Atika เพิ่งกลับมาจากงานปาร์ตี้สละโสดช่วงวีกเอนด์ที่บาร์เซโลนา เธอรวยเหรอ? ไม่ใช่แบบนั้นเลย เธอกรอบเชียวละ ส่วนเพื่อนอีก 8 คนที่เหลือซึ่งไปมาด้วยกันนั้นก็มีรายได้ต่างกันลิบลับ จนบางคนต้องทำตัวลีบเมื่อเจอกับค่าเข้าคลับและราคาค็อกเทลที่แพงลิ่ว มีเพื่อนอีกคนไม่มีเงินถึงขนาดเดินทางไปร่วมงานด้วยไม่ได้ด้วยซ้ำ เพื่อนหลายคนเลือกที่จะส่งใจไปให้กับเจ้าสาวแทน และแอบนึกขอบคุณอยู่ลึกๆ ที่งานแต่งยังจัดอยู่ในประเทศ แถมค่าโรงแรมที่พักของงานแต่งนั้นตัวพ่อแม่ของเจ้าสาวเป็นคนออกให้ทั้งหมด
ในช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ เรายังต้องมีเพื่อนอยู่นะ แต่ถ้าพวกเขาเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ล่ะ เราจะเอาผิดพวกเขาได้หรือไม่โทษฐานที่ทำให้ค่าครองชีพสูงเกินไปขนาดนี้? จะบอกว่าช่องว่างความต่างของฐานะไม่มีผลต่อความสัมพันธ์ฉันเพื่อนเลยก็ดูจะไร้เดียงสาเกินไปหน่อย

พื้นฐานของชีวิต รวมถึงไลฟ์สไตล์ของคุณมีส่วนในเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย สำหรับใครที่ยึดโยงอยู่กับโซเชียลมีเดีย แรงกดดันมหาศาลเกิดขึ้นในการประคับประคองให้ภาพลักษณ์ที่นำเสนอออกมาดูดี ในระหว่างที่เงินในกระเป๋าก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ กระแสใน TikTok ก็คอยบอกว่าการมีเงินนั้นสำคัญขนาดไหน ไม่ใช่แค่อดีตที่ยังไม่สำเร็จจะสร้างแรงกดดันให้ปัจจุบันได้เพียงอย่างเดียว “ฉันชอบนัดเพื่อนๆ ให้มาเจอกันที่บ้านเพื่อลดค่าใช้จ่ายลง แต่ Shola เพื่อนฉันก็ชอบจะออกไปหาที่แพงๆ มากกว่า เวลาถ่ายรูปลงโซเชียลจะได้สวยๆ” Katie ผู้ช่วยสไตลิสต์วัย 28 จากเซาท์ลอนดอนเผย “ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะสั่งเบียร์แค่ครึ่งไพน์กับเฟรนช์ฟราย ส่วนเธอกลับสั่ง Aperol Spritz มากินสวยๆ กับเฟรนช์ฟรายรสทรัฟเฟิล แต่การณ์กลับเป็นว่าตอนจะกลับคิดบิลแล้วดันมาหารเท่ากัน ฉันต้องเซฟเงินในกระเป๋านะ”
‘Money Changes Everything’ บทเพลงจาก Cyndi Lauper ผู้มาก่อนกาลเสมือน Charlie XCX ในยุคนี้ ยังย้ำเตือนในเรื่องเงินๆ ทองๆ เลย ถ้าเพลงนับไม่ถ้วนพูดถึงเรื่องความรัก ก็มีเพลงอีกมากมายก่ายกองที่นำเรื่องเงินมาเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะความสัมพันธ์เป็นพิษจากปัญหาการเงินในเพลง ‘Bills, Bills, Bills’ ของ Destiny’s Child หรือนำมาสื่อสารเชื่อมโยงกับความรักอันแสนบริสุทธิ์ในเพลง ‘Can’t Buy Me Love’ ของ The Beatles ดูแล้วช่างเป็นธีมไม่พึงประสงค์เหมือนเรื่องความตาย ส่วนอีกเรื่องที่เบียดตามกันมาติดๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความสัมพันธ์ฉันเพื่อนเช่นกัน
