ในวงการซีรี่ส์วายปัจจุบันนี้ต่างก็มีคลื่นลูกใหม่ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ให้เราได้ติดตามกันไม่เว้นวัน และเราเชื่อว่าหนึ่งในคู่พาร์ตเนอร์ที่หลายๆ คนกำลังให้ความสนใจนั้นก็คือ ซี-เดชชาติ ทาศิลป์ และ คีน-สุวิจักขณ์ ปิยะนพโรจน์ ซึ่งพวกเขากำลังมีซีรี่ส์เรื่องล่าสุด ‘ไหนใครว่าพวกมันไม่ถูกกัน Head 2 Head’ เรื่องราวของสองเพื่อนสุดกวนที่มีทั้งเรื่องความสัมพันธ์และการเล่นกับห้วงของเวลาที่น่าติดตาม ในฉบับนี้ เรามีโอกาสได้พูดคุยกับทั้งสองหนุ่มถึงเรื่องราวการแสดง ชีวิตวัยรุ่น และเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จ ซึ่งเรียกได้ว่าทั้งคู่นั้นต่างเป็นขั้วตรงข้ามที่มาเจอกันและเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ ยอมรับเลยว่าเป็นเอเนอร์จีที่ให้ทั้งความสดใหม่และเสียงหัวเราะ และเราเชื่อว่าคุณจะต้องรักในตัวตนของหนุ่มทั้งคู่นี้แน่นอน

ELLE:‘ไหนใครว่าพวกมันไม่ถูกกัน Head 2 Head’ นับเป็นผลงานที่ 3 แล้วของซี-คีน และมีคนรอชมผลงานนี้อยู่เยอะพอสมควร รู้สึกอย่างไรบ้าง?
ซี: ดีใจครับ ก็ไม่คิดว่าคนจะรอติดตามกันเยอะขนาดนี้ ตอนที่ตัว pilot ออกมาก็เห็นยอดวิวในยูทูบมันเยอะมาก และรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นมาจากซีรี่ส์เรื่องก่อนหน้าเยอะพอสมควร
คีน: แฮปปี้นะครับที่ทุกคนรอดูซีรี่ส์เรื่องนี้ของเรา ผมติดตามทุกคอมเมนต์ที่ทุกคนส่งมาตลอด ‘เก่งขึ้นมากแล้วนะ’ ‘ทำได้ดีขึ้นเยอะเลย’ มันเป็นคำพูดที่ทำให้ผมดีใจ หวังว่าพวกเราจะตอบแทนทุกคนได้ และก็อยากให้ทุกคนได้ติดตามซีรี่ส์เรื่องล่าสุดของพวกเราเรื่องนี้ครับ


ELLE: ความเหมือนและความต่างของตัวละคร ‘เจโรม-จิณณ์’ กับซี-คีนคืออะไร?
ซี: ถ้าในมุมที่ผมอยู่กับเพื่อนจะไม่ค่อยแตกต่างกับคาแร็กเตอร์ของตัวละครเจโรมเท่าไร แต่จะต่างตรงที่เจโรมเขาจะติดกวนๆ กว่าผมมาก ถึงจะเป็นเเค่กับจิณณ์คนเดียวก็เถอะ เวลาผมแกล้งเพื่อนหรือกวนเพื่อนก็จะไม่มากเท่าเจโรมครับ
คีน: รู้สึกว่าตัวละครจิณณ์มีทั้งส่วนที่เหมือนและไม่เหมือนกับตัวผม จิณณ์ในเรื่องจะติดเป็นคนขี้วีน พูดจากระโชกโฮกฮาก เหวี่ยงอยู่บ่อยๆ และใจร้อน ต้องใช้เอเนอร์จีค่อนข้างเยอะ ซึ่งตัวผมไม่มีโมเมนต์แบบนั้นเลยครับเวลาอยู่กับเพื่อน แต่ก็มีมุมที่เหมือนกันตรงที่จิณณ์จะสนิทกับแม่เหมือนกับผมเลยครับ


