เดินทางมาถึงซีรี่ส์ที่ 7 อย่างงดงาม กับการกลับมาร่วมงานอีกครั้งของ Takashi Murakami ศิลปินร่วมสมัยระดับโลกชาวญี่ปุ่น ผู้ฝากฝีมือไว้ในประวัติศาสตร์ของเมซง Louis Vuitton มาแล้วหลายครั้ง ผลลัพธ์คือการผสมผสานระหว่างศิลปะและแฟชั่นในรูปแบบที่ทั้งสนุก สดใส และสะท้อนตัวตนของเมซงได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งยังต่อยอดจิตวิญญาณแห่ง Artycapucines ให้กลายเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าทั้งในเชิงดีไซน์และศิลปะร่วมสมัยอีกบทหนึ่งของโลกแฟชั่น

#1 Arty + Capucines
ถนน Rue Neuve-des-Capucines ซึ่งเป็นที่ตั้งร้านแรกของเมซงที่เปิดขึ้นในปี 1854 ถูกใช้เป็นชื่อกระเป๋าถือทรงสี่เหลี่ยมคางหมู รุ่น Capucines ในอีก 159 ปีต่อมาคือในปี 2013 และด้วยการที่ Louis Vuitton ให้ความสำคัญด้านศิลปะและวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผู้มาเยือน Fondation Louis Vuitton ที่ปารีสเพลิดเพลินไปกับผลงานจัดแสดงหมุนเวียนจากศิลปินระดับโลกมากหน้าหลายตา ทางเมซงเคยให้การสนับสนุนนิทรรศการศิลปะระดับนานาชาติอย่าง Art Basel ไม่นับรวมคอลเล็กชั่นมากมายตั้งแต่อดีตที่เป็นงานคอลลาบอเรชั่นกับศิลปินดังจากทั่วโลก


มาในปี 2019 กระเป๋าใบคลาสสิกอย่างรุ่น Capucines จึงถูกใช้เป็นดั่งผืนผ้าใบในโปรเจ็กต์ Artycapucines ครั้งแรก เชื้อเชิญอาร์ทิสต์น่าจับตามาสร้างสรรค์ผลงานแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นตามสไตล์ของตัวเอง แต่ละใบสวยงามวิจิตรบรรจงพร้อมระบุเลขกำกับแต่ละใบ เป็นที่ถูกอกถูกใจนักสะสม และปิดท้ายด้วยการจำหน่ายผ่านงานประมูลเพื่อนำรายได้ไปใช้ทางด้านการกุศลต่างๆ


#2 The Japonism
เป็นที่ทราบกันดีว่าแบรนด์ Louis Vuitton ได้รับความนิยมอย่างสูงเสมอมาในประเทศญี่ปุ่น ในทางกลับกันการใช้ความรุ่มรวยอารยธรรมและสไตล์งานอาร์ตที่สอดแทรกหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนผ่านป๊อปคัลเจอร์ อนิเมะ และมังงะ แล้วสื่อสารออกมาผ่านชิ้นงานแฟชั่นและลักชัวรี่ของแบรนด์ ทำให้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างมากในระดับโลก ทาคาชิ มุราคามิ เป็นศิลปินจากดินแดนอาทิตย์อุทัยอีกคนที่ร่วมงานกับ Louis Vuitton มาตั้งแต่ปี 2003 ทำให้ลวดลาย Monogram Multicolore, Eye Love Monogram, Monogram Cherry Blossom, Monogram Cerises หรือ Monogramouflage กลายเป็นที่รู้จักนอกขอบเขตงานศิลปะสู่โลกแฟชั่น