จากการศึกษาเมื่อปีที่แล้วโดย Credit Karma พบว่า มีจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรเจนซีและมิลเลนเนียลต้องมีเพื่อนสักคนที่คอยยุยงให้พวกเขาใช้จ่ายสิ้นเปลือง ยังผลให้ต้องก่อหนี้สิน หรือจนถึงขั้นต้องตัดเพื่อนเพื่อที่จะไม่ถลำลึกหมดเนื้อหมดตัวมากกว่านี้ ชาวมิลเลนเนียลราว 43% เผยว่าเงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าอาหารนอกบ้าน ส่วน 28% สารภาพว่าตัวเองไม่กล้าบอกปัดหากมีการเชิญชวน เพราะอาจต้องการเอาใจเพื่อน หรือไม่ก็เพราะยังเพลิดเพลินกับไลฟ์สไตล์ตามที่เป็นอยู่เดิม
หากการเข้าสังคมต้องนำมาซึ่งความหวั่นวิตก ปัญหาที่หนักกว่านั้นยังเป็นเรื่องของการที่ใครมีบ้านหรือแค่เช่าอยู่ Louise อินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ วัย 35 โชคดีที่มีบ้านขนาด 2 ห้องนอนละแวกชานเมืองของเอดินบะระ อุตส่าห์คิดไว้เป็นอย่างดีแล้วว่าจะชวนเพื่อนๆ มาดินเนอร์กันที่บ้าน “พวกเธอฐานะไม่ค่อยดี ฉันเลยเลือกที่จะทำอาหารเอง เพื่อให้ค่ำคืนนั้นประหยัดเงินมากที่สุด ซึ่งมันก็ผ่านพ้นไปด้วยความอบอุ่น สนุกสนาน แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็มีคอมเมนต์แกมอิจฉาทางโซเชียลจากเพื่อนคนอื่นๆ โผล่มาให้เห็นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจ นั่นทำให้ฉันอยากย้อนกลับไปช่วงที่ใช้ชีวิตตอนเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงที่พวกเราทั้งหมดลงเรือลำเดียวกัน เป็นแบบนั้นให้รู้แล้วรู้รอด”

เมื่อเราเติบโตขึ้น มีหน้าที่การงานที่รุดหน้าไปเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำตัวเองไปในสถานที่สุ่มเสี่ยงให้ต้องเสียเงิน ย้อนกลับไปช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยกลัวว่าจะใช้เงินเยอะเกินไปเลยต้องจดรายจ่ายไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเบียร์สักแก้ว ซอสพาสต้า Dolmio หรือแม้แต่แสตมป์แค่ดวงเดียว พอจบมาใช้ชีวิตเพื่อปีนขึ้นบันไดแห่งความสำเร็จในเรื่องงาน เริ่มต้นจากเป็นพนักงานในบริษัทกำจัดปลวกและแมลงรบกวนด้วยฐานเงินเดือนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในอีก 20 ปีต่อมาก็ได้กลายเป็นแฟชั่นเอดิเตอร์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งด้วยค่าตอบแทน 6 หลัก ณ จุดนี้คุณเลยอาจคิดว่าฉันคงจะนอนแช่น้ำนม จิบแชมเปญ Krug และจุดเทียนหอม Diptyque เพื่อสร้างบรรยากาศแบบนั้นใช่ไหม? ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ ตอนที่มีลูก 2 หน่อโผล่ขึ้นมาดูโลกแล้วคอยถามว่า “แม่ไปไหน ทำไมต้องไปปารีสตลอดเลย?” ฉันเลือกมาเป็นฟรีแลนซ์แล้ว คุณพอนึกออกไหมว่าการเป็นนายตัวเองเป็นอย่างไร ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะโสด คุณเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว หรือแม้แต่มีคู่ชีวิตที่ดูแลคุณได้ ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปหมดอยู่ดี มันไม่ค่อยมีความมั่นคง ไม่นับข้อดีที่ว่าไม่มีใครไล่คุณออกจากงานได้
