เชื่อว่าเทรนด์ของการบำรุงผิวให้มีความอ่อนเยาว์ที่ยั่งยืนหรือที่หลายๆ คนเริ่มคุ้นชินกับชื่อเทรนด์อย่าง ‘Skin Longevity’ นั้น ยังคงเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตาอันดับต้นๆ ของวงการสกินแคร์ในปีนี้อย่างแน่นอน ด้วยความนิยมและความเป็นที่สนใจอย่างมากในปีที่ผ่าน ทำให้แบรนด์ความงามหลายๆ แบรนด์นั้นหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ล้ำหน้าและตอบโจทย์ความต้องการในการบำรุงผิวยิ่งขึ้น เปิดต้นปีมาในครั้งนี้ เราก็ขอพาคุณไปพบกับหนึ่งในคอลเล็กชั่นสกินแคร์ที่น่าสนใจ โดดเด่นมาด้วยนวัตกรรมเพื่อผิวที่อ่อนเยาว์ที่ก้าวหน้า และยังมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์และเนื้อสัมผัสใหม่ที่น่าลอง กับอีกขั้นของการยกระดับสูตรของคอลเล็กชั่น Dior Capture จาก Dior Beauty ซึ่งเราได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมDior Science และ Dior Reverse Aging Board ที่รวมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังระดับโลกมาร่วมมือกับทางแบรนด์ในการพัฒนาสูตรสกินแคร์สุดล้ำในครั้งนี้
Skin Needs To Breath Too
หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วนั้น ‘ออกซิเจน’ เป็นหนึ่งในสารสำคัญที่มีผลต่อการทำงานของเซลล์ผิวของเรา โดยที่เซลล์ผิวในตัวเรานั้นมีระบบหายใจเป็นของตนเองไม่ต่างจากมนุษย์ การได้หายใจย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัดนั้นดีต่อร่างกายอย่างไร ก็ดีกับเซลล์ผิวเช่นเดียวกัน จากการวิจัยของทีม Dior Science และ Dior Reverse Aging Board ออกซิเจนจะเข้าไปช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของเซลล์โดยเฉาพะองค์ประกอบภายในเซลล์อย่างไมโทคอนเดรียซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักของเซลล์ผิว โดยมันจะเปลี่ยนออซิเจนและสารอาหารที่ได้รับมาสู่พลังงานที่เซลล์จะทำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งการมีเซลล์ผิวที่ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น ก็ส่งผลต่อความอ่อนเยาว์ที่ยั่งยืนเช่นกัน เพราะหนึ่งในกิจกรรมที่เซลล์ทำงานนั้นคือการส้รางคอลลาเจน องค์ประกอบสำคัญในการมีผิวที่อ่อนเยาว์ นุ่มละมุน และเรียบเนียน แต่จากการวิจัยในครั้งนี้ยังพบว่า การลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่เซลล์นั้น จะเสื่อมสภาพลงไปตามอายุที่มากขึ้นของคนเรา และในปัจจุบันยิ่งจะเสื่อมเร็วขึ้นด้วยสิ่งเร้ารอบตัวที่มากยิ่งขึ้นตามแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป เมื่อออกซิเจนน้อยลง ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ก็จะยิ่งถดถอยลงไปตามลำดับ และนั้นคือจุดกำเนิดของความชราภาพของผิว


An Impressive Innovation
จากการค้นพบความสำคัญของออกซิเจนที่มีต่อการทำงานของเซลล์ ทีม Dior Science และ Dior Reverse Aging Board จึงคิดค้นเทคโนโลยีอย่าง OX-C Treatment™ เข้ามาเป็นหัวใจหลักของคอลเล็กชั่นสกินแคร์สุดล้ำอย่าง Dior Capture ที่มุ่งเน้นในการเสิรมสร้างการทำงานของเซลล์ผิวให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อสร้างความอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืนตั้งแต่ระดับเซลล์แม่ ไปจนถึงการกำจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพ มาในภาพลักษณ์ที่ล้ำสมัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน
โดยเทคโนโลยี OX-C Treatment™ ใน Dior Capture นั้นมีส่วนในการช่วยเรื่องของการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่เซลล์เป็นหลัก และทำงานได้กับองค์ประกอบที่มีส่วนสำคัญในการสร้างผิวที่อ่อนเยาว์ได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของโปรตีน ‘Cytoglobin’ ซึ่งมีหน้าที่จัดการออกซิเจนภายในเซลล์ ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการลำเลียงและปล่อยออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้ส่วนของไมโทคอนเดรียของเซลล์นั้นแข็งแรงและสร้างพลังงานให้กับเซลล์ผิวได้เต็มที่ รวมไปถึงยังช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติของร่างกายนั้นทำงานได้อย่างราบรื่นและเต็มประสิทธิภาพ ไม่เสื่อมสลายไปตามอายุที่มากขึ้น ช่วยกำจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพแล้วในทุกชั้นผิว ไม่ให้เกิดการสะสมตัวของเซลล์ที่ตายแล้วหรือ ‘Senescence Cell’ ที่สามารถส่งสัญญาณให้เซลล์รอบข้างที่แม้จะยังคงสุขภาพดีก็ตามเลิกทำงานตามไปโดยยังไม่ถึงเวลาอันควร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดความร่วงโรยของวัยและอาการอักเสบในผิว ส่งผลให้ความอ่อนเยาว์และความแข็งแรงของผิวลดลง เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีและส่วนผสมที่ทำงานกับเซลล์ผิวแบบองค์รวมเพื่อผลลัพธ์ของความอ่อนเยาว์ที่ยั่งยืน


New Member & New Sensory
หลังจากที่เปิดตัว Serum และ Creme Jour ให้เราได้สัมผัสกันไปเมื่อปีที่ผ่านมา มาปีนี้ Dior Beauty กลับมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Creme Nuit และสองเนื้อสัมผัสใหม่สำหรับ Creme de Jour อย่างเนื้อสัมผัสแบบ Crème Fine และ Crème Riche เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลายหลายของผิวแต่ละคน รวมไปถึงตอบโจทย์สภาพอากาศที่หลากหลายที่เราต้องเจอในแต่ะละช่วงของปี โดย Virginie Couturaud ผู้ดำรงตำแหน่ง Scientific Communication ของ Dior Beauty เล่าว่าการเสิรมสมาชิกของครีมในคอลเล็กชั่น Dior Capture นั้น เป็นความตั้งใจที่จะสร้างกิจวัตรในการปกป้องและสร้างเสริมคอลลาเจนและความเฟิร์มของผิวในระยะเวลา 24 ชั่วโมง โดยยังคงไว้ซึ่งเทคโนโลยี OX-C Treatment™ และความรื่นรมย์ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพในการบำรุงผิว
Patricia Ogilvie แพทย์ผิวหนัง หนึ่งในสมาชิกของ Dior Reverse Aging Board เล่าให้เราฟังว่าจุดเริ่มต้นของ Creme de Nuit นั้นคือการเริ่มศึกษากระบวนการการสร้างคอลลาเจนในยามค่ำคืนที่เรากำลังพักผ่อน เราต่างเข้าใจว่าผิวของเรานั้นมีกลไกในการปกป้องตัวเองจากสิ่งเร้ารอบข้างในเวลากลางวันและซ่อมแซมในเวลากลางคืน ซึ่งก็หมายรวมไปถึงการสร้างคอลลาเจนที่เราเข้าใจว่าเกิดในเวลากลางคืนเช่นกัน แต่แท้จริงแล้ว จากการวิจัยพบว่า เราสูญเสียคอลลาเจนกว่าหนึ่งส่วนสามไปในเวลากลางคืน ด้วยความไม่สมดุลของกระดับเอนไซม์ที่ช่วยซ่อมแซมผิวและระดับออกซิเจนในกระบวนการสร้างคอลลาเจนในตอนกลางคืน เอ็นไซม์กลุ่มนี้ทำหน้าที่ เช่นการสมานแผลหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ในเวลาเดียวกันกลไลการทำงานของเอ็นไซม์เหล่านี้ก็ทำลายคอลลาเจนในผิวไปด้วย ทำให้เราได้คอลลาเจนในปริมาณที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
การรังสรรค์ Creme Nuit จึงมุ่งเน้นไปที่การปกป้องการสูญเสียคอลลาเจนในช่วงเวลากลางคืน ที่มากับ Prolatonine™ จากธรรมชาติซึ่งผสานพลังกับ OX-C Treatment™ ช่วยทั้งปกป้องระดับการผลิตคอลลาเจนและยังเสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับกระบวนการผลิตคอลลาเจนด้วยออกซิเจนไปในเวลาเดียวกัน ช่วยให้ผิวหน้าของคุณนุ่นแน่นและชุ่มชื้นขึ้น มาพร้อมกับเนื้อสัมผัสแบบครีมเข้มข้น แต่ซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างดี ไม่ทิ้งความเหนอะหนะ
ในส่วนของเนื้อสัมผัสใหม่ของ Creme de Jour เนื้อครีมทั้ง 2 รูปแบบใหม่ในปีนี้ยังคงพร้อมเข้าบำรุงผิวอย่างล้ำลึก แต่มาพร้อมกับความรื่นรมย์และความรู็สึกที่แตกต่างกันออกไป สำหรับเนื้อสัมผัสแบบ Crème Riche นั้น จะเป็นเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นขึ้นแต่ถูกออกแบบมาให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้โดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะ แต่จะห่อหุ้มผิวเอาไว้ได้อย่างยาวนานให้รู้สึกสบายผิวขณะที่ส่วนผสมต่างๆ ทำหน้าที่บำรุงผิวในระหว่างวัน ส่วน Crème Fine นั้นจะมาพร้อมกับสัมผัสที่สดชื่นและยังซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างดีพร้อมด้วยสารบำรุงที่อัดเเน่นไม่ต่างจากเนื้อสัมผัสแบบอื่น ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนในช่วงกลางวัน และมอบความชุ่มชื้นให้กับผิวในปริมาณที่เหมาะสม

