บูสต์พลังชีวิตรับต้นปี ด้วยการดูแลตัวเองอย่างรอบด้านทั้งภายในและภายนอก

ทุกครั้งในการเริ่มต้นปีใหม่ก็มักจะมาพร้อมพลังงานที่เต็มเปี่ยมหลังได้หยุดพักจากการทำงานและจิตใจที่สดชื่น หลายๆ คนมักจะใช้โอกาสนี้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ที่ได้ตั้งใจไว้ ทั้งเป้าหมายเล็กและเป้าหมายใหญ่ แต่หลายครั้งก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยที่ควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้ก็ตาม แต่สำหรับปีนี้เราอยากจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย ให้คุณได้นำพาตัวเองสู่เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ให้ได้ดั่งใจ และแน่นอน เพื่อส่งต่อพลังงานที่ดีและสดชื่นนี้ให้วนเวียนอยู่ในตัวคุณตลอดทั้งปีอีกด้วย 

Set Possible Goals

เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชนก็จริงอยู่ แต่บางทีเป้าหมายที่ตั้งไว้จนใหญ่โตก็อาจจะทำให้หลายๆ คนท้อและถอดใจไประหว่างทางก็เป็นได้ อย่างเช่นการตั้งใจลดน้ำหนัก เริ่มต้นออกกำลังกาย หรือเริ่มกิจกรรมใหม่ๆ ที่คิดไว้ในหัว เราเชื่อว่าทุกๆ คนรู้จักตัวเองและนิสัยของตัวเองดีพอสมควร แทนที่จะมาพร้อมกับเป้าหมายที่ดูยิ่งใหญ่ เช่น จะไปฟิตเนสให้ได้ทุกวัน หรือจะลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโลกรัมภายในครึ่งปีแรก หรืออยากลองตื่นเช้าขึ้น ลองลดเป้าหมายเหล่านี้ลงมาให้ดู ‘เป็นไปได้จริง’ และเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองเป็นจะดีกว่า การกดดันตัวเองมากเกินไปหลายๆ คนอาจจะคิดว่านั่นเป็นแรงผลักดัน แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นการบั่นทอนตัวเองแบบอย่างไม่รู้ตัวจนกลายเป็นต้องถอดใจไปอีกปี จากการลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมภายในครึ่งปีแรก อาจจะเหลือสัก 3 หรือ 5 กิโลกรัมแทน หรือการไปฟิตเนสทุกวัน อาจจะเริ่มจากการไปในวันว่าง หรือการตื่นเช้า อาจจะค่อยๆ ปรับเวลาไม่ใช่เป็นเรื่องของการหักดิบ ค่อยๆ ทำให้ร่างกายและจิตใจเคยชินไปเองโดยปริยายแล้วจึงค่อยๆ ขยับเป้าหมายไปในขั้นต่อไป แค่นี้คุณก็จะได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ไปได้ตลอดทั้งปีอย่างยั่งยืน 



Elle Says:

“เคยได้ยินทฤษฎี 21 Days Challenge กันไหม? ที่ว่าด้วยเรื่องการตั้งใจทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งให้ถึง 21 วัน ก็จะกลายเป็นนิสัยใหม่ที่ติดตัวคุณไปโดยปริยาย ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่คุณตั้งไว้และค่อยๆ ทำมันให้ครบ 21 วันดูสิ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นระยะเวลานาน แค่ช่วงเวลาสั้นๆ วันละ 15 นาที แต่ตั้งใจทำ หลังจากนั้นคุณอาจจะได้นิสัยใหม่ๆ ที่คุณพอใจ พร้อมกับทำเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จได้ในเวลาเดียวกัน” 

Happiness is Around You 

พลังงานดีๆ ก็มักจะถูกสร้างขึ้นด้วยความคิดที่ดีจากภายใน จิตใจที่สงบและสดใส ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างได้เมื่อเรามีความสุขนั่นเอง เราเข้าใจดีว่าการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และความกดดันที่ถาโถมเข้ามาไม่เว้นแม้แต่นาทีเดียว คำว่าความสุขนั้นดูจะเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่หลายๆ คนจะได้สัมผัสมัน แต่ในทางกลับกัน เราอยากจะลองให้คุณถามตัวเองกลับไปว่าความสุขที่คุณต้องการจริงๆ นั้น เป็นเพียงแค่ความสุขจากของชิ้นใหญ่หรือความสุขที่ได้ในโอกาสพิเศษหรือเปล่า เพราะถ้าหากเป็นแบบนั้น ก็ไม่น่าแปลกที่คุณจะโหยหาความสุข เพราะความสุขของคุณนั้นไม่ได้มีให้สัมผัสบ่อยครั้ง แต่กลับต้องรอเวลาที่จะได้มันมา 

