Monday, January 12, 2026

เมื่อลุคปังในหนังและซีรี่ส์มีบทบาทมากกว่าเครื่องแต่งกาย แต่กลายเป็นผู้นำเทรนด์บนโลกแฟชั่น

‘ลุคในตำนานจากนางเอก’ ‘รองเท้าคู่นี้เคยเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้’ หรือ ‘อยากได้กระเป๋าเพราะเคยเห็นในซีรี่ส์!’ เราเคยสังเกตสิ่งเหล่านี้หรือไม่ว่าในปัจจุบันภาพยนตร์และซีรี่ส์กำลังมีอิทธิพลต่อโลกของแฟชั่นมากกว่าที่เราคิด เพราะนอกจากเนื้อหาของเรื่องที่ชวนให้ติดตาม เสื้อผ้าก็เป็นอีกหนึ่งภาษาที่ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ของผลงานนั้นๆ ออกมาให้ชัดเจนมากขึ้น แถมยังชวนให้ผู้ชมอย่างเราๆ อยากลุกขึ้นมาแต่งตัวตาม กลายมาเป็นเทรนด์กระแสหลักที่ไม่ใช่แค่แฟนหนัง แต่สายแฟทั่วทั้งโลกต่างรู้สึกว่า ของมันต้องมี! และนี่คือเรื่องราวเมื่อภาพยนตร์และซีรี่ส์กลายมาเป็นหนึ่งในสิ่งทรงอิทธิพลบนโลกแห่งแฟชั่น

#1 The Iconic Style to Classic Trend

ชุดเดรสกระโปรงสีดำตัวสั้นหรือ Little Black Dress อาจมีมาแล้วเนิ่นนานก่อนหน้านี้ แต่ทั่วทั้งโลกกลับเพิ่งมากรีดร้องให้กับความเก๋ของมันจากการปรากฏตัวของ Audrey Hepburn ในภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany’s เช่นเดียวกับชุดสูทลายตารางที่เห็นทีไรก็ตะโกนชื่อ Cher จากหนังเรื่อง Clueless แม้กระทั่งช่วงที่ผ่านมา แค่เห็นสีชมพูหวานแหววสไตล์บาร์บี้แล้วก็รู้สึกว่า นี่มัน Elle จาก Legally Blonde เดินได้ชัดๆ! นอกจากเนื้อเรื่องชวนติดตามแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสไตล์สุดไอคอนิกของตัวละครต่างๆ นี่แหละที่กลายเป็นภาพจำสุดตราตรึง ซึ่งไม่เพียงสร้างสุนทรีให้กับการรับชม หรือถ่ายทอดตัวตนของตัวละครเท่านั้น หากแต่ยังส่งอิทธิพลต่อเทรนด์แฟชั่นมาจวบจนทุกวันนี้

แท้จริงแล้ว แฟชั่นนั้นได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์และซีรี่ส์นับตั้งแต่ที่สื่อเหล่านี้ได้ถือกำเนิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 1920s ยุคที่ฮอลลีวูดเริ่มหันมาผลิตภาพยนตร์กัน ทำให้เหล่า ‘ดารา’ กลายมาเป็นไอดอลขวัญใจที่ใครๆ ก็อยากเป็นตาม ดาราใส่อะไร ผู้คนก็อยากใส่เช่นนั้น แน่นอนว่าเครื่องแต่งกาย ทรงผม และการแต่งหน้าเองก็ไม่พลาด ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคงเป็น Little Black Dress รวมไปถึงสไตล์เรียบหรูสง่างามของ Holly Golightly ที่ถ่ายทอดโดย Audrey Hepburn ไม่ว่าจะเป็นการแมตช์เดนิมกับสเวตเตอร์ การสวมเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซซ์สีขาว และคอมพลีตลุคด้วยแว่นกันแดดโอเวอร์ไซซ์จนกลายมาเป็นเทรนด์ที่สาย effortless elegance ติดใจจนทุกวันนี้ หรือหากเป็นคุณอยากเป็นควีนของไฮสคูล ลุคของคู่ซี้ Cher และ Dionne ก็ได้นำเทรนด์ยุค 90s ผ่านสีสันสุดจี๊ดจ๊าด เสื้อครอปที่นำมาเลเยอร์กับเสื้อเชิ้ต กระโปรงลายตาราง และถุงเท้าที่ดึงยาวมาถึงเข่า ซึ่งเหล่าวัยรุ่นก็ยังคงถูกใจจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับ Legally Blonde ที่ก่อนจะมีภาพยนตร์เรื่อง Barbie เธอก็คือเพื่อนสาวที่บอกกับเราว่า การแต่งตัวแบบ barbiecore เป็นสาวผมบลอนด์แต่งตัวสีชมพูตลอดทั้งตัวก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด!