จากนั้นก็ได้ร่วมกันรังสรรค์ผลงานคอลเล็กชั่นพิเศษร่วมกันเรื่อยมา จนในปี 2025 นี้เองที่เป็นโอกาสครบรอบกว่า 2 ทศวรรษระหว่าง Louis Vuitton และมุราคามิ เปิดตัวคอลเล็กชั่น re-edition สำหรับ Louis Vuitton x Takashi Murakami นำเสนอผลงานออริจินัลอีกครั้ง รวมถึงผลงานใหม่ๆ เพื่อเอาใจนักสะสมสาวกของทางแบรนด์และตัวมุราคามิเองจากทั่วโลก จนช่วงนี้เองที่โปรเจ็กต์ Artycapucines เผยออกมาและเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งในมุมมองที่แตกต่างออกไป
#3 First Time Ever
ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา โปรเจ็กต์ Artycapucines เชื้อเชิญศิลปินที่ไม่ได้เจาะจงเฉพาะกับจิตรกรวาดภาพแต่รวมผู้เชี่ยวชาญ ‘งานคราฟต์’ ในหลากหลายสาขาจากต่างภาษาต่างวัฒนธรรมครั้งละ 5 – 6 คน แต่ในซีรี่ส์ลำดับที่ 7 คราวนี้แตกต่างออกไป เพราะนี่เปรียบเสมือนโซโลเอ็กซิบิชั่นของทาคาชิ มุราคามิ แต่เพียงผู้เดียว กระเป๋าถือ รุ่น Capucines จาก Louis Vuitton ไม่ได้เป็นแค่ผืนผ้าใบที่เขาสาดใส่จินตนาการลงไป แต่คือจุดตั้งต้นที่เขานำมาตีความใหม่

ถ่ายทอดไอเดียความเป็นไปได้พร้อมกับสอดแทรกเส้นสายลายเซ็นเฉพาะตัวที่สร้างชื่อให้เขาเข้าไป ถือเป็นครั้งแรกที่กระเป๋า รุ่น Artycapucines จำนวนมากถึง 11 ใบ ผ่านการรังสรรค์ออกมาเป็นรูปแบบใหม่ มุราคามิไม่ได้ยึดติดที่ตรงการรักษารูปฟอร์มของกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูนี้เอาไว้ เขาเดินทางไปไกลกว่านั้น นำศาสตร์ของงานฝีมือสุดประณีตและการผสมผสานวัสดุดั้งเดิมและนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งยังเป็นการต่อยอดผลงานศิลปะอันเป็นที่รู้จักอยู่เดิมต่อยอดมาเป็นกระเป๋ารุ่นนี้ที่มีเป็นดั่ง ‘งานศิลปะเคลื่อนที่’




#4 When Luxury Meets Art
ผลงานสำหรับ Artycapucines เวอร์ชั่น 2025 เสมือนการตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ร่วมกันระหว่างความหรูหรา งานฝีมือล้ำค่า และป๊อปคัลเจอร์ กระเป๋า ‘Capusplit BB’ ผสมผสาน 2 เลเยอร์ระหว่างหนังจระเข้สีไลต์บลูห่อหุ้มด้านนอก แทรกกลางด้วยหนังแกะลายโมโนแกรมหลากสี ‘Monogram Multicolore’ ส่วน อีกใบอย่าง ‘Capucines Mini Autograph’ ที่ใช้หนังจระเข้เช่นกัน มาในสีดำขลับวาววับ สะท้อนตัวตนของศิลปินผ่านทั้งลายเซ็นสีรุ้งและลวดลายโมทีฟดอกไม้ ‘smiling flower’ มาที่ ‘Capucines BB Golden Garden’ ดูหรูหราด้วยเฉดสีทอง งดงามด้วยการเพนต์ลายดอกไม้ Ogata Kõrin’s Flowers (2024) และการใช้เทคนิคตัดต่อหนังเพื่อสร้างเท็กซเจอร์ที่แตกต่าง

