น อาทิ การทำเซรามิก หรือเครื่องเคลือบต่างๆ โดยเฉพาะงานหัตถศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับการรังสรรค์เครื่องประดับและอัญมณี ซึ่งนั่นถือเป็นกำไรที่เราได้รับกลับคืน นอกเหนือไปจากการได้เห็นว่าผู้คนในภูมิภาคนี้ต่างก็มีความสนใจในโลกแห่งอัญมณี และพร้อมที่จะเข้ามาเรียนรู้และศึกษามากขึ้นในรูปแบบของคอร์สต่างๆ ตลอดจนการสนทนาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในโลกแห่งเครื่องประดับและอัญมณีด้วย

โดยแม้ว่าแต่ละคอร์สอาจไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนต่างออกไปจากการจัดโรงเรียนสัญจรครั้งอื่นๆ เนื่องจากการเป็นการอ้างอิงกับโปรแกรมในโรงเรียนถาวรอยู่แล้ว แต่ในแต่ละครั้ง เราได้สร้างสรรค์นิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวของโลกแห่งอัญมณีขึ้นมาใหม่เและด้วยเนื้อหาที่แตกต่างกันไปเสมอ เช่นในครั้งนี้กับนิทรรศการ Garden of Emeralds – Discover the Gemstones และ Torque หรือการจัดเสวนากับผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อพิเศษ อย่าง ประวัติศาสตร์ของเครื่องประดับทองยุคอาณาจักรชิลลา (Silla) ที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและศิลปะในเกาหลี เป็นต้น” เขายังได้กล่าวต่อด้วยว่า “การจัดโรงเรียนสัญจรในเกาหลีใต้ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำเราไปสู่โอกาสของการจัดงานอื่นๆ ที่มากขึ้นในอนาคต รวมถึงการได้ร่วมมือกับองค์กรและสถาบันพันธมิตรต่างๆ เพื่อพัฒนารูปแบบของโรงเรียน กิจกรรมและการศึกษาด้านอัญมณีให้เติบโตต่อไปในภูมิภาคนี้” 

เมซง Van Cleef & Arpels ได้ให้การสนับสนุน L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts รวมถึงการจัดโรงเรียนสัญจรในแต่ละครั้งมาอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาโครงการต่อไปในอนาคต ซึ่ง Julie Clody Medina ประธานแห่ง Van Cleef & Arpels Asia Pacific ได้พูดถึงการจัดโรงเรียนสัญจรในครั้งนี้ รวมถึงบทบาทของเมซงในฐานะผู้สนับสนุนของ L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts ที่ผ่านมาว่า “การจัดโรงเรียนสัญจรขึ้นที่เกาหลีใต้ นับเป็นภารกิจที่เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งอีกครั้ง เพื่อจะได้ถ่ายทอดถึงเรื่องราวของอัญมณีและเครื่องประดับไปสู่วงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ทั้งในแง่ขององค์ความรู้ด้านอัญมณีศาสตร์ วัฒนธรรม งานฝีมือและศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์และทักษะความเชี่ยวชาญอีกมากมาย

โดยทั้ง L’ÉCOLE และเมซงเองต้องการสื่อสารไปสู่ผู้คนในหลากหลายพื้นที่และวัฒนธรรม ซึ่งแน่นอนว่า แต่ละพื้นที่ต่างก็มีมรดกทางประวัติศาสตร์และศิลปะด้านเครื่องประดับอัญมณีแตกต่างกันไป ซึ่งนั่นก็นับเป็นโอกาสที่ดีในการได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และวัฒนธรรมอันหลากหลายร่วมกันด้วย เหมือนกับครั้งนี้ที่เราได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้คนทั้งในท้องถิ่นและภูมิภาคในการเข้าร่วมคอร์สต่างๆ ของโรงงานสัญจร ซึ่งเหมือนกับหลายๆ ครั้งของการจัดงานและนิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็นในเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือประเทศไทย ที่เราได้เห็นถึงความสนใจและความหลงใหลในเครื่องประดับและอัญมณีของผู้คนในหลากหลายมุมมองมากขึ้น”

สำหรับการสนับสนุนอย่างแข็งขันของ Van Cleef & Arpels ที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาและถ่ายทอดความรู้ด้านอัญมณีร่วมกับ L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts เสมอมานั้น จูลี โคลดี เมดินา ได้เผยว่า “เป้าหมายที่สอดคล้องกันของเมซงและ L’ÉCOLE ทำให้เราทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของการถ่ายทอดความรู้ พัฒนาความเข้าใจในโลกแห่งอัญมณี และร่วมสร้างสรรค์ชุมชนสำหรับผู้ที่หลงใหลในอัญมณีได้ต่อไปในอนาคต ความร่วมมือนี้จึงมีคุณค่าเสมอ ทั้งในแง่ของการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์อันสำคัญในอดีต สู่การพัฒนาโลกแห่งอัญมณีในปัจจุบัน และส่งเสริมการเติบโตให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเข้าถึงผู้คนที่กว้างขวางมากขึ้นด้วย นั่นจึงนับเป็นบทบาทสำคัญของทั้งโรงเรียนถาวรทั้ง 4 แห่งของ L’ÉCOLE, School of Jewelry Arts รวมถึงโรงเรียนสัญจร และนิทรรศการที่สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับเมซง ซึ่งหลังจากนี้ เชื่อว่าเราจะได้มีโอกาสพบกับความหลากหลายและแนวทางการสร้างสรรค์รูปแบบของการนำเสนอองค์ความรู้ และความน่าสนใจของเครื่องประดับอัญมณีอีกมากมายที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือของเมซงกับโรงเรียนฯ และองค์กรในระดับภูมิภาคนี้ต่อไป”

ELLE Says:

The Diamond: A Gemological Exception เป็นหนึ่งในคลาสที่น่าสนใจของโครงการ Nomadic School in Korea ซึ่งเราได้มีโอกาสชมตัวอย่างของการถ่ายทอดความรู้หลากหลายแง่มุมของเพชร ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิวัฒนาการ องค์ประกอบทางเคมี รวมถึงคุณสมบัติและคุณลักษณะอันโดดเด่น จนถึงมุมมองอันลึกซึ้งถึงความพิเศษของเพชรในสายตาของนักอัญมณีศาสตร์ ซึ่งนั่นช่วยให้เราเข้าใจได้มากขึ้นถึงการเป็นตัวแทนของอัญมณีอันล้ำค่าเหนือกาลเวลานี้

Latest Posts

Don't Miss