#2 Costumes as Storytelling

การแต่งกายถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่มวลมนุษย์เรามาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เพียงแค่การสวมใส่เท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงตัวตน สังคม ชนชั้น และอารยธรรมต่างๆ แน่นอนว่าแม้แต่ในโลกภาพยนตร์ก็ไม่เว้น เป็นเหตุผลที่หลากหลายเวทีประกาศรางวัลของภาพยนตร์นั้นได้รวมรางวัลเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมเข้าไปด้วย เพราะในหลายๆ เรื่อง คอสตูมก็เป็นมากกว่าแค่เพื่อความสวยงาม หากแต่กลายมาเป็นดั่งตัวละครหลักในการบอกเล่าเรื่องราวเลยทีเดียว

เหมือนดังเช่นในซีรี่ส์เรื่อง Bridgerton ที่หยิบลุคสุดงามสง่าของเหล่าชนชั้นสูงจากยุครีเจนซีมาให้เราได้ชื่นชม แต่นอกจากจะเปี่ยมด้วยดีเทลประณีตทางประวัติศาสตร์แล้ว แต่ละชุดยังสะท้อนถึงชนชั้นของตัวละครอีกด้วย แค่เพียงดูชุด เราก็สามารถรับรู้ได้ว่าตัวละครนี้อยู่ในสังคมใด หรือได้รับการปฏิบัติแบบไหน เหมือน Daphne Bridgerton ที่มักจะสวมชุดราตรีทรงเอ็มไพร์ระยิบระยับตอกย้ำความเป็นแก้วตาดวงใจ หรือ Penelope สมัยอยู่บ้าน Featherington ที่มักโดนแม่จับแต่งตัวสีเหลืองซ้ำๆ ให้เธอเป็นเพียงดอกไม้ประดับในงานเต้นรำ ต่างจากที่พี่ๆ ของเธอที่มักได้ชุดสวยๆ ไว้ดึงดูดหนุ่มผู้ดีเสมอ หรือชุดฟล็อบเปอร์ที่บ่งบอกความเป็นยุค 1920s เสริมความระยิบระยับตามประสาชนชั้นสูงด้วยคริสตัลนานาในภาพยนตร์เรื่อง The Great Gatsby ที่บอกเล่าความหรูหราฟุ่มเฟือยให้กับเหล่าตัวละครได้โดยไม่ต้องออกเสียงใดๆ แม้กระทั่งลักษณะนิสัยของตัวละครที่อยากให้รับรู้ ก็มีผลสู่เครื่องแต่งกายเช่นกัน อย่าง Daisy ที่มักสวมใส่เสื้อสีขาวก็ยังสะท้อนความไร้เดียงสา ขณะที่ Jordan ที่ทันสมัยเองก็มาในชุดกีฬาสุดกระชับคล่องตัวอีกด้วย

เปลี่ยนจากการย้อนอดีตมาสู่อนาคตกันไกลโพ้น กับภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง The Fifth Element ที่บอกเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตปี 2263 กับภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องใช้ธาตุที่ห้ามากอบกู้จักรวาล แน่นอนว่าเรื่องราวล้ำสมัยเช่นนี้ย่อมต้องมาพร้อมกับแฟชั่นแนวฟิวเจอริสติกสุดหวือหวาและตระการตา สะท้อนจินตนาการถึงแฟชั่นในยุคอนาคตที่ทลายกรอบเดิมๆ

#3 It’s Not A Movie It’s A Fashion

มีหนังและซีรี่ส์ไม่กี่เรื่อง ที่ไม่ได้แค่แต่งตัวตัวละครให้ดูดี แต่ใช้เสื้อผ้าเป็นภาษาหนึ่งของการเล่าเรื่อง ถ่ายทอดตัวตน เติมน้ำหนักทางอารมณ์ และกลายเป็นแรงผลักดันให้คนดู ‘อยากใช้ชีวิตให้เหมือนหนังเรื่องนั้น’ The Devil Wears Prada, Sex and the City, และ Gossip Girl คือสามตัวอย่างที่พิสูจน์พลังนี้ได้ชัดเจนที่สุด เรามาเริ่มต้นกันที่หนังระดับตำนานอย่าง The Devil Wears Prada (2006) ที่ไม่ได้แค่ปลุกสังคมให้ตระหนักว่า ‘เสื้อผ้าไม่ใช่เรื่องไร้สาระ’  แต่ทำให้คนหลายล้านคนอยากเดินเข้าร้านวินเทจ อยากลองใส่เสื้อสี Cerulean เพื่อเข้าใจว่าโลกแฟชั่นส่งผลต่อชีวิตมากกว่าที่คิด ภาพของ Miranda Priestly กับแว่นกันแดด Prada หรือฉาก Andrea Sachs เดินอยู่ในนิวยอร์กเปลี่ยนเสื้อผ้าในทุกช็อต คือภาพจำที่ยืนอยู่เหนือกาลเวลา

