เจาะลึกทุกดีเทลของวงการความงามในปัจจุบันกับ คุณอ้อม เอมปวีณ์ สิมะเสถียร ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Aesthetic Allure

ELLE: จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการความงามของคุณอ้อมเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมถึงเลือกเข้ามาในวงการนี้?

“จริงๆ อ้อมไม่ได้เริ่มต้นจากวงการความงามโดยตรงค่ะ อ้อมเคยเป็นแอร์โฮสเตสมาก่อน หลังจากลาออกก็มีโอกาสเข้ามาทำงานในวงการ Healthcare เริ่มจากการเป็นผู้แทนยา ก่อนจะได้ทำงานเป็น Product Specialist ให้กับบริษัทด้าน Aesthetics ระดับโลก ซึ่งทำให้อ้อมได้ทำงานใกล้ชิดกับแพทย์และคลินิกความงามมาเกือบ 10 ปี

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ได้เรียนรู้เยอะมากค่ะ และได้เห็นพัฒนาการของวงการความงามในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงที่การทำหัตถการยังไม่แพร่หลายเท่าทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่อ้อมสังเกตเห็นคือ เรามีเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เรื่องการดูแลผิวก่อนและหลังทำหัตถการกลับยังไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และผลลัพธ์ในการรักษา

อ้อมจึงเริ่มสนใจผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Skin Recovery มากขึ้น และมองเห็นโอกาสที่จะนำประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่สร้างมาตลอดหลายปี มาต่อยอดเป็นธุรกิจของตัวเอง จนเกิดเป็น Aesthetic Allure ที่ก่อตั้งร่วมกับพาร์ทเนอร์ค่ะ”

ELLE: จุดเริ่มต้นที่คุณอ้อมตัดสินใจนำเข้า Pure Bim+ Hydrating Gel Mask เริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่และมาจากไหน?

“Pure Bim+ Hydrating Gel Mask เป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่เราเลือกนำเข้ามาทำตลาดภายใต้ Aesthetic Allure ค่ะ โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงหลังโควิดที่ประเทศไทยและเกาหลีใต้เริ่มกลับมาเดินทางระหว่างกันได้อีกครั้ง อ้อมมีโอกาสเดินทางไปเกาหลีและได้พูดคุยกับผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Pure Bim

ตอนนั้นสิ่งที่ทำให้อ้อมสนใจไม่ใช่แค่ตัวมาสก์ แต่เป็นแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค่ะ เพราะเขาไม่ได้มองมาสก์เป็นเพียงสกินแคร์สำหรับเพิ่มความชุ่มชื้น แต่มองไปถึงความต้องการของผิวที่อยู่ในช่วงอ่อนแอ โดยเฉพาะหลังการทำหัตถการ เมื่อได้ศึกษากระบวนการผลิตและเทคโนโลยี Electron Beam Sterilization ซึ่งเป็นกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อ ก็รู้สึกว่านี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สิ่งที่อ้อมมองหามาตลอด

เราไม่ได้อยากนำเข้ามาสก์อีกหนึ่งแบรนด์เพื่อมาแข่งขันในตลาด แต่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีจุดประสงค์ชัดเจน มีมาตรฐานการผลิต และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้รับบริการในคลินิกได้จริง หลังจากนั้นอ้อมก็พาแพทย์และผู้บริหารคลินิกจากประเทศไทยเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานที่เกาหลีอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ควรเริ่มจากการได้เข้าใจถึงที่มาและกระบวนการผลิตด้วยตัวเองค่ะ” 

ELLE: ความโดดเด่นของ Pure Bim+ Hydrating Gel Mask คืออะไร? 

