เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษกับ ELLE Thailand ดีไซเนอร์ชาวสเปน Ágatha Ruiz de la Prada ผู้เป็นหนึ่งในผู้สอนของ ELLE Education ที่ชวนเรามองไปไกลกว่าความสวยงามบนรันเวย์ ผ่านบทสนทนาว่าด้วยพรสวรรค์และการศึกษา การค้นหาเสียงของตัวเองท่ามกลางอิทธิพลรอบด้าน ไปจนถึงโจทย์ใหญ่ที่คนแฟชั่นรุ่นใหม่ต้องเผชิญ ทั้งความยั่งยืน AI และการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง พร้อมถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตลอดหลายทศวรรษของเธอว่า ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างเส้นทางของตัวเองในโลกแฟชั่นอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความอยากรู้อยากเห็น ความมุ่งมั่น และความสามารถในการยืนหยัดกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อในระยะยาว

ELLE: ผลงานของคุณมักให้ความรู้สึกราวกับเป็นการขบถต่อความจริงจัง คุณคิดว่าผู้คนในปัจจุบันหวาดกลัวต่อความสนุกสนาน อารมณ์ขัน และสีสัน มากกว่าในอดีตหรือไม่?
Ágatha Ruiz de la Prada: ฉันเชื่อว่าการออกแบบคือรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร และด้วยเหตุผลบางอย่าง มีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะแต่งตัวราวกับว่ากำลังจะไปงานศพอยู่เสมอ สำหรับฉัน การมีความสุขและการมองโลกในแง่ดี… สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงจุดยืนในตัวมันเอง
ELLE: คุณคิดว่าพรสวรรค์เพียงอย่างเดียวเพียงพอสำหรับการทำงานในวงการแฟชั่นหรือไม่ หรือพรสวรรค์นั้นจำเป็นต้องได้รับการบ่มเพาะผ่านการศึกษา?
Ágatha Ruiz de la Prada: ฉันคิดว่าพรสวรรค์เป็นสิ่งสำคัญมาก แต่พลังใจและความมุ่งมั่นก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะบนเส้นทางนี้เราต้องพบเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมากมาย บางครั้งคุณอาจไม่อยากขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางนานถึง 20 ชั่วโมง แต่คุณก็ต้องทำ คุณไม่ต้องตั้งคำถามกับมัน แค่ลงมือทำ
และยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันพูดเสมอว่าสำคัญมาก นั่นคือ “โชค” คุณต้องมีโชคด้วย เพราะบางคนอาจทำงานหนักมากและเต็มไปด้วยแพสชั่น แต่หากไม่มีโชค หรือจังหวะนั้นยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม สิ่งต่างๆ ก็อาจไม่เกิดขึ้นอย่างที่หวัง


ELLE: วิธีการเรียนการสอนของ ELLE Education ที่อ้างอิงแนวทาง Case Study ของ Harvard เน้นการคิดเชิงวิเคราะห์และใช้เหตุผล ขณะที่ผลงานของคุณขับเคลื่อนอย่างมากด้วยสัญชาตญาณและอารมณ์ คุณมองว่าเราจะผสานสองมุมมองนี้เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพในบริบทของการศึกษาได้อย่างไร?
Ágatha Ruiz de la Prada: เป็นความจริงที่ว่าฉันทำงานโดยอาศัยสัญชาตญาณค่อนข้างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันทำมาโดยตลอด และมักแนะนำคนรุ่นใหม่เสมอ แม้ว่าอาจไม่ใช่แนวคิดที่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบัน ก็คือ “การทำงานหนัก” อย่างน้อยสำหรับตัวฉันเอง ฉันไม่ใช่คนที่ทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายหรือเป็นธรรมชาติ ดังนั้นฉันจึงต้องทุ่มเทเวลาให้กับงานเป็นจำนวนมาก
ข้อดีคือฉันหลงใหลในสิ่งที่ตัวเองทำ จึงไม่เคยรู้สึกว่าการใช้เวลากับมันเป็นเรื่องลำบาก แต่ความจริงคือคุณจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาให้กับมันอย่างมาก เพราะในโลกของแฟชั่น ไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายดายหรือเป็นเรื่องที่แน่นอน


ELLE: คุณอยากปลูกฝังคุณสมบัติและวิธีคิดแบบใดให้กับนักศึกษาแฟชั่นรุ่นใหม่มากที่สุด และคุณคิดว่า ELLE Education มีบทบาทที่แตกต่างอย่างไรในการเตรียมความพร้อมให้พวกเขาก่อนก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่นระดับมืออาชีพ?
Ágatha Ruiz de la Prada: หนึ่งในสิ่งที่ฉันเน้นย้ำกับนักศึกษาอยู่เสมอคือ “ความอยากรู้อยากเห็น” เพราะมันสำคัญอย่างยิ่ง อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับนักออกแบบคือการมีความรู้และพื้นฐานทางวัฒนธรรม สำหรับฉัน ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการได้เห็นใครสักคนที่ขาดความรู้หรือความเข้าใจทางวัฒนธรรม
ฉันอยากให้นักศึกษาของ ELLE Education วางแผนและออกไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ให้มากที่สุด ฉันมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Todo por un plan หรือ “Everything for a Plan” และฉันเชื่อจริงๆ ว่า หากพวกเขามีโอกาสเดินทางมามาดริดสักสองสามวัน ก็ควรใช้เวลาไปกับการชมนิทรรศการ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า หรืออีเวนต์ต่างๆ เพราะนี่คือสิ่งที่คุณควรทำไปตลอดชีวิต คุณสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อยู่เสมอ
ฉันเพิ่งกลับมาจากนิวยอร์ก ซึ่งเดินทางไปเพื่อนำเสนอแฟชั่นโชว์ และฉันก็ใช้โอกาสนั้นไปชมนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ให้ได้มากที่สุด พบปะผู้คน รวมถึงแวะไปตามร้านค้าต่างๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ นักออกแบบก็ไม่ต่างจากแพทย์ ทนายความ หรือครู เพราะคุณต้องเรียนรู้อยู่เสมอ