และตอนนี้ 20 ปีให้หลัง ภาคต่อของ The Devil Wears Prada กำลังจะกลับมา แต่คำถามคือ ‘ทำไมกว่าจะสร้างภาคต่อถึงใช้เวลานานขนาดนั้น’ หนึ่งสิ่งที่เราเห็นได้จากคำถามนี้คือภาพยนต์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนวันเวลาผ่านไปถึง 20 ปีก็ทำให้คนยังพูดถึง เด็กบ้างคนที่เคยดูภาพยนตร์เรื่องอาจจะโตมาเป็นบุคลากรทางแฟชั่นแล้วก็ได้

Sex and the City (1998–2004) กับ Carrie Bradshaw ก็ทำให้สาวทั่วโลกกล้าที่จะใส่อะไรก็ได้ที่บอกว่า ‘นี่คือตัวฉัน’ จากกระโปรงทูตูในตอนแรก ถึงรองเท้า Manolo Blahnik ที่กลายเป็นไอเท็มในฝัน Carrie, Samantha, Charlotte และ Miranda พาเราไปรู้จักแฟชั่นแบบไม่มีขีดจำกัด ซึ่งต่อมาก็ถูกสานต่อใน And Just Like That ถึงแม้อายุของตัวละครจะมากขึ้น แต่แรงบันดาลใจกลับโตตามไปด้วย

Gossip Girl คือโลกที่แฟชั่นกลายเป็นอำนาจ เเบลร์กับเซรีน่าไม่ได้แค่เป็นนักเรียนไฮโซ แต่เป็นไอคอนที่ทำให้เสื้อผ้าเปลี่ยนชีวิตของพวกเธอและคนดู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในโลก เราอยากลองใส่เฮดแบนด์แบบเเบลร์ หรือลองเป็น ‘It Girl’ ในเวอร์ชั่นของตัวเองและใช่! เรื่องนี้ก็ถูกรีเมกอีกครั้ง เพราะเรายังต้องการแรงบันดาลใจนั้นในโลกปัจจุบัน สิ่งที่ทั้งสามเรื่องมีเหมือนกันไม่ใช่แค่แฟชั่นสวย แต่คือความสามารถในการ ‘ทำให้เราอยากใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือในการนิยามตัวเอง’ มันไม่ใช่แค่การแต่งตัวตาม แต่คือการเริ่มตั้งคำถามกับสไตล์ของตัวเอง และคำถามแบบนี้แหละ ที่แฟชั่นต้องการให้เกิดขึ้น

#4 From Movie To The Runway

โลกของจอเงินกับแคตวอล์กอาจดูเป็นจักรวาลคนละใบ แต่ในความจริงแล้ว พวกมันกลับเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งแฟชั่นไม่ได้เพียงแค่ตามรอยภาพยนตร์ แต่ยังตีความมันใหม่ผ่านรูปทรง ผืนผ้า และอารมณ์ จนกลายเป็นพื้นที่แห่งการเล่าเรื่องที่ไร้คำพูด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด หนีไม่พ้น Alexander McQueen Fall/Winter 1998 ที่หยิบเอาความหลอน ความเปราะบาง และความงามเหนือจริงจาก The Shining มาร้อยเรียงกับโครงสร้างเสื้อผ้าอย่างงดงามและเจ็บปวด หรือคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2004 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก They Shoot Horses, Don’t They? หนังดราม่าที่เล่าเรื่องความสิ้นหวังในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่แม้ไม่มีบทพูด แต่ทุกการหมุนตัวของนางแบบที่จับคู่เต้นกันบนเวทีก็เจ็บลึกไม่ต่างจากฉากในหนัง

ในอีกโทน Ralph Lauren Spring/Summer 2012 พาเราย้อนกลับไปในยุคแจ๊สผ่านแรงบันดาลใจจาก The Great Gatsby เวอร์ชันปี 1974 ที่เขาเคยออกแบบชุดให้ Lauren ไม่ได้เพียงแค่รำลึกถึงยุคนั้น แต่ยังหวนถึงดีไซน์ระดับตำนานของเขาเอง ทั้งเดรสแฟลปเปอร์และเสื้อชีฟองที่เป็นซิกเนเจอร์

