แต่ไหนแต่ไรมาคำที่ขับเคลื่อนวงการแฟชั่นคือ ‘newness’ จนความใหม่คือคุณค่าหลักมาช้านาน แต่แล้วป๊อปคอร์นระเบิดตูม! เมื่อ LVMH กลุ่มแบรนด์ลักชัวรี่ใหญ่ที่สุดในโลกเปิดเผยตัวเลขเป็นครั้งแรกว่า ในปี 2025 มีรายได้กว่า 500 ล้านยูโรภายในปีเดียวจากการซ่อมกระเป๋ากว่า 10 ล้านใบ
และนี่เป็นครั้งแรกที่ ‘การคงอยู่’ ของสินค้าเดิมมีมูลค่ามากกว่า ‘การเกิดขึ้น’ ของสินค้าใหม่ จึงเป็นคำประกาศกลายๆ ว่าคุณค่าของสินค้าไม่ได้จบลงเมื่อขายออกไป แต่เป็นจุดเริ่มของวงจรใหม่ เมื่อสินค้าชิ้นเดิมนั้นกลับมาสู่มือช่างอีกครั้ง

ตัวเลขรายได้จากการซ่อมกระเป๋าของแบรนด์ในเครือ LVMH ซึ่งมีตั้งแต่ Louis Vuitton, Dior, Fendi, Loewe, Kenzo, Loro Piana จนถึง Celine ได้เปลี่ยนมุมมองครั้งใหม่จาก ‘ต้นทุน’ ที่แบรนด์แบกรับกลายเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่สร้างรายได้ ขณะเดียวกันสะท้อนคำถามไปถึงผู้ผลิตว่า หากสินค้าลักชัวรี่มีอายุยืนยาวจริง การซ่อมแซมควรเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจตั้งแต่ต้นหรือไม่ และผู้ซื้อต้องย้อนถามตัวเองว่า หากสินค้าลักชัวรี่มีอายุยืนยาวจริงอย่างคำโฆษณา มันต้องมีอะไรมากกว่าดีไซน์ เกรดวัสดุ ฝีมือการตัดเย็บ แต่ต้องรวมถึงสินค้าชิ้นนั้นต้องซ่อมได้ด้วยหรือไม่


LVMH โกยรายได้ก้อนใหม่จากการซ่อมกระเป๋าไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่เกิดจากการวางระบบนิเวศ Repair & Care Task Force ในปี 2023 เพื่อยกระดับมาตรฐานการซ่อมของ 18 แบรนด์ในเครือ LVMH ที่ประกอบไปด้วยแพลตฟอร์ม 3 แกนหลัก ได้แก่ Nona Source เปลี่ยนผ้าเหลือใช้ให้กลายเป็นวัตถุดิบใหม่, Cedre ฝ่ายจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่ได้ขาย และ Weturn งานรีไซเคิลสิ่งทอที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ ท้ายที่สุดนอกจากจะมีรายได้จากการซ่อมปีเดียวถึง 500 ล้านยูโรแล้ว 41% ของวัสดุที่ใช้ยังเป็นวัสดุรีไซเคิลอีกด้วย ดูเหมือนว่าแฟชั่นยั่งยืนได้กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่พร้อมเข้ามาแทนที่โครงสร้างการทำงานเดิมที่ใช้ได้จริงในระดับอุตสาหกรรมแล้ว
ตัวเลขมหาศาลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากมือน้อยของบรรดาช่างฝีมือ เฉพาะแค่ที่ Louis Vuitton เปิดบริการซ่อมมาตั้งแต่ปี 1860 โดยปัจจุบันมีช่างฝีมือมากกว่า 1,200 คนในเวิร์กช็อป 12 แห่งทั่วโลก และ 98% ของงานซ่อมทั้งหมดทำในประเทศที่ลูกค้าอยู่ เพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์จากการขนส่งและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างช่างกับผู้ใช้ –อย่างไร? ทุกวันนี้เจ้าของกระเป๋าส่งน้องที่จะซ่อมผ่านหน้าร้าน ติดตามสถานการณ์ซ่อมผ่านแอพ และรับน้องคืนได้จากเวิร์กช็อปที่ใกล้ที่สุดได้ นี่คือพิธีกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แน่นอนว่าเจ้าของกระเป๋าไม่ได้อยากให้น้องพัง แต่ถ้าเหตุเกิดขึ้นแล้ว หากเรารู้ว่ามีช่างซ่อมให้ได้มันช่างอุ่นใจยิ่งนัก และวินาทีที่เห็นน้องกลับคืนสภาพเหมือนใหม่ เชื่อเถอะว่าชวนปีติปลื้มปริ่มเหมือนหมอบอกว่า คุณแม๊…ลูกคุณฟื้นจากอาการโคม่าแล้ว



หลายแบรนด์มีแผนกซ่อมอินเฮาส์ที่มีศักยภาพเติบโตได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Burberry ที่มี ReBurberry เปิดซ่อมและทำความสะอาดตั้งแต่เทรนช์โค้ช ผ้าพันคอแคชเมียร์ และเครื่องหนังต่างๆ ส่วน Coach มีโปรแกรม (Re)Loved นำกระเป๋าเก่ามารีดีไซน์เป็นใบใหม่ ขณะที่ Hermès ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเวิร์กช็อปซ่อมแซมเครื่องหนัง นาฬิกา และจิวเวลรี่ ไปจนถึงเปลี่ยนซิปกระเป๋า ย้อมสีรองเท้า หรือขยายไซซ์รองเท้าบู๊ต และ Chanel มีบริการ Chanel & Moi ที่รวมการซ่อมและการปรับแก้เข้าด้วยกัน รวมทั้งมีประกันซ่อม 5 ปีสำหรับกระเป๋าที่ขายตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นไป



การซ่อมไม่ใช่เรื่องที่แบรนด์ขบคิดว่าจะมีหรือไม่มี เมื่อตั้งแต่ปี 2026 สหภาพยุโรปบังคับใช้กฎหมาย Right to Repair ที่กำหนดให้แบรนด์ต้องมีอะไหล่และข้อมูลการซ่อมอย่างโปร่งใส ส่วนปี 2027 ยกระดับไปอีกขั้นด้วย Digital Product Passport ที่เป็นตัวบังคับให้สินค้าทุกชิ้นต้องเปิดเผยข้อมูลวัสดุและความสามารถในการซ่อมแซม นี่คือภาระหรือภาวะจำยอม? คำตอบคือเป็นทั้งสอง และอาจจะเป็นสาม เมื่อแบรนด์ลักชัวรี่ใช้กฎหมายเหล่านี้เป็นโอกาสสร้างตลาดบริการใหม่ ซึ่งเป็นตลาดเม็ดเงินมาก และความต้องการสูงด้วย
ข่าวดีที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การซ่อมสินค้าที่สร้างเศรษฐกิจใหม่ แต่เป็นการซ่อมคุณค่าของวงการแฟชั่นที่ความใหม่ไม่ใช่สุดยอดปรารถนาดุจเดิม วันนี้ ‘การซ่อมได้’ กลายเป็นเครื่องสะท้อนย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นว่าสินค้าชิ้นนั้นถูกผลิตมาอย่างดีแต่แรกหรือไม่ เพราะสินค้าที่ซ่อมได้ ไม่ถูกทำลายด้วยเวลา และสามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปดูแลซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ต่างหาก คือตัวชี้วัดคุณค่าของคำว่า ‘ลักชัวรี่’

TEXT: SUPHAKDIPA POOLSAP

