แม้หลายคนจะจดจำ เต ตะวัน ในฐานะนักแสดงที่เต็มไปด้วยพลังงานสดใสและรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เมื่อบทสนทนาเดินลึกลงไป เรากลับได้พบกับอีกด้านหนึ่งของเขา คนที่ชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หลงใหลในงานศิลปะและรายละเอียดเล็กๆ รอบตัว รวมถึงกำลังเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความคาดหวังที่เคยมีต่อตัวเอง ในบทสัมภาษณ์ของนิตยสารแอล ประเทศไทย ฉบับมิถุนายน 2026 ร่วมกับ LOEWE และ 2 หนุ่ม-สาว LOEWE Community อย่างใบเฟิร์น พิมพ์ชนก และ ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน

ELLE: ช่วยบอกความรู้สึกที่ครั้งนี้ต้องมาถ่ายปก ELLE กับใบเฟิร์นและภูวินทร์
Tay: เตไม่ค่อยเจอโมเมนต์ระหว่างภูวินทร์กับใบเฟิร์น จะเป็นเตไปกับใบเฟิร์น เตไปกับภูวินทร์ พอเห็นเขาได้คุยกันเราก็จะชอบนั่งมอง ด้วยความที่เราโตมากับภูวินทร์เลยรู้วิธีรับมือว่าจะมีความสัมพันธ์ประมาณไหน พอเป็นใบเฟิร์นที่อยู่นอกค่าย เห็นเขาคุยเล่นกัน หัวเราะกัน มันก็น่ารักดี ปกติเตเป็นคนชอบดูความสัมพันธ์ของคนอยู่แล้วด้วย เป็นเคมีที่ประหลาดๆ ดีนะ 3 คนนี้ (อมยิ้ม) เหมือนจะไม่เข้ากัน แต่ก็เข้ากัน

ELLE: เต ตะวันในภาคของการทำงานในสายแฟชั่นกับ Loewe มีโมเมนต์ที่ประทับใจอย่างไรบ้าง?
Tay: ของเตมันเป็นความรู้สึกสะสมมาเรื่อยๆ มากกว่าครับ พอได้รับเลือกเข้ามาทำงาน เตตัดสินใจรับเลยเพราะรู้สึกว่าตัวเรากับแบรนด์ไปในทางเดียวกันได้ เตอินกับสิ่งที่แบรนด์ต้องการนำเสนอ เตชอบอะไรที่เป็นงานคราฟต์ งานศิลปะอยู่แล้ว ตอนเด็กๆ ชอบวาดรูป ชอบดูงานศิลปะ พอเราเดินไปกับแบรนด์เรื่อยๆ เราเก็ตตัวแบรนด์และภูมิใจที่ได้นำเสนอแบรนด์ อย่างงาน Loewe Craft Prize ผมชอบอะไรแบบนี้มาก แล้ว Loewe ชอบหยิบเอเลเมนต์นู่นนี่นั่นมาใช้ งานอดิเรกของเตคือการถ่ายรูป เตก็จะชอบซูมอะไรที่เป็นเท็กซ์เจอร์ แล้ว Loewe ก็เก่งในการเอาเท็กซ์เจอร์ เอาสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมานำเสนอในเสื้อผ้า ในงานของเขา เตเลยอินเป็นพิเศษ
ทุกครั้งที่ได้ไปแฟชั่นวีกจะยิ่งอินมากขึ้นไปอีก จะได้เจอคนที่ทำงานเบื้องหลังของสิ่งนั้นๆ จริงๆ ไปดูงานนิทรรศการจริงๆ ส่วนดูโอดีไซเนอร์ใหม่ก็ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอของแบรนด์แต่ใส่ความเป็นตัวเขาเข้ามาด้วย แวบแรกที่เห็นคอลเล็กชั่นแรกนะครับ เตมองเห็นหน้าใบเฟิร์นเลย (อมยิ้ม) รู้สึกว่าเขาเข้ากับงานของดีไซเนอร์ใหม่มาก ทั้งโทนสี ซิลูเอตต่างๆ คิดว่าเขาน่าจะ carry ออกมาได้ดีมาก


