สรุป 6 ประเด็นสำคัญบนรันเวย์ Paris Men’s Fashion Week SS27 ที่คุณไม่ควรพลาด

สำหรับแฟชั่นวีคผู้ชายประจำฤดูกาล Spring/Summer 2027 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป หากมิลานคีอการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นผู้ชาย ปารีสก็คงเป็นที่ทำให้สัญญาณเหล่านั้นชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทดลองด้านงานฝีมือ ไปจนถึงผลกระทบจากคลื่นความร้อนที่ทำให้วงการแฟชั่นต้องปรับตัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากโชว์ที่ยิ่งใหญ่หรือแขกแถวหน้าที่เต็มไปด้วยคนดัง ปารีสยังสะท้อนให้เห็นว่าแฟชั่นกำลังตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของสภาพอากาศ ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมของผู้บริโภค นี่คือ 6 ประเด็นสำคัญที่นิยาม Paris Men’s Fashion Week SS27

#1 Too Hot to Handle

หากมีสิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงพอๆ กับคอลเล็กชั่นบนรันเวย์ในฤดูกาลนี้ คงหนีไม่พ้นคลื่นความร้อนที่ปกคลุมกรุงปารีสตลอดทั้งสัปดาห์ ด้วยอุณหภูมิที่แตะเกือบ 40 องศาเซลเซียส จนกลายเป็นหนึ่งใน Paris Fashion Week ที่ร้อนที่สุดในรอบหลายปี ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแขกที่ต้องนั่งกลางแดดหรือสตรีตสไตล์ที่เต็มไปด้วยพัดและขวดน้ำ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการจัดโชว์ของหลายแบรนด์ Dior ตัดสินใจเลื่อนเวลาโชว์มาเป็นช่วงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อนที่สุดของวัน พร้อมเตรียมร่ม ผ้าเย็น และเครื่องดื่มไว้ต้อนรับแขก ขณะที่ Rick Owens ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องโชว์กลางแจ้ง ก็ปรับเวลาเช่นเดียวกัน พร้อมเปิดตัวผลงานร่วมกับ Adidas ที่นำเทคโนโลยี Climacool มาต่อยอดกับเสื้อผ้าและรองเท้า ตอกย้ำแนวคิดของการออกแบบที่ตอบรับสภาพอากาศสุดขั้ว

Dior Men’s Spring/Summer 2027

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจดูเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่แท้จริงแล้วกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะเป็นครั้งแรกๆ ที่ ‘สภาพภูมิอากาศ’ เข้ามามีบทบาทต่อการวางตารางปารีสอย่างชัดเจน จากเดิมที่ทุกอย่างถูกกำหนดด้วยปฏิทินธุรกิจ วันนี้ Climate Change ได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่แบรนด์ไม่อาจมองข้าม และอาจเป็นตัวแปรสำคัญของการจัดแฟชั่นโชว์ในอนาคต

#2 Beyond the Runway

Louis Vuitton Men’s Spring/Summer 2027

Louis Vuitton ภายใต้การนำของ Pharrell Williams ครั้งนี้ Pharrell เปลี่ยนรันเวย์ใจกลางปารีสให้กลายเป็นโลกอีกใบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ทั้งพื้นทราย น้ำตก โขดหิน และบรรยากาศแบบ West Coast ถ่ายทอดเรื่องราวของการเดินทาง วัฒนธรรมเซิร์ฟ และไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง พร้อมคลื่นยักษ์สูงกว่า 8 เมตร ภายใต้แนวคิด The Great Equalizer ที่ใช้ ‘น้ำ’ เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงผู้คนต่างวัฒนธรรม พร้อมสอดแทรกแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่านการรีไซเคิลวัสดุและโครงการฟื้นฟูแนวปะการัง มากกว่าจะเป็นเพียงฉากประกอบแฟชั่นโชว์สิ่งที่น่าสนใจคือในยุคที่ผู้ชมส่วนใหญ่รับชมแฟชั่นผ่านหน้าจอมือถือมากกว่าการนั่ง Front Row ฉาก แสง เสียง และประสบการณ์ของโชว์ กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญพอๆ กับตัวเสื้อผ้า ยิ่งรันเวย์สร้างภาพจำได้มากเท่าไร ก็ยิ่งถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นเท่านั้น

#3 Less Fabric, More Skin

มิลานส่งสัญญาณถึงการกลับมาของเสื้อผ้าที่เน้นสัดส่วน ปารีสก็ผลักแนวคิดนั้นไปอีกขั้น หลายแบรนด์เลือกใช้ผ้าโปร่งแสง (Transparent Dressing) งานที่เผยผิว กางเกงขาสั้นระดับไมโครชอร์ต และเสื้อเชิ้ตบางเบาที่แทบไม่ปกปิดร่างกาย กลายเป็นภาพที่เห็นได้ตลอดทั้งสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น Dior, Rick Owens, Dries Van Noten, Issey Miyake หรืออีกหลายแบรนด์ที่เลือกใช้ความโปร่งเบาเป็นภาษาหลักของฤดูร้อน

