ช่วงเวลานี้คือฤดูตักตวงรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศ หนังฟอร์มยักษ์ ดาราแม่เหล็ก ผู้กำกับทรงอิทธิพลจึงมักเปิดตัวกันให้รึ่ม จาก Tom Cruise, Sinners, Eyes of Wakanda จาก Marvel จนถึง Wednesday ซึ่งเรียกได้ว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ทว่า แชมป์ที่กวาดรายได้มากที่สุดในโรงหนัง และผู้ชนะบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ได้ยอดวิวสูงสุด คือศิลปะการเล่าเรื่องที่เรียกว่า ‘แอนิเมชัน’ จากรายได้ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Ne Zha 2 และยอดวิวกว่า 210 ล้านครั้งของ KPop Demon Hunters เราได้มาถึงยุคทองของแอนิเมชันในที่สุด
The Highest-grossing Film of 2025
‘หนังรายได้สูงสุดแห่งปี’ ชวนให้นึกถึงหนังแฟรนไชส์จากค่ายดังอย่าง Marvel, Disney หรือ Pixar แต่ถ้าบอกว่าหนังทำเงินสูงสุดของปีนี้ (ณ ปัจจุบัน) มาจาก CMC Pictures? ซึ่งเบสอยู่ที่เซี่ยงไฮ้? ซึ่งทำหนังแอนิเมชัน? ว่าด้วยตำนานเทพจีน?
Ne Zha 2 คือภาคต่อของหนังชื่อเดียวกันในปี 2019 ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครชื่อเดียวกับชื่อหนัง ‘นาจา’ เทพเด็กสุดแซบพังเป็นแถบทุกซอย และ ‘อ๋าวปิง’ เทพมังกรผู้เป็นทุกสิ่งที่นาจาไม่ได้เป็น หลังจากกายหยาบของร่างมนุษย์ถูกทำลายในภาคแรก ภาคนี้ดวงจิตของสหายรักทั้งสองซึ่งเป็นหยิงและหยางของกันและกันผนึกไปเกิดในร่างใหม่ที่อาจารย์ไท่อี้เจินเหริน เทพเซียนในลัทธิเต๋าเสกขึ้นมาจากดอกบัว นาจา 2.0 จึงออกตะลุยรบในสงครามใหญ่เพื่อปกป้องมนุษยชาติจากอาจารย์ใจมาร ‘เซินกงเป้า’ (ปู่เหมือนซารูมานใน The Lord of the Rings)
แน่ละว่า Ne Zha 2 ตรึงใจคนดูด้วยเรื่องราวมหากาพย์ของเทพปกรณัมจีน อารมณ์ขันสุดดีดที่บรรเทาความหนักปรี๊ดของเนื้อหา และงานภาพชวนตะลึงพรึงเพริศที่ทำเกินไปมาก แค่ฉากนาจาแปลงร่างเป็นซูเปอร์ไซย่าก็สงสารคอมพิวเตอร์ที่ต้องเรนเดอร์ฉากนี้แล้ว มากไปกว่านั้นและมากไปกว่าสงครามที่นาจา (กับอ๋าวปิง) กำลังเผชิญทางกายภาพ พวกเขาต้องสู้รบกับสงครามในใจตนอย่างหนักอึ้งยิ่งกว่า เราจะยอมจำนนเพราะชีวิตถูกชะตาฟ้าลิขิตมาแล้ว หรือเราจะท้าทายฟ้าแล้วขีดเขียนชีวิตของเราเอง? เรากำลังสู้กับอะไรกันแน่?
ด้วยแก่นกลางกระทบใจผู้คนไม่ว่าจะมาจากวัฒนธรรมใดเช่นนี้เอง Ne Zha 2 จึงโดนคนดูตบรางวัลให้ยกใหญ่ตามโรงฉาย 90,000 โรงในจีน จนกลายเป็นแอนิเมชันที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์หลังจากออกฉายเมื่อ 29 มกราคม 2025 เป็นแอนิเมชันเรื่องแรกของโลกที่ทำเงินเกิน 2,000 ล้านเหรียญ เป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลอันดับ 5 และเป็นแอนิเมชันที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกที่สร้างสถิติเช่นนี้ได้
ปรบมือให้กับผู้กำกับ Jiaozi และทีมงานกว่า 4,000 คนกับบริษัทแอนิเมชัน 138 แห่งที่ทุ่มเทเวลา 5 ปีทำแอนิเมชันที่ RogerEbert.com สรุปไว้ว่า “Ne Zha 2 เป็นหนังภาคต่อหายากที่ยกระดับทั้งฉากแอ็กชันและความดรามาโดยไม่ละทิ้งส่วนที่ทำได้ดีในภาคแรก และเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์น้อยเรื่องที่นำเสนอสิ่งที่คุ้มค่าแก่การรับชมแก่ผู้คนทุกเพศทุกวัย”
OTT’s Ultimate Winner