“จุดเด่นของ Pure Bim คือการเป็น Sterilized Hydrogel Mask หรือมาสก์ไฮโดรเจลที่ผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อด้วยเทคโนโลยี Electron Beam Sterilization จากประเทศเกาหลีค่ะ

โดยส่วนตัวอ้อมมองว่าผิวหลังทำหัตถการมีความต้องการแตกต่างจากผิวในภาวะปกติ เพราะผิวอาจมีอาการร้อน แดง ระคายเคือง และเกราะป้องกันผิวอาจอ่อนแอลงชั่วคราว เราจึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งความชุ่มชื้น ความอ่อนโยน และมาตรฐานความสะอาดของผลิตภัณฑ์

เนื้อสัมผัสแบบไฮโดรเจลของ Pure Bim ยังช่วยให้ความรู้สึกเย็นสบายและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้รับบริการมักต้องการหลังทำหัตถการประเภทเลเซอร์ สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวและช่วงเวลาที่ใช้งาน ไม่ใช่เพียงการนำมาสก์ทั่วไปมาใช้กับทุกสภาพผิวค่ะ”

ELLE: ความยากหรือความง่ายในการผลิตมาสก์ในยุคปัจจุบันคืออะไร? และมาสก์ที่เราได้เห็นทั่วไปต่างจาก Sterilized Mask อย่างไร?

“จริง ๆ ทุกวันนี้การผลิตมาสก์หน้าอาจไม่ได้ยากเหมือนเมื่อก่อนค่ะ เพราะมีทั้งโรงงาน OEM เทคโนโลยี และส่วนผสมใหม่ๆ ให้เลือกเยอะ แต่สิ่งที่ยากคือ ทำอย่างไรให้มาสก์หนึ่งชิ้นมีมาตรฐานและมีเทคโนโลยีที่แตกต่างจริง ๆ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสูตรหรือแพ็กเกจ

สำหรับ Pure Bim+  สิ่งที่แตกต่างคือเราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงมาสก์บำรุงผิวทั่วไป แต่เป็น Sterilized Hydrogel Mask ซึ่งผ่านกระบวนการ Sterilization ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า E-BIM ซึ่งเป็น Patented Technology ของโรงงานผู้ผลิต Pure BIM ในประเทศเกาหลี

E-BIM เป็นกระบวนการที่นำ Electron Beam มาใช้ในขั้นตอน Sterilization ของผลิตภัณฑ์ เพื่อควบคุมเรื่องความสะอาดและลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากมาสก์หน้าทั่วไปที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้เป็น Daily Skincare และไม่ได้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ Sterilization แบบเดียวกัน

สำหรับอ้อม ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า ‘ในมาสก์มีส่วนผสมอะไร’ แต่อยู่ที่ว่ามาสก์ชิ้นนั้นถูกผลิตขึ้นมาอย่างไร และมีมาตรฐานอะไรอยู่เบื้องหลังโดยเฉพาะเวลาที่เราพูดถึงผิวหลังทำหัตถการ ซึ่งอยู่ในช่วงที่ Sensitive มากขึ้น อ้อมคิดว่าเราควรมองเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานการผลิต ควบคู่ไปกับเรื่องของส่วนผสมด้วยค่ะ”

ELLE: คิดว่าประสบการณ์การทำงานในวงการ Healthcare ในฐานะผู้แทนยา มีส่วนช่วยอย่างไรบ้างเมื่อผันตัวมาทำธุรกิจด้านความงาม?

“มีส่วนมากเลยค่ะ เพราะการทำงานในวงการ Healthcare สอนให้อ้อมไม่ได้มองผลิตภัณฑ์เพียงแค่ว่า ขายได้หรือไม่ได้ แต่เราจะเริ่มจากการมองว่า ในชีวิตจริงคุณหมอและคนไข้กำลังเจอปัญหาอะไร แล้วผลิตภัณฑ์ของเราสามารถเข้าไปตอบโจทย์หรือช่วยแก้ปัญหานั้นได้จริงหรือเปล่า

เวลาทำงานกับคุณหมอ อ้อมจะพยายามเข้าใจว่าคุณหมอต้องการอะไรในการดูแลคนไข้ มี Pain Point อะไรที่ยังไม่ได้รับการตอบโจทย์ และในขณะเดียวกันเราก็จะมองต่อไปถึงคนไข้ด้วยว่า สุดท้ายแล้วเขาจะได้รับประโยชน์อะไร ได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างไร หรือผลิตภัณฑ์นั้นช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้จริงแค่ไหน