แต่เทรนด์นี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างความเซ็กซี่ หากยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นผู้ชายที่เปิดรับการแสดงออกหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เสื้อผ้ากำลังเลิกยึดติดกับกรอบของความแข็งแรงหรือความ Masculine แบบดั้งเดิม แล้วหันมาให้ความสำคัญกับความสบาย อิสระ และการแสดงตัวตนของผู้สวมใส่แทน เมื่อรวมเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนจัด เทรนด์การใช้ผ้าโปร่ง ซิลูเอตที่เบา และการเผยผิวมากขึ้น เป็นคำตอบของทั้งสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตในปัจจุบัน

#4 Craftsmanship Takes Center Stage

    ท่ามกลางการแข่งขันของไวรัลและคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย หลายแบรนด์กลับเลือกเล่าเรื่องผ่านสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการมองมากที่สุด นั่นคือ ‘งานฝีมือ’ ตั้งแต่งานปักด้วยลูกปัด งานปักลายดอกไม้ งานถัก เทคนิคการทอ ไปจนถึงการสร้างพื้นผิวที่ซับซ้อน ต่างปรากฏให้เห็นในหลายคอลเล็กชั่นตลอดทั้งสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น Dior, Givenchy, Dries Van Noten, Issey Miyake หรือ Louis Vuitton ที่ต่างหยิบศาสตร์ของงานช่างฝีมือมาเป็นหัวใจของการออกแบบ

    น่าสนใจว่าหลายแบรนด์ไม่ได้ใช้งานปักเพื่อสร้างความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่อง ทั้งการอ้างอิงงานศิลปะ งานหัตถกรรมพื้นถิ่น หรือแม้แต่การนำเทคนิคแบบ Haute Couture มาปรับใช้กับเสื้อผ้าผู้ชายมากขึ้น ในช่วงที่ตลาดลักชัวรีกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจ การกลับมาเน้นคุณค่าของงานฝีมือก็กลายเป็นอีกวิธีที่แบรนด์ใช้ตอกย้ำว่า สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังซื้อไม่ใช่เพียงเสื้อผ้า แต่คือเวลาหลายร้อยชั่วโมง ทักษะของช่างฝีมือ และคุณค่าที่ไม่สามารถผลิตซ้ำได้ด้วยเครื่องจักร

    #5 Walking on the Wild Side

    ในอดีตรองเท้าผู้ชายมักถูกจำกัดอยู่ในกรอบของสนีกเกอร์หรือรองเท้าหนังแบบคลาสสิก Paris Men’s Fashion Week SS27 ได้พิสูจน์แล้วว่า วันนี้รองเท้ากลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดีไซเนอร์กล้าทดลองมากที่สุด ตลอดทั้งสัปดาห์ เราได้เห็นรองเท้า PVC โปร่งใส วัสดุยางและเรซินที่ให้พื้นผิวแปลกตา รองเท้าทรงเกตะที่ถูกตีความใหม่ พื้นรองเท้าขนาดโอเวอร์ไซซ์ ไปจนถึงซิลูเอตที่แทบจะลบเส้นแบ่งระหว่างแฟชั่นกับประติมากรรม หลายแบรนด์ใช้รองเท้าเป็นจุดดึงสายตาของทั้งลุค มากกว่าจะทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องแต่งกายชิ้นสุดท้าย ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัสดุน้ำหนักเบา การพิมพ์สามมิติ หรือการร่วมงานกับแบรนด์สปอร์ต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารองเท้าในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องดีไซน์ แต่ยังแข่งขันกันด้วยนวัตกรรมและประสบการณ์การสวมใส่

    #6 Changing of the Guard

    นอกเหนือจากเทรนด์บนรันเวย์ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ Paris Men’s Fashion Week SS27 คือการได้เห็นแฟชั่นเฮาส์ระดับโลกทยอยเปิดตัววิสัยทัศน์ใหม่ของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งหลายโชว์ถูกจับตามองไม่ต่างจากการเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกของดีไซเนอร์ระดับตำนานในอดีต หนึ่งในนั้นคือ Givenchy ที่ Sarah Burton เปิดตัว Menswear คอลเล็กชั่นแรกอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ แม้ที่ผ่านมาเธอจะเคยออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายสำหรับพรมแดงอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้ถือเป็นการเผยวิสัยทัศน์ของเธอต่อแฟชั่นผู้ชายอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านงานเทเลอริ่งที่เฉียบคม รายละเอียดแบบกูตูร์ และการตีความโค้ดของ Givenchy ให้ร่วมสมัยขึ้น โดยยังคงรักษาความประณีตที่เป็นลายเซ็นของเธอมาตั้งแต่ยุค Alexander McQueen เอาไว้

    ขณะที่ Celine ก็เป็นอีกโชว์ที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน เมื่อ Michael Rider เลือกใช้ Paris Men’s Fashion Week เป็นเวทีสำหรับ Menswear Show แบบสแตนด์อโลนครั้งแรกของแบรนด์ ภายใต้การนำของเขา หลังจากก่อนหน้านี้ Celine นำเสนอคอลเล็กชั่นในรูปแบบ Co-ed มาโดยตลอด การกลับมาจัดโชว์ผู้ชายอย่างเต็มรูปแบบจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า Rider ต้องการสร้างภาษาใหม่ให้กับ Celine พร้อมผสมผสานอิทธิพลจากยุค Phoebe Philo และ Hedi Slimane เข้ากับมุมมองของตัวเอง จนหลายสื่อมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของ Celine อย่างแท้จริง

    Latest Posts

    Don't Miss