ELLE: ในเรื่อง ‘ไหนใครว่าพวกมันไม่ถูกกัน Head 2 Head’ มีเรื่องของการเห็นอนาคตและย้อนกลับมาในอดีต ถ้าหากให้ซี-คีนเลือก อยากจะไปในอนาคตหรือย้อนไปในอดีต เพราะอะไร?
ซี: ผมอยากไปอนาคต เพราะผมอยากรู้อะไรล่วงหน้าก่อนคนอื่น (แล้วอยากไปรู้ในช่วงไหนของชีวิตในอนาคต?) ผมอยากไปช่วงที่ผมเรียนจบแล้ว ผมอยากรู้ว่าตอนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง
คีน: ผมอยากไปในอดีตครับ เพราะมีหลายๆ เรื่องที่อยากจะแก้ไข ถ้าแก้ได้ก็อยากจะแก้มันครับ เช่นอยากสูงกว่านี้ ตอนนั้นก็จะตั้งใจเล่นบาสให้มากขึ้น กินให้มากขึ้น

ELLE: ความท้าทายของทั้ง 3 บทบาทที่ได้รับมามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
ซี: ตอนเล่นตัวละคร ‘แกง’ ในเรื่องแค่ที่แกงผมจะได้เล่นเป็นคนนิ่งๆ ไปเลย ซึ่งก็ชอบนะ ไดนามิกตัวละครมันคงที่ดี แต่เพราะตอนนั้นเป็นมือใหม่ด้วย ยังไม่รู้ว่าตรงไหนต้องทำอะไรบ้าง ก็มีความยากอยู่ครับ พอได้มาเป็น ‘มาวิน’ ในเรื่องมูเตเลิฟ ตอนหมอดูทักครับ ก็รู็สึกว่าได้พัฒนาความสามารถขึ้นอีก ด้วยความที่ทางทีมงานค่อนข้างละเอียด เวิร์กช็อปและพัฒนาความเข้าใจของเราในเรื่องของการแสดงมากขึ้นเยอะเลย ส่วนบท ‘เจโรม’ ในเรื่องนี้ เป็นบทที่สนุกมาก ต่างจาก 2 เรื่องที่ผ่านมาพอสมควร มีการรับส่งเอเนอร์จีเยอะมากขึ้น
คีน: บทบาท ‘หมู’ ในเรื่องแค่ที่แกง จะค่อนข้างใกล้ตัวครับ แต่เป็นอีกบทบาทที่ใช้พลังงานเยอะพอๆ กับบทจิณณ์ ต้องร่าเริงมีแรงเยอะๆ ส่วนเรื่องมูเตเลิฟ ตอนหมอดูทักครับ บท ‘เอ้อ’ จะคล้ายๆ กับตัวผมเวลาอยู่บ้าน จะค่อนข้างนิ่งและเงียบแต่เน้นเป็นการสังเกตเอา ส่วนสำหรับบท ‘จิณณ์’ เป็นเหมือนเอาสองบทบาทก่อนหน้านี้มารวมกันครับ ทั้งต้องใช้เอเนอร์จีและการเป็นคนช่างสังเกต