ELLE: คุณเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่มีภาษาทางภาพอันเป็นเอกลักษณ์และสามารถจดจำได้ในทันที ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อย่าง Mindway Creative Studio ซึ่งนักศึกษาได้ทำงานโดยใช้คอลเล็กชั่นที่ผ่านการคัดสรรจากแบรนด์ต่างๆ เป็นแรงบันดาลใจ เราจะสนับสนุนให้นักศึกษาค้นพบเสียงและตัวตนของตัวเอง โดยไม่ถูกอิทธิพลจากเทรนด์หรือสิ่งอ้างอิงต่างๆ มากจนเกินไปได้อย่างไร?
Ágatha Ruiz de la Prada: ฉันคิดว่านักศึกษาจำเป็นต้องค้นหาสไตล์ที่เป็นของตัวเอง เป็นความจริงที่ว่าบางคนอาจไม่สามารถพัฒนาสไตล์เฉพาะตัวที่ชัดเจนขึ้นมาได้ แต่อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ควรสามารถมองเห็นและเคารพในสไตล์ที่แตกต่าง รวมถึงเข้าใจว่าการมีความแตกต่างสามารถกลายเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของตัวเองได้
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสไตล์ส่วนตัวที่โดดเด่น และสำหรับคนที่ไม่ได้มีสิ่งนั้น พวกเขาอาจเหมาะกับบทบาทในสายงานเชิงพาณิชย์ การผลิต การตลาด หรือการพัฒนาเสื้อผ้ามากกว่า อย่างไรก็ตาม ฉันเองก็คงเป็นอาจารย์ที่ค่อนข้างไม่เหมือนใครอยู่เหมือนกัน

ELLE: คุณคิดว่าคุณสมบัติใดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทำงานแฟชั่นรุ่นต่อไป?
Ágatha Ruiz de la Prada: ฉันคิดว่าคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการทำให้แฟชั่นก้าวไปสู่ระบบหมุนเวียนและมีความยั่งยืน เพราะนี่จะเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต และอีกเรื่องคือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สองสิ่งนี้จะเป็นประเด็นหลักที่พวกเขาต้องรับมือ นั่นคือ “ความยั่งยืน” และ “AI” นอกเหนือจากนั้น พวกเขายังต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างมหาศาลจากบริษัทอย่าง Inditex รวมถึงแบรนด์ระดับโลกขนาดใหญ่อื่นๆ
ELLE: ครีเอทีฟรุ่นใหม่ในวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่โลกที่เชื่อมโยงถึงกันในระดับสากล เป็นดิจิทัล และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พวกเขาจะรักษาความเป็นตัวเองและสร้างวิสัยทัศน์ในระยะยาวได้อย่างไร?
Ágatha Ruiz de la Prada: แฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของแฟชั่นเท่านั้น คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้ตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งที่พวกเขาสวมใส่กำลังสื่อสารอะไรบางอย่างออกไป แฟชั่นคือสารที่เราส่งออกไป วิธีที่คุณแต่งตัวคือสิ่งที่คุณต้องการบอกกับโลก
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องระมัดระวังอย่างมาก คนที่ซื้อของใหม่อยู่ตลอดเวลากำลังสร้างผลกระทบอย่างมากต่อโลก เราควรมีสิ่งของให้น้อยลง รู้จักนำสิ่งที่มีมาผสมผสานและใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงดูแลสิ่งเหล่านั้นด้วยความใส่ใจและเคารพ แฟชั่นไม่ใช่สิ่งที่ใช้แล้วทิ้ง แต่เป็นสิ่งที่เราควรให้คุณค่าและเคารพอย่างแท้จริง

ELLE: เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางอาชีพของคุณ พร้อมกับมองไปยังครีเอทีฟเจเนอเรชั่นต่อไป คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาความร่วมสมัยและความเป็นตัวเองในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระยะยาว?
Ágatha Ruiz de la Prada: สำหรับระยะยาว ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญมากคือการสามารถยืนหยัดและดำรงอยู่ได้เมื่อเวลาผ่านไป มีไอเดียที่ยอดเยี่ยมและสิ่งสร้างสรรค์ที่น่าทึ่งมากมาย ซึ่งอาจประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อทำเพียงครั้งเดียว แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการสามารถรักษาและต่อยอดสิ่งเหล่านั้นให้ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นและความพากเพียรอย่างมาก อย่างที่ Cela เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ยืนหยัดได้ คือผู้ชนะ”