ELLE: ผลงานการแสดงสำหรับปีนี้ของเตมีอะไรบ้าง?
Tay: ตอนนี้มีถ่ายอยู่ 2 เรื่องครับ คือ Scarlet Heart กับ หมาเห่าเครื่องบิน เป็นช่วงที่หนักสำหรับเตนิดหนึ่งเพราะมันทำทุกอย่างพร้อมกันในทีเดียว แล้วคาแร็กเตอร์ก็ต่างกัน 2 ขั้วมากๆ แล้วยังมีงานคอนเสิร์ต งานแฟนมีตอีก จริงๆ ผมเป็นคนชอบทำอะไรหลายๆ อย่างในวันหนึ่ง แต่กลายเป็นว่าช่วงนี้ต้องตัดเหลือแค่งานอย่างเดียว พอผ่านไปสักวีกมันจะเริ่มชินเอง พอเริ่มนอนน้อยๆ ติดต่อกันหลายวัน ก็รู้เลยว่าเราปรับตัวได้ รู้ว่าสิ่งจำเป็น ณ ตอนนั้นคืออะไร
ความยากคือเป็นคาแร็กเตอร์ที่ต่างกับเรามาก และต่างกันเองด้วยทั้ง 2 เรื่อง ยังไงก็ฝากติดตามทั้ง 2 เรื่องที่จะออนในปีนี้ด้วยครับ
ELLE: ปีนี้เตยังได้ร่วมในโปรเจ็กต์รายการวาไรตี้อย่าง Running Man ด้วย จากหลายต่อหลายเทปที่ผ่านมามีอะไรน่าประทับใจที่อยากแชร์บ้าง?
Tay: สำหรับเตถือว่าไม่ใหม่ในแง่รูปแบบ เพราะเตเคยทำรายการ รถโรงเรียน ของทางค่ายมาแล้ว อันนั้นจะชิลกว่า แต่ Running Man จะโปรดักชั่นใหญ่ ขยายสเกลจากสิ่งที่เราเคยทำมา ของเตความยากคือเตจะเป็นคนเก่งในพื้นที่ตัวเอง ในบ้านเราที่เราชินกับทุกคน เราจะกล้าเป็นตัวเอง พอมาถ่ายรายการวันแรกมีแต่คนที่เราไม่เคยทำงานด้วย มีแต่อิ้งค์คนเดียวที่เรารู้สึกสบายใจด้วยเพราะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมหา’ลัย เตเลยต้องปรับตัวกับคนมากกว่า ปรับตัวให้ชินจนกล้าเป็นตัวเองมากขึ้น

ELLE: ‘ความสำเร็จ’ สำหรับเตหน้าตาเป็นอย่างไร?
Tay: ถ้าเป็นตอนนี้ ในวัยนี้ ใน stage นี้ของชีวิต ความสำเร็จคือการบาลานซ์ชีวิตมากขึ้น ยุคแรกๆ จะเป็นเรื่องของงานเพราะเรายังไม่ได้เคยทำหลายอย่าง ความสำเร็จคือการทำสิ่งใหม่ๆ ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ พอโอกาสเข้ามาแล้วดีใจ เรามองว่านั่นคือความสำเร็จ แต่พอในอายุเท่านี้ที่ได้ลองทำหลายอย่างมากๆ แล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้งานไม่ได้เป็นทุกอย่างของชีวิต เตว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามากครับ เพราะว่าในวัยที่เรายังไม่ได้สำเร็จในการทำงาน เราจะมุ่งไปในสิ่งนั้น พอตอนที่เราอุ่นใจแล้วเราก็จะหาความบาลานซ์ในชีวิต หาความสุขของตัวเองว่าอยากทำอะไร
ด้วยนิสัยพื้นฐานของเตคือถ้ามีอะไรเฟล เตจะเป็นคนปล่อยมันไปยากมาก ถ้าทำงานหนึ่งออกมาแล้วเตไม่พอใจ เตจะเอาออกจากตัวไม่ได้ไปหลายวันเลย ตอนนี้ก็ยังเป็นนะครับ มันน้อยลงแหละแต่ยังไม่ถึงเท่าที่อยากให้เป็น ไม่ถือว่าเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์แท้นะครับ แต่มีเชื้ออยู่ในตัวเฉยๆ เคยเจอคนที่เป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วเขาหนักกว่าเรา อย่างถ้าเตทำงานช้า หรือตอบอะไรออกไปช้า เพราะรู้สึกว่าถ้ายังไม่ใช่สิ่งที่เราชอบที่สุดเราจะไม่ตอบอะไรออกไป รู้สึกว่ามีทางเลือก อยากได้อะไรที่ดีกว่านี้อีก