ELLE: บทบาทที่อยากแสดงในอนาคตของซี-คีนคือบทบาทแบบใด?
ซี: อยากลองเล่นภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่เกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ มีความต้องค้นหาอะไรบางอย่างครับ
คีน: อยากเล่นเป็นตัวร้ายครับ เป็นตัวร้ายแบบโรคจิตหน่อยๆ ผมมองว่าตัวละครแบบนี้ดูมีมิติ มีเรื่องราว คงจะท้าทายตัวเองอยู่ไม่น้อย
ELLE ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าซี-คีนไม่ได้มาเป็นนักแสดง เราน่าจะได้เห็นซี-คีนทำอาชีพอะไร?
ซี: คงเห็นผมนั่งเล่นเกมอยู่สักที่ หรือมีธุรกิจของตัวเองครับ อาจจะเป็นการขายอะไหล่รถยนต์ เพราะช่วงหลังๆ ที่ผ่านมาก็เพิ่งมาศึกษาเรื่องรถมากขึ้น ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบรถแค่ที่ความสวยภายนอกอย่างเดียว แต่อยากรู้กลไกของรถภายในด้วย เคยลองซ่อมรถเองด้วยครับ จะคล้ายกับตอนที่เลือกเรียนโปรแกรมเมอร์ เพราะเราเคยซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นมาก่อน พอได้ลองซ่อมไปทั้งคอมพิวเตอร์ทั้งรถ มันได้ลองทำและเรียนรู้กลไกของมันไปพร้อมๆ กัน เหมือนได้ตอบโจทย์ทั้งความชอบและความอยากรู้ของเราไปด้วยกันครับ
คีน: เป็นนักดนตรี ไม่ก็ไปเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่ต่างประเทศสักประเทศครับ เรื่องดนตรีอาจจะดูไม่ห่างจากการเป็นนักแสดงมาก แต่การเป็นวิศวกรไฟฟ้านี่เกิดจากความชอบในเรื่องไฟฟ้าของผมครับ ชอบเรื่องการต่อวงจรต่างๆ ก็เลยเลือกเรียนด้านนี้


ELLE: ทุกวันนี้มีแฟนคลับเข้ามาตามทั้งคู่มากขึ้น มีมุมมองเกี่ยวกับตัวเราที่คิดว่ายังไม่มีใครรู้และอยากเล่าให้ฟังบ้างไหม?
ซี: หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าผมชอบไปทะเลครับ เพราะผมอยากเล่นวินด์เซิร์ฟได้ เลยให้คุณพ่อสอนอยู่ ทะเลเลยเป็นอีกสถานที่ที่ชอบไปมากครับ
คีน: ส่วนตัวผมว่าแฟนคลับน่าจะค่อนข้างรู้จักตัวตนผมมากพอสมควรแล้วนะครับ เพราะมีอะไรผมก็ลงไปใน X หมดเลย เรียกว่าเขาน่าจะรู้สึกสนิทกับเรามาก (หัวเราะ)
ELLE: ถ้ามีวันว่าง 1 วัน ทั้งคู่เลือกที่จะทำอะไร?
ซี: ถ้า 1 วันผมอาจจะแค่เล่นเกมและคุยกับเพื่อน แต่ถ้ามีเวลามากกว่านั้นอีกหน่อยก็จะกลับไปหาที่บ้านครับ
คีน: ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเลยครับ เพราะพอเราเริ่มทำงานแล้ว เวลาที่มีให้ครอบครัวก็น้อยลง อยากไปกินข้าวหรือหากิจกรรมทำกับครอบครัวมากยิ่งขึ้นครับ

ELLE มีวิธีบาลานซ์ชีวิตวัยรุ่น การเรียนและการทำงานอย่างไรบ้าง?
ซี: ผมใช้วิธีลำดับความสำคัญเอาครับ อย่างช่วงนี้เรากำลังมีซีรี่ส์ออนแอร์อยู่ ก็จะให้น้ำหนักกับเรื่องงานมากกว่าเรื่องเรียนหน่อยครับ แต่ในทางกลับกันพอเรื่องงานน้อยลงก็จะสลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องเรียนมากขึ้น ตอนนี้หลักๆ ในชีวิตก็จะเป็นสองเรื่องนี้เลยครับ
คีน: มีอาจารย์ของผมท่านหนึ่งเคยพูดกับผมว่า ‘คีนทำสองอย่างพร้อมกันได้ แต่มันจะเหนื่อยหน่อยนะ’ ซึ่งก็มีช่วงที่เหนื่อยมากจริงๆ อย่างเรื่องเรียนเราต้องอ่านหนังสือสอบล่วงหน้าก่อนเพื่อนๆ นานขึ้น เพื่อแบ่งเวลามาให้เรื่องงานด้วย ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากๆ ผมอยากค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปกับเรื่องเรียนครับ เพราะอยากสนุกไปกับมัน ถึงเนื้อหาจะยาก ถ้าเราไปเร่งมัน ผลลัพธ์ก็ไม่น่าออกมาได้ดี สู้ค่อยเป็นค่อยไป ให้เรายังได้สนุกไปกับมันจะดีกว่า และตอนนี้ก็ให้เวลากับเรื่องการพักผ่อนมากขึ้นด้วยครับ เพราะถ้าเราหักโหมเกินไป ก็จะไม่ดีต่อทั้งเรื่องงานและเรื่องเรียน ซึ่งคงแย่มากๆ ครับ