หากลองปรับมุมมอง คุณจะได้เห็นว่าความสุขนั้นอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด จากการรอของชิ้นใหญ่หรือโอกาสพิเศษ ลองหาความสุขง่ายๆ ให้กับตัวเองในแต่ละวันดูสิ อย่างเช่นการได้กินอาหารเมนูโปรดหรือร้านอร่อยที่กดเซฟไว้ในโทรศัพท์ การได้ตื่นเช้าออกไปวิ่ง การได้กลับบ้านจากออฟฟิศแบบตรงเวลา การได้อ่านนิยายที่ซื้อไว้นานแล้ว การได้ฟังเพลงของศิลปินคนโปรด การได้ดูซีรี่ส์ของนักแสดงที่ชอบสักตอน ได้พูดคุยกับเพื่อนสนิทอย่างออกรส หรือแม้แต่การได้นอนทิ้งตัวทั้งวันในช่วงสุดสัปดาห์ แล้วลองสร้างลิสต์ความสุขของคุณดู เชื่อว่าเพียงแค่ 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน คุณจะกลับมามองย้อนและพบกับความสุขที่มากมายกว่าที่คิด และการเก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันแบบนี้ จะช่วยทำให้พลังงานดีๆ ในตัวคุณได้ไหลเวียนอยู่อย่างยั่งยืนขึ้นด้วย ช่วยให้คุณรับมือกับวันแย่ๆ หรือความรู้สึกไม่ดีได้ดียิ่งขึ้น และใช้ชีวิตได้ราบรื่นขึ้น

Elle Says:

“หากเราทำงานหนักในทุกๆ วันอยู่แล้ว ลองมองความสุขเล็กๆ ที่เรากล่าวมาให้เป็นรางวัลคนเก่งของตัวคุณดูสิ การได้รางวัลก็มักจะทำให้รู้สึกตื่นเต้นและรอช่วงเวลาแสนสุขของแต่ละวันนั้นอย่างแน่นอน อย่างเช่นการคิดถึงอาหารที่คุณแม่ทำรอเราในมื้อเย็น หรือการได้แวะซื้อของกระจุกกระจิกที่ชอบ แต่ถ้าวันไหนไม่ไหว ก็อย่าไปฝืน ให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเราหมดพลังงานจนเกินกว่าจะหาความสุขได้ แม้เพียงเล็กน้อย” 


Giving Yourself a ‘Me Time’ 

‘การรักตัวเอง’ และ ‘ความเห็นแก่ตัว’ นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะการรักตัวเองทำแล้วไม่เบียดเบียนหรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน และยังช่วยฮีลใจและสร้างพลังงานดีๆ ให้กับเรา แน่นอนว่าเมื่อเข้าสู่วงจรของการทำงานแล้วหลายๆ ครั้งเราพบกับการหยุดพักไม่ได้ เมื่อเครื่องติดแล้วก็มีแต่เดินหน้าอย่างเดียว แต่ถ้าหากคุณได้ลองพักหายใจดูสักหน่อย เราจะได้เห็นว่าตัวเรานั้นอาจจะหลงลืมการให้เวลากับตัวเองไป การที่มีเวลาพักผ่อนที่มีคุณภาพ ได้ปิดคอมพิวเตอร์และวางโทรศัพท์ลงบ้างก็ช่วยให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น หายใจได้เต็มปอด ได้ใช้ชีวิตที่ได้มองความเป็นไปของสิ่งรอบข้าง บางทีก็ทำให้เราได้รีเซตอะไรหลายๆ อย่าง บางอย่างที่เราคิดว่ามันยุ่งเหยิงอาจจะแก้ปมได้ภายในไม่กี่นาที หากงานเริ่มล้นมือลองเริ่มจัดสรรเวลาให้ดียิ่งขึ้น จัดลำดับความสำคัญ ทำงานก็ทำให้ได้เต็มที่ แต่เวลาพักผ่อนก็ต้องได้เต็มที่กลับมาเช่นกัน การให้เวลากับตัวเองนั้นจะช่วยให้เราได้คิดทบทวนและทำทุกอย่างได้ตามที่เราต้องการโดยไม่หลงลืม การค่อยเป็นค่อยไปนั้นดีกว่าการเร่งรีบเสมอ และแน่นอนนี่จะยิ่งทำให้การใช้ชีวิตที่แสนจะ productive ของคุณนั้นยั่งยืนไปตลอดทั้งปีอีกด้วย 

Elle Says:

“หนึ่งช่วงเวลาที่คุณสามารถใช้เป็น ‘Me Time’ ได้อย่างดีก็คือช่วงกิจวัตรการบำรุงผิวของคุณทั้งช่วงเช้าและเย็น การค่อยๆ ทาสกินแคร์ลงบนผิวทีละขั้นตอนโดยไม่เร่งรีบส่งผลดีต่อการซึมซาบของสกินแคร์สู่ผิว และยังให้คุณได้ดื่มด่ำ ชาร์จพลัง และได้อยู่กับตัวเอง ทั้งเนื้อสกินแคร์และกลิ่นที่ช่วยสร้างความสุนทรีย์ จะเลือกจุดเทียนหอมกลิ่นที่ชอบไปในเวลาเดียวกันก็เป็นไอเดียที่ดี ช่วยให้ ‘Me Time’ ของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น” 




Latest Posts

Don't Miss