ไม่ว่าคุณจะมีผิวแบบใด การเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวคือกุญแจสำคัญในการมีผิวที่สุขภาพดี เพื่อผลลัพธ์ผิวชุ่มชื่น สมดุล ไม่แห้งกร้าน ไม่ขาดน้ำ และห่างไกลจากริ้วรอยแห่งวัยที่มักเกิดจากการสูญเสียความชุ่มชื่น แต่แม้ว่าจะบำรุงด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์แล้ว ผิวกลับไม่ดีขึ้นหรืออาจจะแย่ลงกว่าเดิม ก็อาจเป็นเพราะการเลือกประเภทมอยส์เจอร์ไรเซอร์ไม่ตรงกับสภาพผิวก็เป็นได้
ผิวธรรมดา
สำหรับผู้ที่มีผิวธรรมดาและยังไม่พบสัญญาณแห่งวัยอย่างชัดเจน การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อโลชั่นที่เบาสบายดูแลผิวหน้าในชีวิตประจำวันถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะผิวยังมีความสมดุล ไม่แห้งและไม่มันจนเกินไป แต่หากจะไม่บำรุงเลยก็อาจทำให้ผิวเริ่มสูญเสียความชุ่มชื่นได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ก็อาจจะค่อยๆ ลองเปลี่ยนมาใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อครีมที่เข้มข้นขึ้น
ผิวแห้ง
ในคนผิวแห้งการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อโลชั่นหรือเนื้อบางเบาอาจไม่เพียงพอ เพราะอาจไม่สามารถเติมความชุ่มชื่นได้มากพอ จึงควรมองหามอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อครีมที่มีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและกักเก็บน้ำไว้บนผิวไม่ให้แห้งกร้านได้ดีกว่า เพราะเมื่อผิวแห้งมาก อาจส่งผลถึงการระคายเคืองและแดงของผิวได้ ดังนั้นสำหรับใครที่มีผิวแห้ง มอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อครีมจะตอบโจทย์มากกว่า
ผิวมัน
หลายคนที่มีผิวมันมักเข้าใจผิดว่าควรหลีกเลี่ยงมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เพราะกลัวทำให้หน้ามันมากขึ้นหรือเกิดสิว แต่แท้จริงแล้วสาเหตุหนึ่งของผิวมันคือการขาดน้ำ จึงทำให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากเพื่อชดเชยนั่นเอง ดังนั้นแล้วจึงควรบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอ แต่ควรเลือกเนื้อบางเบาแบบเจลที่ซึมซาบสู่ผิวได้เร็วและไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ รวมถึงควรเลือกสูตรปราศจากน้ำมัน หรือแบบ oil-free เพื่อหลีกเลี่ยงการอุดตันรูขุมขนจนทำให้เกิดสิว
ผิวผสม
ผิวผสมเป็นสภาพผิวที่มีทั้งความมันและความแห้งในบริเวณต่างกันของใบหน้า โดยเฉพาะความมันบริเวณ T-Zone ดังนั้นวิธีดูแลผิวประเภทนี้คือการเลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบเจาะจงเฉพาะจุด เช่น ใช้เนื้อเจลบางเบาในบริเวณที่มีความมัน และใช้เนื้อครีมเข้มข้นในบริเวณที่ผิวแห้ง หรืออีกหนึ่งวิธีแสนง่ายคือ ลองเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์สูตรสำหรับผิวผสมโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยควบคุมความมันและเพิ่มความชุ่มชื่นไปพร้อมกัน ถือเป็นการปรับสมดุลผิวอย่างลงตัว