ELLE: อะไรคือความท้าทายของชีวิตในช่วงนี้?
ซี: เรื่องของการเดินทางและการทำงานครับ ร่างกายเราบางทีก็เหนื่อย มีความล้าบ้าง ก็กลับมาให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากขึ้น
คีน: ถ้านอกจากเรื่องเรียนก็จะเป็นเรื่องจิตใจครับ พอเราใช้ชีวิตเป็นกิจวัตรเดิมๆ ไปเรื่อยๆ จนมีเวลาให้ตัวเองน้อยลง ก็เหมือนกับเราไม่ได้อยู่กับตัวเองเลย ไม่ค่อยได้ให้อะไรกับตัวเองเท่าไร วิธีการฮีลตัวเองของผมตอนนี้ก็จะเป็นการมองหาความสุขเล็กๆ ในทุกวันให้มากขึ้น เช่นได้กินของอร่อยหรือได้ซื้อของให้เป็นรางวัลกับตัวเอง


ELLE: ในฐานะที่เป็นพาร์ตเนอร์กัน ถ้าต้องให้คะแนนความสนิทกันเต็ม 10 คะแนน แต่ละคนจะให้คะแนนเท่าไร?
ซี: 9 ครับ มันพัฒนากันมาเรื่อยๆ จากการทำงานด้วยกัน คุยกันมากขึ้น เริ่มจูนเข้าหากันมากขึ้น ผมชอบที่คีนคอยแนะนำหลายๆ สิ่งในการอยู่ในวงการบันเทิงให้ผม ถึงเราจะเข้ามาในวงการนี้พร้อมๆ กัน แต่เขาค่อนข้างมีประสบการณ์เยอะกว่า ก็ช่วยผมได้เยอะเลยครับ
คีน: 9 เหมือนกันครับ เราสองคนเริ่มจาก 0 บางทีเราคิดว่าเราคุยกันแล้ว แต่มันยังไม่ชัดเจนพอ ก็ต้องมาคุยกันแบบตรงไปตรงมา หาทางออกที่โอเคกับเราทั้งสองฝ่าย สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจในตัวซีก็คือ ถึงเขาจะเป็นคนที่ดื้ออยู่บ้าง แต่ถ้าเขาเข้าใจสิ่งหนึ่งแล้ว เขาจะไม่มีข้อโต้แย้งอะไรเลยครับ ทำให้เราสองคนไปด้วยกันต่อได้


ELLE: เป้าหมายในอนาคตของแต่ละคนที่อยากทำให้สำเร็จคืออะไร?
ซี: อยากเห็นซีรี่ส์เรื่อง ‘ไหนใครว่าพวกมันไม่ถูกกัน Head 2 Head’ ดังเปรี้ยงๆ เลยครับ เป็นเป้าหมายเดียวในชีวิตตอนนี้เลย
คีน: สิ่งแรกคืออยากให้เราดังขึ้นกว่านี้ มีคนรู้จักเยอะกว่านี้ แล้วก็อยากมีเพลงที่ตัวเองแต่ง อยากมีคอนเสิร์ตของตัวเองที่ผู้ชมร้องเพลงของผมไปกับผมได้ และอยากเล่นเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอที่ได้ร้องไห้ (ทำไมล่ะ?) เพราะผมรู้สึกว่ามันเท่มากกับการที่โดนทิ้งและร้องไห้ในเอ็มวี อยากรู้ว่าเราจะทำให้เท่แบบนั้นได้ไหมครับ (หัวเราะ)


