Monday, January 12, 2026

จาก Ne Zha 2 สู่ KPop Demon Hunters เมื่อแอนิเมชันขึ้นมาผงาดครองใจผู้ชมแบบทุบทุกสถิติ

ช่วงเวลานี้คือฤดูตักตวงรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศ หนังฟอร์มยักษ์ ดาราแม่เหล็ก ผู้กำกับทรงอิทธิพลจึงมักเปิดตัวกันให้รึ่ม จาก Tom Cruise, Sinners, Eyes of Wakanda จาก Marvel จนถึง Wednesday ซึ่งเรียกได้ว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ทว่า แชมป์ที่กวาดรายได้มากที่สุดในโรงหนัง และผู้ชนะบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ได้ยอดวิวสูงสุด คือศิลปะการเล่าเรื่องที่เรียกว่า ‘แอนิเมชัน’ จากรายได้ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Ne Zha 2 และยอดวิวกว่า 210 ล้านครั้งของ KPop Demon Hunters เราได้มาถึงยุคทองของแอนิเมชันในที่สุด

The Highest-grossing Film of 2025

‘หนังรายได้สูงสุดแห่งปี’ ชวนให้นึกถึงหนังแฟรนไชส์จากค่ายดังอย่าง Marvel, Disney หรือ Pixar แต่ถ้าบอกว่าหนังทำเงินสูงสุดของปีนี้ (ณ ปัจจุบัน) มาจาก CMC Pictures? ซึ่งเบสอยู่ที่เซี่ยงไฮ้? ซึ่งทำหนังแอนิเมชัน? ว่าด้วยตำนานเทพจีน?  

Ne Zha 2 คือภาคต่อของหนังชื่อเดียวกันในปี 2019 ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครชื่อเดียวกับชื่อหนัง ‘นาจา’ เทพเด็กสุดแซบพังเป็นแถบทุกซอย และ ‘อ๋าวปิง’ เทพมังกรผู้เป็นทุกสิ่งที่นาจาไม่ได้เป็น หลังจากกายหยาบของร่างมนุษย์ถูกทำลายในภาคแรก ภาคนี้ดวงจิตของสหายรักทั้งสองซึ่งเป็นหยิงและหยางของกันและกันผนึกไปเกิดในร่างใหม่ที่อาจารย์ไท่อี้เจินเหริน เทพเซียนในลัทธิเต๋าเสกขึ้นมาจากดอกบัว นาจา 2.0 จึงออกตะลุยรบในสงครามใหญ่เพื่อปกป้องมนุษยชาติจากอาจารย์ใจมาร ‘เซินกงเป้า’ (ปู่เหมือนซารูมานใน The Lord of the Rings)

แน่ละว่า Ne Zha 2 ตรึงใจคนดูด้วยเรื่องราวมหากาพย์ของเทพปกรณัมจีน อารมณ์ขันสุดดีดที่บรรเทาความหนักปรี๊ดของเนื้อหา และงานภาพชวนตะลึงพรึงเพริศที่ทำเกินไปมาก แค่ฉากนาจาแปลงร่างเป็นซูเปอร์ไซย่าก็สงสารคอมพิวเตอร์ที่ต้องเรนเดอร์ฉากนี้แล้ว มากไปกว่านั้นและมากไปกว่าสงครามที่นาจา (กับอ๋าวปิง) กำลังเผชิญทางกายภาพ พวกเขาต้องสู้รบกับสงครามในใจตนอย่างหนักอึ้งยิ่งกว่า เราจะยอมจำนนเพราะชีวิตถูกชะตาฟ้าลิขิตมาแล้ว หรือเราจะท้าทายฟ้าแล้วขีดเขียนชีวิตของเราเอง? เรากำลังสู้กับอะไรกันแน่?

ด้วยแก่นกลางกระทบใจผู้คนไม่ว่าจะมาจากวัฒนธรรมใดเช่นนี้เอง Ne Zha 2 จึงโดนคนดูตบรางวัลให้ยกใหญ่ตามโรงฉาย 90,000 โรงในจีน จนกลายเป็นแอนิเมชันที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์หลังจากออกฉายเมื่อ 29 มกราคม 2025 เป็นแอนิเมชันเรื่องแรกของโลกที่ทำเงินเกิน 2,000 ล้านเหรียญ เป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลอันดับ 5 และเป็นแอนิเมชันที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกที่สร้างสถิติเช่นนี้ได้

ปรบมือให้กับผู้กำกับ Jiaozi และทีมงานกว่า 4,000 คนกับบริษัทแอนิเมชัน 138 แห่งที่ทุ่มเทเวลา 5 ปีทำแอนิเมชันที่ RogerEbert.com สรุปไว้ว่า “Ne Zha 2 เป็นหนังภาคต่อหายากที่ยกระดับทั้งฉากแอ็กชันและความดรามาโดยไม่ละทิ้งส่วนที่ทำได้ดีในภาคแรก และเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์น้อยเรื่องที่นำเสนอสิ่งที่คุ้มค่าแก่การรับชมแก่ผู้คนทุกเพศทุกวัย”