ด้าน Undercover Spring/Summer 2018 Jun Takahashi สะท้อนภาพจาก The Shining เช่นกัน ผ่านฝาแฝดเกรดีบนรันเวย์ที่ไม่ได้เดินแบบ ‘คู่ตรงข้าม’ หากแต่คือ ‘คู่ที่เหมือนกันเกินไป’ ลุคสุดท้ายคือการโค้งคำนับต่อจินตนาการอันมืดหม่นเดรสสีฟ้าพาสเทลที่ดูหวานปนสยอง ถูกประดับด้วยลูกปัดคริสตัลสีแดงที่ห้อยยาวราวเลือดในจินตนาการ

หรืออย่าง Raf Simons Fall/Winter 2022 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Gummo หนังอินดี้ที่ดิบ หยาบ และไร้ขอบเขต กลายเป็นคอลเล็กชั่นที่เต็มไปด้วยเสื้อฮู้ดและกางเกงโอเวอร์ไซซ์ที่เหมือนไม่สมบูรณ์ แต่เต็มไปด้วยอารมณ์ลึกซึ้งเกินคาด สิ่งที่น่าสนใจคือ ดีไซเนอร์เหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่หยิบ ‘ภาพจำ’ หรือ ‘ฉากโดดเด่น’ มาใส่ในเสื้อผ้า แต่พวกเขาเลือกหยิบ ‘บรรยากาศ’ และ ‘อารมณ์’ จากภาพยนตร์มาเล่าใหม่ด้วยภาษาแฟชั่น เพราะสิ่งที่เราจดจำจากหนัง ไม่ได้มีแค่บทสนทนาหรือฉากไคลแมกซ์ แต่คือความรู้สึกบางอย่างที่ฝังอยู่ในใจและนั่นคือสิ่งที่แฟชั่นสามารถทำได้เป็นพื้นที่ของจินตนาการ เป็นทางหนีจากความจริง หรือแม้แต่เป็นเครื่องมือสะท้อนความจริงด้วยภาษาที่ไม่มีใครพูดออกมา

#5 The Iconic Collabs

รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วแฟชั่นกับวงการภาพยนตร์มีความเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1920 หรือช่วงแรกของฮอลลีวูดและถูกพัฒนาตามกาลเวลาเรื่อยมา โดยเริ่มบุกเบิกกับดีไซเนอร์กลุ่มแรกอย่าง Coco Chanel และ Elsa Schiaparelli ในยุค Golden Age of Hollywood สู่ยุคที่เริ่มสร้างภาพจำเด่นชัดกับผลงานของ Audrey Hupburn จาก Givenchy ในภาพยนตร์รอมคอมอย่าง Sabrina กับเดรสสีงาช้างปักลายดอกไม้ พร้อมถุงมือโอเปร่าสียาวขาวที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ตัวแทนของผู้หญิงที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง และกลายมาเป็นต้นแบบของ Audrey Style ในที่สุด อีกทั้งยังทำให้ภาพลักษณ์ของ Givenchy กลายเป็นไอคอนิกและเปลี่ยนไปตลอดกาล นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อื่นๆ อย่าง Jean Paul Gaultier ใน The Fifth Element (1997) หรือ Balenciaga ที่ทำคอลเล็กชั่นพิเศษร่วมกับ The Matrix Resurrections (2021)

จากยุคแรกของฮอลลีวูดที่ได้ถูกสานต่อเรื่อยมา จนในที่สุดวงการภาพยนตร์เริ่มให้เครดิตเสื้อผ้า และต่อมามันก็ถูกพัฒนามาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด เช่น Sex and the City ที่ตัวละครหลักอย่าง Carrie Bradshaw เลือกใส่รองเท้าแบรนด์ต่างๆ ทั้ง Jimmy Choo เองที่โด่งดังในตลาดอเมริกาทันทีในช่วงเวลาที่ Sex in the City ออนแอร์ในซีซั่นแรกพร้อมประโยคดัง “I lost My Choo!” หรือ Christian Louboutin ที่ตัวละครเลือกใส่บ่อยๆ ก็โดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่าเดิมและสร้างความหลงใหลให้คนทั่วโลกสนใจรองเท้าพื้นแดงมากขึ้น แล้วคุณล่ะ เคยซื้อไอเท็มอะไรตามภาพยนตร์ที่ดูกันบ้างหรือเปล่า? เพราะวงการคอลแลบก็นับเป็นอีกปัจจัยให้คนที่ชื่นชอบแฟชั่นสนุกกับการดูภาพยนตร์มากขึ้นได้!

Latest Posts

Don't Miss