กำลังตามหาสถานที่เช็กอินถ่ายรูปและพักผ่อนในวันหยุดกันอยู่รึเปล่า? LV The Place Bangkok ได้กลับมาอีกครั้งหลังจากเปิดตัวเป็นแห่งแรกของโลกเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมเป็นอีกหนึ่งแลนมาร์กสำคัญของนักท่องเที่ยวและคนรักแฟชั่น โดยการกลับมาของโฉมใหม่ล่าสุดนี้ก็ได้ปรับโฉมใหม่ในคอนเซ็ปต์ใหม่ร่วมกับนิทรรศการ Visionary Journeys ที่เตรียมเติมเต็มประสบการณ์การเข้าชมด้วยพื้นที่ใหม่ที่ผสานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน โดย Louis Vuitton ร่วมมือกับ Bangkok Art Biennale เป็นครั้งแรก นำเสนอผลงานของศิลปินไทย 3 ท่าน ที่มาร่วมตีความห้อง Trunkscape ในแบบ Immersive ที่หมุนเวียนจัดแสดงตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยเริ่มที่ผลงานของศิลปินคนแรกอย่างนักรบ มูลมานัส ที่นำเสนอภายใต้แนวคิด The Future of Travel – Between Memory and Imagination ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับห้องดังกล่าว ตามมาดูภาพบรรยากาศภายใน LV The Place Bangkok ตั้งแต่ก้าวแรกที่ห้อง Trunkscape ไปจนถึงอีกหลากหลายห้องพร้อมกันกับแอลไทยแลนด์ได้เลย!
Trunkscape




Asnières
นอกจากนี้ยังมีห้องที่จัดแสดงครั้งแรก อย่างห้อง Asnières ที่เปิดเผยเรื่องราวอันทรงคุณค่าของบ้านประจำตระกูลวิตตองฃ ผ่านพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เป็นทั้งบ้านพักของครอบครัวและจุดกำเนิดงานหัตถศิลป์ด้านการทำหีบเดินทางของ Louis Vuitton ตั้งแต่ปี 1859 พร้อมพาชมงานฝีมือดั้งเดิมที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยจุดเด่นของห้องนี้คือกระเป๋ารูปทรงบ้านที่ตั้งอยุ่ใจกลางห้อง และกระจกเพนต์สีที่แสดงให้เห็นถึงความประณีตของงานศิลปะ



Workshop
ตามมาที่ห้อง Workshop ซึ่งอยู่ถัดมาซึ่งเผยให้เห็นขั้นตอนการทำงานอันละเอียดประณีต พร้อมด้วยช่างฝีมือที่แวะเวียนมาสาธิตการทำ Trunk และห้อง Collaborations ที่นำเสนอคอลเล็กชั่นไอคอนิกที่เกิดจากความร่วมมือกับศิลปินและนักสร้างสรรค์บนพื้นที่จัดแสดงดิจิทัลแบบอิมเมอร์ซีฟ และห้อง Fashion ที่เล่าเรื่องรางการเดินทางด้านแฟชั่นของเมซงผ่านผลงานของ 5 ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ Marc Jacobs, Kim Jones, Virgil Abloh, Nicolas Ghesquière และ Pharrell Williams





Fashion
ซึ่งห้อง Fashion ก็ได้ออกแบบให้มีลูกเล่นที่มีลวดลายโมโนแกรม พร้อมไล่สีโทนร้อนไปจนถึงโทนเย็น และเรียงเส้นทางการเดินทางของเมซงกับการทำงานร่วมกับครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ในช่วงเวลาต่างๆ พร้อมดิสเพลย์ที่โชว์ Runway Piece ในลุคที่เราเคยเห็นผ่านรันเวย์ในซีซั่นต่างๆ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า แว่นตา รองเท้า




ตามมาด้วยมุมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายที่สอดคล้องกับงานศิลปะ และแสดงถึงความผูกพันที่ Louis Vuitton อยู่คู่กับผู้คนมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งห้องที่เล่นกับแสงสีสะท้อนคอนเซ็ปต์ของนิทรรศการ Visionary Journeys รวมถึงพื้นที่จัดแสดงไอเท็มของ Louis Vuitton จากคอลเล็กชั่นในอดีต



Le Café Louis Vuitton
ปิดท้ายกันด้วยการขยายพื้นที่ของ Le Café Louis Vuitton โดยนอกจากพื้นที่เดิมบริเวณชั้น G แล้ว Le Café จะเปิดพื้นที่เพิ่มเติมบนชั้น 2 เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารในบรรยากาศใหม่ ตั้งแต่มื้อกลางวัน และช่วงเวลาแห่งการจิบน้ำชายามบ่าย ไปจนถึงมื้อค่ำ ผ่านเมนูซิกเนเจอร์ของเมซงได้รับการตีความใหม่ผ่านรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย อาทิ ‘Monogram Ravioli’ ราวิโอลีไส้ล็อบสเตอร์ในน้ำซุปบิสก์เข้มข้นแบบต้มยำ ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากต้มยำกุ้ง และ ‘Caesar Salad Eclipse’ ซีซาร์สลัดที่นำเสนอคู่กับไก่ในสไตล์ข้าวมันไก่, เมนู ‘Silk Road Wagyu’ ต่อยอดจากเมนูสร้างสรรค์ของร้านอาหาร Voyage ในเมืองแซ็ง-โทรเป ด้วยการจับคู่เนื้อวากิวกับแกงมัสมั่น และมันฝรั่งรมควัน ส่วน ‘Siam Louis Hao’ นำเมนูต้นตำรับจากเซี่ยงไฮ้มาตีความใหม่ผ่านรสชาติของกุ้งแช่น้ำปลา ตบท้ายด้วยขนมหวาน Le Café Louis Vuitton ได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัตถุดิบและรสชาติท้องถิ่นของไทย ที่พร้อมนำเสนอประสบการ์การรับประทานอาหารที่ผสมผสานแรงบันดาลใจจากจุดหมายปลายทางของทั่วโลก และ เสน่ห์ของมรดกทางวัฒณธรรมอาหารไทยได้อย่างลงตัว