OTT’s Ultimate Winner

“เกิร์ลกรุ๊ปเคป๊อปที่มีภารกิจลับปกป้องโลกจากปีศาจร้าย ซึ่งมีคู่แข่งแย่งแฟนคลับเป็นปีศาจที่จำแลงกายในร่างบอยแบนด์หนุ่มหล่อ” ด้วยเรื่องราวที่ขยายความเป็นไปได้ขั้นสุดให้กับจักรวาลเคป๊อป KPop Demon Hunters จึงสถิตสถาพรใน Top 10 ของ Netflix มาตั้งแต่แรกรีลีสต์เมื่อ 20 มิถุนายน 2025 โดยไม่เคยร่วงหล่นไปจากความนิยม ซ้ำนานวันกลับจะยิ่งทวีความฮิตติดชาร์ต เมื่อก้าวไปเป็นหนังยอดวิวสูงสุดของเน็ตฟลิกซ์ และเพลงประกอบ ‘Golden’ ทะยานไปสร้างตำนานเป็นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100

หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากความอินจัดในแอนิเมชันของ Maggie Kang ซึ่งโตมาในบ้านที่พ่อพาดูหนังสัปดาห์ละ 3 เรื่อง และอยู่ใกล้เมืองที่มีโรงเรียนสอนแอนิเมชันชื่อดังอย่าง Sheridan College ในแคนาดา ประกอบกับความลุ่มหลงในทุกสิ่งของวัฒนธรรมป๊อปเกาหลี (เธอตั้งชื่อลีดเดอร์ของ Saja Boys ว่า Jinu เพื่อสดุดีฮิปฮอปดูโอในตำนานแห่งค่าย YG ‘JinuSean’ ซึ่งทำให้พ่อของเธอที่ชื่อจริงว่า Sean สุดแสนจะแฮปปี้) เพลงประกอบซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของหนังซึ่งได้เอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ Ian Eisendrath ผู้ไม่เคยทำเพลงให้แอนิเมชันมาก่อน แต่โชกโชนในดนตรีประกอบบรอดเวย์และซีรีส์ กำหนดเจตจำนงของตนว่า “จะทำทุกอย่างที่ทำได้ในอัลบัมเพลงเคป๊อป”

KPop Demon Hunters เวอร์ชันที่คนดูร้องคลอ (ซึ่งในสถานการณ์จริงคือแหกปากสุดเสียงร้องตาม) ไปด้วยได้เข้าโรงฉาย 1,700 โรงในอเมริกาช่วงปลายเดือนสิงหาคม เพียงแค่ 2 วัน Box Office Mojo ประเมินว่าแอนิเมชันเรื่องนี้โกยเงินไปกว่า 18 ล้านเหรียญ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นการต่อยอดความสำเร็จของแอนิเมชันที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นบิ๊กฮิตแห่งปี 2025 ซึ่งตามมาด้วยรามยอน ผมเปียและภาคต่อ

In Animation, Anything is Possible

แม็กกี้ คัง หนึ่งในผู้กำกับ KPop Demon Hunters ฝันเสมอว่าอยากให้แอนิเมชันไปแตะใจคนดูในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะเด็กและเยาวชน เพราะ “แอนิเมชันทำมาเพื่อทุกคน” เธอจึงตัดสินใจใส่ธีม ‘ผู้ใหญ่’ ที่กระทบใจคนดูอายุมาก ขณะเดียวกันคนดูอายุน้อยยังเข้าถึงและเอ็นจอยได้ ไม่ว่าจะเป็นความละอายในตัวเองและเสียงวิจารณ์ตนเองเชิงลบในหัว เพราะเป็นแอนิเมชัน ทุกสิ่งจึงเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่สามสาว HUNTR/X โดดลงมาจากเครื่องบินแล้วแลนดิ้งบนเวที ไปจนถึงการต่อสู้กับเหล่ากีกี้สมุนของจอมมารกวีมาในคอนเสิร์ตเคป๊อปก็เกิดขึ้นได้นะ

Ne Zha ทั้งภาค 1 และ 2 ทำให้ตำนานเทพจีนที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิตของลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธว่าด้วยอัตตา อนัตตา สุญญตา ไปจนถึงอู๋เว่ยที่ว่าด้วยการกระทำโดยไม่กระทำ ความกลมกลืนของหยิงแลหยาง ฯลฯ กลายเป็นความบันเทิงย่อยง่าย แทรกด้วยฉากสงครามระหว่างเทพและมังกรซึ่งบียอนด์จินตนาการไปหลายขุม

ดังที่ Walt Disney เคยหล่นวรรคทองไว้ว่า “แอนิเมชันฉายภาพเรื่องราวใดๆ ก็ตามที่จินตนาการของมนุษย์สามารถจะคิดขึ้นได้” และฮายาโอะ มิยาซากิแห่ง Studio Ghibli ซึ่งเคยโดดเรียนไปดู Panda and the Magic Serpent (1958) แอนิเมชันยาวสี่สีเรื่องแรกของญี่ปุ่นในโรงหนัง กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกแอนิเมชันเป็นสื่อบอกเล่าเรื่องราวว่า “โลกไม่ได้ง่ายมากพอจะอธิบายได้แค่เพียงถ้อยคำ”

Text: Suphakdipa Poolsap

Latest Posts

Don't Miss