วิธีคิดนี้ติดตัวอ้อมมาจนถึงตอนทำ Aesthetic Allure ค่ะ เพราะเราไม่ได้เลือกผลิตภัณฑ์จากแค่ว่าอะไรเป็นเทรนด์หรืออะไรน่าจะขายดี แต่เราถามตัวเองเสมอว่า ผลิตภัณฑ์นี้เข้ามาแล้วแก้ปัญหาอะไร และสร้าง Value ให้ทั้งคุณหมอและคนไข้ได้จริงไหม

อย่าง Pure Bim+  เองก็เกิดจากการที่เราเห็นช่องว่างของการดูแลผิวหลังทำหัตถการ เราเห็นว่าคุณหมอให้ความสำคัญกับ Treatment และผลลัพธ์มากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราสามารถเข้าไปเติมเต็มได้คือการดูแลผิวในช่วง Recovery เพื่อให้ทั้งคุณหมอมีอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลคนไข้ และคนไข้เองก็ได้รับการดูแลที่ต่อเนื่องมากขึ้นหลังออกจากคลินิก

อ้อมคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้มาจาก Healthcare คือ เราไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า ‘เราจะขายอะไร’ แต่เริ่มจาก เรากำลังช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คุณหมอและคนไข้ แล้วค่อยหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมมาตอบโจทย์นั้นค่ะ”

ELLE: คุณอ้อมคิดว่าอะไรคือหัวใจที่ช่วยสร้างความโดดเด่นของแบรนด์ในวงการความงามยุคปัจจุบัน?

“อ้อมมองว่าตลาดความงามในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก และผู้บริโภคก็มีตัวเลือกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น ไม่ใช่แค่การมีผลิตภัณฑ์ที่ดีหรือการทำการตลาดให้คนรู้จักเท่านั้น แต่แบรนด์ต้องรู้ด้วยว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงไหนในตลาด

สำหรับ Aesthetic Allure เราเลือกที่จะให้ความสำคัญกับเรื่อง Skin Recovery และ Skin Longevity เพราะอ้อมเชื่อว่าความงามในระยะยาวไม่ได้เกิดจากการทำหัตถการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการดูแลสุขภาพผิวอย่างต่อเนื่องด้วย เราไม่ได้อยากนำเข้าผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่กำลังเป็นกระแส แต่อยากเลือกผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดจริงๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่อ้อมให้ความสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์ เรามีโอกาสพาแพทย์และผู้บริหารคลินิกจากประเทศไทยไปเยี่ยมชมโรงงานที่เกาหลีเป็นประจำ เพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นกระบวนการผลิตและได้พูดคุยกับทีมผู้พัฒนาด้วยตัวเอง

อ้อมเชื่อว่าแบรนด์ที่แข็งแรงไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ที่เสียงดังที่สุด แต่ต้องมีตัวตนที่ชัดเจน และทำให้คนรู้สึกมั่นใจทุกครั้งที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา”

ELLE: ในฐานะที่ Pure Bim+ เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำหัตถการ คิดว่าความโดดเด่นของการทำหัตถการในปัจจุบันคืออะไร? ทำไมคนถึงเปิดใจและเข้ารับบริการเพิ่มยิ่งขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ?

“อ้อมคิดว่ามุมมองของคนที่มีต่อการทำหัตถการเปลี่ยนไปค่อนข้างมากค่ะ เมื่อก่อนหลายคนอาจมองว่าการเข้าคลินิกความงามเป็นเรื่องของการแก้ไขจุดบกพร่อง หรือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยอยากบอกใคร แต่ทุกวันนี้คนเริ่มมองว่าการทำหัตถการเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลตัวเอง เหมือนกับการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ หรือการเลือกใช้สกินแคร์

