ในแสงไฟสปอร์ตไลต์และรันเวย์ที่ดูสมบูรณ์แบบ ซุปเปอร์โมเดลระดับโลกอย่าง Barbara Palvin มักปรากฏตัวในภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่มั่นใจ สวยงาม และไร้ที่ติ แต่เบื้องหลังความสวยนี้ เธอต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่มองไม่เห็นและไม่มีใครพูดถึง endometriosis (ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่) หรือที่เรียกกันว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งกลายเป็นบททดสอบที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตของเธอไปตลอดกาล

Barbara เล่าว่าเธอมีอาการปวดประจำเดือนรุนแรงมาตลอดหลายปี ชนิดที่ทำให้เธอไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เธอเหนื่อยง่าย มีเลือดออกมากและไม่สม่ำเสมอ นอนไม่หลับ และมักต้องฝืนทำงานต่อท่ามกลางความเจ็บปวดเหล่านั้น และเธอยังได้บอกอีกว่า “ฉันเคยคิดว่านี่คือสิ่งที่เป็นธรรมดาของฉัน ทุกครั้งที่ไปตรวจประจำปีกับสูตินรีแพทย์ ผลก็ออกมาว่าทุกอย่างดูปกติ” นี่คือความจริงอันน่าเศร้าที่ผู้หญิงจำนวนมากเผชิญ เพราะภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ไม่สามารถตรวจพบได้ง่ายในการตรวจสุขภาพทั่วไป อาการจึงมักถูกมองข้ามหรือตีความผิดว่าเป็นเพียง ‘อาการปวดท้องประจำเดือน’ ธรรมดา


ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ Barbara ได้รับคำแนะนำให้ไปพบ แพทย์เฉพาะทางด้านภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ การพบผู้เชี่ยวชาญครั้งนี้คือก้าวสำคัญ เพราะภายในเวลาเพียงสามเดือน เธอได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเข้ารับการผ่าตัด “หลังการผ่าตัด ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปเลย ประจำเดือนของฉันง่ายขึ้น ร่างกายเบาขึ้น และฉันรู้สึกเหมือนได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง”


เธอแชร์ภาพของตัวเองในโรงพยาบาลลงบนอินสตาแกรมพร้อมข้อความที่สะท้อนถึงความกล้า “อย่าปล่อยให้ใครบอกว่าคุณคิดมาก หรือมันเป็นเรื่องปกติ ถ้าคุณเจ็บปวดแบบที่ฉันเคยเจอ คุณต้องหาคำตอบให้ร่างกายของตัวเอง” ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อที่คล้ายกับเยื่อบุมดลูกเจริญอยู่นอกโพรงมดลูก เช่น บริเวณรังไข่ ท่อนำไข่ หรือแม้แต่กระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดอาการปวดรุนแรง เลือดออกผิดปกติ และในบางรายอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ งานวิจัยระบุว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์กว่า 10% ทั่วโลก เผชิญกับภาวะนี้ แต่การวินิจฉัยมักใช้เวลานานเฉลี่ยถึง 7–10 ปี เนื่องจากอาการมักถูกเข้าใจผิด

การที่เธอออกมาแบ่งปันประสบการณ์จึงไม่เพียงช่วยสร้างความตระหนักรู้ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงอีกมากมายกล้าพูดถึงสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้สึกผิดหรืออาย วันนี้ Barbara บอกว่าเธอรู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอตื่นเต้นที่จะกลับไปทำงาน แต่ก็ให้คำมั่นกับตัวเองว่าจะไม่ละเลยเสียงที่ร่างกายส่งสัญญาณมาอีกแล้ว “ฉันอยากให้เรื่องราวของฉันเป็นเครื่องย้ำเตือนให้ผู้หญิงทุกคนเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง และอย่าหยุดหาคำตอบเมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ”