“เกิร์ลกรุ๊ปเคป๊อปที่มีภารกิจลับปกป้องโลกจากปีศาจร้าย ซึ่งมีคู่แข่งแย่งแฟนคลับเป็นปีศาจที่จำแลงกายในร่างบอยแบนด์หนุ่มหล่อ” ด้วยเรื่องราวที่ขยายความเป็นไปได้ขั้นสุดให้กับจักรวาลเคป๊อป KPop Demon Hunters จึงสถิตสถาพรใน Top 10 ของ Netflix มาตั้งแต่แรกรีลีสต์เมื่อ 20 มิถุนายน 2025 โดยไม่เคยร่วงหล่นไปจากความนิยม ซ้ำนานวันกลับจะยิ่งทวีความฮิตติดชาร์ต เมื่อก้าวไปเป็นหนังยอดวิวสูงสุดของเน็ตฟลิกซ์ และเพลงประกอบ ‘Golden’ ทะยานไปสร้างตำนานเป็นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100
หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากความอินจัดในแอนิเมชันของ Maggie Kang ซึ่งโตมาในบ้านที่พ่อพาดูหนังสัปดาห์ละ 3 เรื่อง และอยู่ใกล้เมืองที่มีโรงเรียนสอนแอนิเมชันชื่อดังอย่าง Sheridan College ในแคนาดา ประกอบกับความลุ่มหลงในทุกสิ่งของวัฒนธรรมป๊อปเกาหลี (เธอตั้งชื่อลีดเดอร์ของ Saja Boys ว่า Jinu เพื่อสดุดีฮิปฮอปดูโอในตำนานแห่งค่าย YG ‘JinuSean’ ซึ่งทำให้พ่อของเธอที่ชื่อจริงว่า Sean สุดแสนจะแฮปปี้) เพลงประกอบซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของหนังซึ่งได้เอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ Ian Eisendrath ผู้ไม่เคยทำเพลงให้แอนิเมชันมาก่อน แต่โชกโชนในดนตรีประกอบบรอดเวย์และซีรีส์ กำหนดเจตจำนงของตนว่า “จะทำทุกอย่างที่ทำได้ในอัลบัมเพลงเคป๊อป”
KPop Demon Hunters เวอร์ชันที่คนดูร้องคลอ (ซึ่งในสถานการณ์จริงคือแหกปากสุดเสียงร้องตาม) ไปด้วยได้เข้าโรงฉาย 1,700 โรงในอเมริกาช่วงปลายเดือนสิงหาคม เพียงแค่ 2 วัน Box Office Mojo ประเมินว่าแอนิเมชันเรื่องนี้โกยเงินไปกว่า 18 ล้านเหรียญ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นการต่อยอดความสำเร็จของแอนิเมชันที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นบิ๊กฮิตแห่งปี 2025 ซึ่งตามมาด้วยรามยอน ผมเปียและภาคต่อ
In Animation, Anything is Possible
แม็กกี้ คัง หนึ่งในผู้กำกับ KPop Demon Hunters ฝันเสมอว่าอยากให้แอนิเมชันไปแตะใจคนดูในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะเด็กและเยาวชน เพราะ “แอนิเมชันทำมาเพื่อทุกคน” เธอจึงตัดสินใจใส่ธีม ‘ผู้ใหญ่’ ที่กระทบใจคนดูอายุมาก ขณะเดียวกันคนดูอายุน้อยยังเข้าถึงและเอ็นจอยได้ ไม่ว่าจะเป็นความละอายในตัวเองและเสียงวิจารณ์ตนเองเชิงลบในหัว เพราะเป็นแอนิเมชัน ทุกสิ่งจึงเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่สามสาว HUNTR/X โดดลงมาจากเครื่องบินแล้วแลนดิ้งบนเวที ไปจนถึงการต่อสู้กับเหล่ากีกี้สมุนของจอมมารกวีมาในคอนเสิร์ตเคป๊อปก็เกิดขึ้นได้นะ
Ne Zha ทั้งภาค 1 และ 2 ทำให้ตำนานเทพจีนที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิตของลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธว่าด้วยอัตตา อนัตตา สุญญตา ไปจนถึงอู๋เว่ยที่ว่าด้วยการกระทำโดยไม่กระทำ ความกลมกลืนของหยิงแลหยาง ฯลฯ กลายเป็นความบันเทิงย่อยง่าย แทรกด้วยฉากสงครามระหว่างเทพและมังกรซึ่งบียอนด์จินตนาการไปหลายขุม
ดังที่ Walt Disney เคยหล่นวรรคทองไว้ว่า “แอนิเมชันฉายภาพเรื่องราวใดๆ ก็ตามที่จินตนาการของมนุษย์สามารถจะคิดขึ้นได้” และฮายาโอะ มิยาซากิแห่ง Studio Ghibli ซึ่งเคยโดดเรียนไปดู Panda and the Magic Serpent (1958) แอนิเมชันยาวสี่สีเรื่องแรกของญี่ปุ่นในโรงหนัง กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกแอนิเมชันเป็นสื่อบอกเล่าเรื่องราวว่า “โลกไม่ได้ง่ายมากพอจะอธิบายได้แค่เพียงถ้อยคำ”
Text: Suphakdipa Poolsap