หลายปีต่อมาฉันก็ต้องมานั่งหงุดหงิดเรื่องเงินทองอีกอยู่ดี ไม่ใช่เพราะว่าฉันจนลงหรอก แต่เพราะฉันห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนๆ ชีวิตรุ่ง ผู้มีการงานมั่นคงกว่าฉัน (บางคนได้แต่งงานกับหนุ่มสายไฟแนนซ์เสียด้วย) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมฉันต้องนั่งน้ำตารื้นเวลาไปดริงก์ที่ไหน ไม่ใช่เพราะค่าเตกิล่าที่ดื่มไปนับไม่ถ้วน (ซึ่งบางครั้งก็เพราะเรื่องนี้ด้วยแหละ) แต่นั่นเป็นเพราะความมีน้ำจิตน้ำใจของพวกเพื่อนๆ ที่มาในแนว quiet luxury ควักเงินจ่ายให้แบบเงียบๆ แทนที่จะเอาเงินนั้นไปซื้อเสื้อแคชเมียร์ แอบย่องไปเคลียร์บิล หรือไม่บางทีก็โอนเงินคืนให้ก็มี
แน่นอนละว่าฉันก็จะทำแบบนั้นเหมือนกันถ้าอยู่ในสถานะแบบพวกเธอ แต่คงไม่มีโอกาสนั้นหรอก อาการน้อยอกน้อยใจในตัวเองมักเกิดขึ้นในหมู่เพื่อนเก่ากันแบบนี้นี่เองเพราะไม่มีปัญญาเอาเงินไปเจือจาน เหล่าเจนซีมีชีวิตในแบบตัวเอง สร้างสมดุลและตัดช่องว่างเรื่องสถานะนั้นไปเสีย ส่วนเจนเอ็กซ์อย่างเรากลับต้องมาติดหล่มกับการตัดสินใจไม่ถี่ถ้วน เงินที่หามาได้ก็มีแต่จะติดลบ ช่วงชีวิต ณ ตอนนี้ยังดูตกต่ำกว่าตอนช่วงอายุ 20 เสียอีก ตอนที่เงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนมีค่า

มาตอนนี้ลูกๆ ของฉันเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกปวดใจที่เห็นพวกเขาเข้าสู่วังวนเรื่องสถานะทางการเงินเช่นเดียวกันกับฉัน ยิ่งพวกเขาอาศัยอยู่ในลอนดอนด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเพื่อนมีทั้งไพรเวตเจ็ตและเซฟเฮาส์ มีครั้งหนึ่งเจ้าคนโตของฉันเล่าให้ฟังว่าเพื่อนของเพื่อนไม่อยากชงกาแฟดื่มเองแล้ว สั่งแต่กาแฟจาก Starbucks ส่วนอีกคนอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเฮิร์ตหากเธอไม่ยอมออกไปกินข้าวนอกบ้านด้วย “เธอมีเงินจากกองทุนค่ะ” คุณลูกสาวกล่าว “ถ้าหากหนูเอ่ยปากว่าไม่มีเงิน เธอจะอาสาจ่ายให้ทั้งหมด ซึ่งนั่นทำให้หนูรู้สึกผิด”
การดำรงตนให้อยู่รอดในสถานการณ์ชวนอึดอัดนี้กัดกร่อนพวกเราในทุกช่วงอายุนั่นแหละ ไม่ใช่เฉพาะเหล่าคนหนุ่มสาว ความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนของลูกๆ เหมือนเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ฉันได้คอนเซ็ปต์ของความ ‘มั่งคั่ง’ ส่งผลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขณะที่เพื่อนๆ ของลูกคนโตต่างมีฐานะร่ำรวย (ไม่ว่าจะส่งต่อจากพ่อแม่ในตระกูลผู้มีอันจะกิน หรือผู้ตั้งใจทำงานจนประสบความสำเร็จก็ตามแต่) เพื่อนของเจ้าคนเล็กก็มีที่ไม่รวยบ้างเหมือนกัน “ให้ตายเถอะ บ้านของเธอทำไมหลังใหญ่จัง เธอมีห้องตั้งเยอะแยะขนาดนี้ไปทำไมกัน?
Charlotte York (หนึ่งในสาวจาก Sex and the City) คงจะให้ความเห็นว่า “เงินและความสัมพันธ์มันคนละเรื่องกัน” แต่ถ้าหากเธอและเพื่อนๆ ตัวติดกันอยู่ตลอด สิ่งที่ทำได้คือต้องซื่อสัตย์และไม่ลืมว่าต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน แน่นอนละว่าการเข้าใจคุณค่าของเงินเป็นเรื่องสำคัญ ทว่าคุณค่าของการมีเพื่อนล่ะ? สิ่งนั้นมันประเมินค่าไม่ได้นี่นา

TEXT: LAURA CRAIK
TRANSLATOR: WANSUK KHONGRASEE