ELLE: หากเปรียบชีวิตของเตในปี 2026 นี้เป็นจานสี จะประกอบไปด้วยสีอะไรบ้าง เพราะอะไร?
Tay: จริงๆ ทั้งชีวิตนะเตดีไซน์ตัวเองเป็น 3 สีอยู่แล้ว ซึ่งคนอาจจะเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง นั่นคือสีเหลือง สีน้ำเงิน และสีเขียว คือตัวตนจริงๆ ที่เพิ่งมาค้นพบคือตัวเราเป็นสีเขียว แต่สิ่งที่อยากเป็นตั้งแต่เด็กคืออยากเป็นสีน้ำเงิน เด็กๆ ไม่เคยชอบสีเขียวเลย และไม่ยอมรับด้วย ใช้ว่ากลางๆ ค่อนไปทางไม่ชอบ แล้วไม่ใช่อยากเป็นสีน้ำเงินธรรมดา อยากเป็นสีน้ำเงินเนวี่ เด็กๆ เป็นฟีลเด็กเรียน ต้องสอบได้ที่ 1 ต้องไปประกวด แข่งขันทางวิชาการ พอโตขึ้นแล้วค้นพบว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ ชิลๆ เลยต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นสีเขียว แต่งานบันเทิงที่เราทำ ด้านที่คนอยากเห็นเรามันเป็นสีเหลือง คือถ้าเตอยู่ตัวคนเดียวเตจะไม่เป็นสีเหลืองเลย จะเป็นสีเขียว เตจะมีเวลาตอนกลางคืนที่อยู่กับตัวเอง อยากอยู่คนเดียว ไม่ตอบใคร ไม่คุยกับใคร มันคือการชาร์จให้ตัวเองด้วย

ELLE: ลิสต์ 1 เพลงโปรด 1 หนังสือเล่มโปรด และ 1 ภาพยนตร์/ซีรี่ส์เรื่องโปรดของคุณในตอนนี้
Tay: เพลงที่เตชอบฟังคือเพลง ‘Angel’ ของ Sarah McLachlan ก็จะฟังเวลาเหนื่อยๆ และมีเพลงอย่าง ‘Only Time’ ของ Enya หรือ ‘If We Hold On Together’ ของ Diana Ross ประกอบเรื่อง ‘The Land Before Time’ (1988) ส่วนหนังสือคือเรื่อง ‘Enneagram ศาสต์แห่งการวิเคราะห์คน’ โดยบัญญัติ บุญญา อ่านยังไม่จบสักที เป็นแนวจิตวิทยา แล้วจริงๆ เตเป็นคนดูหนังหรือซีรี่ส์น้อยมาก ตอนนี้มีลิสต์ที่อยากดูคือ ‘Stranger Things Season 5’ (2025) กับอีกเรื่องหนึ่งที่อยากดูมากๆ คือ ‘Dark’ (2017-2020)
ELLE: ช่วยฝากข้อความส่งท้ายถึงแฟนคลับ
Tay: เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเรื่อง หมาเห่าเครื่องบิน ออนแล้วก็ฝากด้วยนะครับ ส่วนกลางปีค่อนไปทางปลายปีน่าจะได้ดู Scarlet Heart แล้ว ฝากให้ทุกคนติดตามด้วยนะครับ (อมยิ้ม)”