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเรามีทางเลือกในการดูแลผิวที่หลากหลายขึ้น หลายหัตถการใช้เวลาพักฟื้นน้อยลง และสามารถวางแผนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้ และอ้อมยังสังเกตเห็นว่าคนเริ่มสนใจเรื่อง Preventive Aging และ Skin Longevity มากขึ้น ไม่ได้รอให้เกิดปัญหาผิวแล้วค่อยแก้ไข แต่เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อรักษาคุณภาพผิวในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเข้าถึงหัตถการได้ง่ายขึ้น สิ่งที่อ้อมอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญควบคู่กันไปก็คือ การเลือกแพทย์ การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการดูแลผิวหลังทำหัตถการ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราพยายามผลักดันแนวคิด Recovery First เพราะต่อให้เราเลือกทำหัตถการด้วยเทคโนโลยีที่ดีแค่ไหน การดูแลผิวหลังจากนั้นก็ยังเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทั้งหมด

สำหรับอ้อม ความงามยุคใหม่ไม่ใช่แค่การทำให้เราดูดีขึ้นในวันนี้ แต่คือการดูแลตัวเองให้สามารถมีสุขภาพผิวที่ดีไปได้อีกนานๆ ค่ะ”

ELLE: ก้าวต่อไปของ Pure Bim+ คืออะไร?

“Pure Bim+ เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า Aesthetic Allure อยากเดินไปในทิศทางไหนค่ะ จากวันแรกที่เราเริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เรื่องการดูแลผิวหลังทำหัตถการ วันนี้เรามองภาพใหญ่ขึ้นว่า เราอยากสร้าง Portfolio ที่สามารถดูแล Skin Health, Skin Recovery และ Skin Longevity ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น

ปัจจุบันนอกจาก Pure Bim+ แล้ว เรายังมี Kbooster Skincare จากประเทศเกาหลี และ Pure Hydrogel PRO+ ที่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกเข้ามาเกิดจากแนวคิดเดียวกัน คือ เราไม่ได้มองหาว่าอะไรเป็นเทรนด์หรืออะไรขายง่าย แต่เรามองว่าตอนนี้คุณหมอและคนไข้มี Pain Point อะไร และมีอะไรที่เราสามารถนำเข้ามาช่วยตอบโจทย์หรือแก้ปัญหานั้นได้จริง ๆ

สิ่งหนึ่งที่อ้อมให้ความสำคัญมากคือ ก่อนจะตัดสินใจนำผลิตภัณฑ์ใดเข้ามา อ้อมและทีมจะเดินทางไปดู ไปพูดคุยกับผู้พัฒนาและพาร์ตเนอร์ด้วยตัวเอง เราอยากรู้ว่าเขาสร้างผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมาจากอะไร มีแนวคิด มี Science และ Technology อะไรอยู่เบื้องหลัง รวมถึงต้องดูด้วยว่า Vision ของเขาตรงกับสิ่งที่ Aesthetic Allure เชื่อหรือเปล่า

และเราไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่การนำผลิตภัณฑ์เข้ามาทำตลาดค่ะ อีกก้าวที่สำคัญคือการสร้าง Evidence เราจึงมีความร่วมมือกับโรงเรียนแพทย์ในการทำงานวิจัย เพื่อศึกษาผลิตภัณฑ์และสร้างข้อมูลที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง เพราะในระยะยาว อ้อมไม่ได้อยากให้ Aesthetic Allure เป็นเพียง Distributor ที่มีผลิตภัณฑ์หลายแบรนด์ แต่อยากให้คนมองเราเป็นบริษัทที่ คัดเลือกและพัฒนา Solution ที่มีคุณภาพ มี Science รองรับ และสามารถตอบโจทย์ทั้งคุณหมอและคนไข้ได้จริง

และไม่ว่าในอนาคตเราจะมีผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีกกี่ตัว สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือ ทุกผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการเลือกด้วยมาตรฐานและความเชื่อเดียวกับที่เราใช้เลือก Pure Bim+ ตั้งแต่วันแรกค่ะ”

Photographer: Pathomporn Phueakphud

Assistant Stylist: Sutarwat Songsang

Makeup Artist: Satanun Graisorn

Hair Stylist: Noppasit Cheerakultananan

Latest Posts

Don't Miss