ถ่ายทอดอาร์ตเวิร์กที่มุราคามิอุทิศให้กับผลงานดอกเบญมาศของจิตรกรชั้นครูจากศตวรรษที่ 17 ของญี่ปุ่นอย่าง Ogata Kõrin ในขณะที่กระเป๋าลายพรางใบโต ‘Capucines XXL Camo’ คือการตีความใหม่ล่าสุดให้กระเป๋ารุ่นนี้มีความยูนิเซ็กซ์โดยมีพื้นผิวฟอกอย่างเดนิม พิมพ์ลาย ‘skull-in-camouflage’ สีกากีด้วยแรงบันดาลใจจากผลงาน Time ของเขาในปี 2009 เป็นลวดลายหัวกระโหลกที่กลมกลืนไปกับลายพรางได้อย่างลงตัว ส่วน ‘Capucines EW Dragon’ สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมจากผลงานอาร์ตเวิร์กขนาดใหญ่ที่สุดของมุราคามิ Clouds Indigo Blue (2011) ซึ่งเป็นภาพต่อกัน 9 แผ่นยาวถึง 18 เมตร จนออกมาเป็นกระเป๋าใบยาวครั้งแรกของ Capucines เพื่อให้สามารถถ่ายทอดภาพดั้งเดิมลงไปได้อย่างเต็มที่ด้วยเทคนิคพิมพ์ภาพอิงก์เจตความละเอียดสูงสีบลูและเบจบนผืนหนังที่ฟินิชชิ่งเงาเหมือนผิวกระเบื้องพอร์ซเลน

#5 The Metamosphosis
หากการเพิ่มความยาวหรือเพิ่มไซซ์ให้ใหญ่ขึ้นยังไม่พอ มุราคามิเนรมิตกระเป๋า Capucines เป็นรูปฟอร์มใหม่ ตกแต่งประดับประดาจนเกิดเอฟเฟ็กต์ 3D ประหนึ่งหลุดออกมาจากการ์ตูนอนิเมะ เริ่มที่ ‘Panda Clutch’ กระเป๋าคลัตช์รูปหมีแพนด้า คือผลงานที่มุราคามิดึงมาจาก ‘Superflat Monogram’ ลวดลายที่เขาทำร่วมกับ Louis Vuitton ตั้งแต่ปี 2003 ทำจากวัสดุทองเหลืองเคลือบเงินประดับเพชรเทียมด้วยมือทีละเม็ดจำนวน 6,250 เม็ด อีกใบที่แสนน่ารักสดใสคือ ‘Capucines EW Rainbow’ สะท้อนความเป็นไอคอนของโมทีฟดอกไม้สีรุ้ง ออกมาเป็นกลีบ 7 กลีบคลี่เป็นรูปพัดจากขนมิงก์นุ่มฟู




คอลเล็กชั่น Artycapucines คราวนี้ วัสดุเรซินเข้ามามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อสร้างความตื้นลึกของพื้นผิวโดดเด่นสะดุดตา เป็นผลงานแบบสามมิติสุดเซอร์เรียล ไม่ว่าจะจาก ‘Capucines Mini Mushroom’ ด้วยการประดับประดาเห็ดทั่วทั้งตัวกระเปป๋าและหูจับ จากอาร์ตเวิร์ก DOB in The Strange Forest (1999), ‘Capucines Mini Tentacle’ ใบชมพูที่มีหนวดปลาหมึกงอกออกมาข้างกระเป๋า จากผลงานประติมากรรมปี 2017 อย่าง DOBtopus โดยประกอบขึ้นจาก 450 ชิ้นส่วนและใช้เวลาถึง 75 วันต่อการผลิต 1 ใบ, ‘Capucines MM Eye’ สีชมพูอ่อนพร้อมรูปดวงตา จมูก และปาก และหนวดปลาหมึกตรงหูจับ จากผลงาน Mr. DOB Original Edition (2016) ปิดท้ายที่กระเป๋าใบกลม ‘Capubloom’ จากผลงานสุดเลื่องชื่อ Flower Matango (2007) ที่เคยตั้งตระหง่านในพระราชวังแวร์ซายส์ตอนปี 2010 ดอกไม้ทั้ง 133 ดอกขึ้นรูปอย่างวิจิตรทีละดอกและประกอบขึ้นเสมือนต่อจิ๊กซอว์พอดิบพอดีบนพื้นผิวกระเป๋า




