5 แฟชั่นที่ถือกำเนิดขึ้นจากผลกระทบของสงคราม และสิ่งที่สะท้อนผ่านผลงานเหล่านั้น

สงครามอาจพรากหลายสิ่งไปจากเรา แต่กลับกันก็อาจก่อเกิดหลายสิ่งได้เช่นกัน แอลชวนย้อนดูอิทธิพลของความขัดแย้งครั้งใหญ่ของโลก นับจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงความตึงเครียดอิหร่าน–สหรัฐ สะท้อนสิ่งใดผ่านแฟชั่นและส่งผลเช่นไรต่อต่อมความสร้างสรรค์ของมนุษย์ผู้ไม่ยอมจำนน

1. WW1: Flapper เลิกสลด แล้วสลัด ให้สะบัด

สงครามโลกครั้งที่ 1 พราก ‘ช้างเท้าหน้า’ ไปในแนวหน้า “ช้างเท้าหลัง” จึงกลายเป็นแรงงานสำคัญในยุคนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ลูกสาว ภรรยา แม่บ้าน และแม่ได้ออกไปลิ้มรสเสรีภาพ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนผ่านบทบาทใหม่ทางสังคม หากเครื่องแต่งกายของผู้หญิงได้ปฏิเสธกรงกรอบเดิมที่เคยกักขังสรีระของพวกเธอไว้

เพื่อรับมือกับโศกนาฏกรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ บางครั้งมนุษย์จึงทำในสิ่งตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว ท่ามกลางมวลความเศร้าหลังสงคราม ผู้คนเต้นรำราวกับไม่มีพรุ่ง และผู้หญิงซึ่งเข้าสู่ตลาดงานจึงหันไปนุ่งซิลูเอตต์แบบ Flapper เดรสทรงตรง สั้นแค่คลุมเข่า (ถือว่าสั้นมากแล้วในยุคที่พวกเธอจำต้องใส่แต่กระโปรงกรอมเท้า) และไร้คอร์เซตที่เคยบีบตับไตไส้พุงมานานหลายศตวรรษ

คุ้นๆ หรือไม่ว่านี่คือซิลูเอตต์ที่เห็นกันมากว่า 100 ปีของ CHANEL ผู้เปิดร้านหมวกช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และยกย้ายตัวเองมาปักหลัก ณ เลขที่ 31 ถนนกัมบง กรุงปารีสเมื่อ 1918 ปีที่สงครามยุติ ซิลูเอตต์ซึ่งปฏิเสธกรงขังทางสรีระและหันหลังให้กับโศกนาฏกรรมจึงแผ่ขยายจากกลุ่มสาวๆ แฟลปเปอร์ไปเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ตัดสินใจเดินหน้าต่อของเหล่าผู้หญิงโมเดิร์น  

2. WW2: New Look ชุดปลุกไฟฝันของ Dior

6 ปีที่คนค่อนโลกต้องอยู่กับความอัตคัดทางปัจจัย 4 ณ ห้วงเวลาซึ่งเดรส 1 ตัวได้รับคูปองปันส่วนผ้าเพียง 1.75 หลาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้นแล้วในปี 1947 Christian Dior เผยโฉมNew Look บาร์แจ็กเกตไหล่มน เอวคอด และกระโปรงบานนน พองงง ฟูววววว ซึ่งใช้ผ้า 12 หลา อันเป็น 1 ในและ 90 ลุคของคอลเล็กชั่น Haute Couture Spring/Summer 1947 ซึ่งเมอร์ซิเออร์ดิออร์ใช้ผ้าไปทั้งสิ้น 9,800 หลา (8,961.12 เมตร) Dior จึงโดนสาปและสรรเสริญในคราเดียวกัน

เมอร์ซิเออร์ดิออร์หวังใจให้ผู้หญิงเบ่งบานเต็มที่เหมือนกับดอกไม้ในสวนของแม่ที่บ้านในเมืองกรองวิลล์ และก็เป็นเดรสยุคแบลล์เอปอกของแม่อีกเช่นกันที่เขาเติบโตขึ้นมาเห็น

Tania ใน Dior New Look 1947

New Look จึงเป็นนาวาแห่งความฝันและความหวังของนักออกแบบคนหนึ่งที่ปรารถนาจะพา “ผู้หญิงกลับสู่ความงามหลังยุคเครื่องแบบทหาร” ไม่ต้องถามว่าได้ผลหรือไม่ เมื่อทุกวันนี้ยังได้เห็น New Look ในเวอร์ชันทดลองสารพัดแบบในยุค Jonathan Anderson

บาร์แจ็กเกตทำจากริบบิ้นหลากสีบนออม กรณ์นภัส เมื่อไปชมโชว์ Dior Fall/Winter 2026

3. Gulf War in 90s: ยุคทองของ Mad Genius

แม้ไม่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากสงครามอ่าว หาก ‘อัจฉริยะผู้บ้าคลั่ง’ แห่งยุค 90s อย่าง Hussein Chalayan, John Galliano และ Alexander McQueen ได้สร้างยุคทองของแฟชั่นในช่วงเวลาเช่นนี้ มิพักดีไซน์จะอาวองต์การ์ดหรือดีคอนสตรักสักปานใด หากเป็นแฟชั่นโชว์ของพวกเขาที่ทำให้แคตวอล์กเป็นดั่งโรงละคร

ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่แปรเปลี่ยนเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ของชาลายัน ดีไซเนอร์สายเลือดไซปรัสที่ได้แรงบันดาลใจจากผู้ลี้ภัยจากสงครามโคโซโว ซึ่งฉวยทุกอย่างเท่าที่จะเอื้อได้ก่อนจะต้องละทิ้งบ้านเรือน แม็กควีน ซึ่งสะสางปมทางสายเลือดด้วยการหยิบลายทาร์ทันของชาวสกอตผู้โดนกดขี่มานำเสนอในมุมที่ ‘ไม่โรแมนติกแบบ Vivienne Westwood’ ในคอลเล็กชั่น Highland Rape หรือกัลลิอาโนที่นำเครื่องแบบนักรบแทบทุกชาติ จากจีน ญี่ปุ่น จนถึงรัสเซียและฝรั่งเศสมาเล่นแร่แปรธาตุนับครั้งไม่ถ้วน ท่ามกลางศัพท์ใหม่แห่งยุคอย่าง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ อัจฉริยะผู้บ้าคลั่งเหล่านี้ได้สร้าง ‘ที่หลบภัยทางจินตนาการ’ ในนามของแฟชั่น

4.Russia vs. Ukraine: Quiet Luxury ความหรูเงียบที่ดังที่สุด  

โควิด 19 ยังไม่ทันจางหาย โลกเจอระเบิดลูกใหม่ที่ใหญ่ผิดคาด เมื่อรัสเซียจู่โจมยูเครนอย่างน่าปรามาสในปี 2022 ยิ่งตอกย้ำความระส่ำทางใจแก่ผู้คนว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรปะทุขึ้นที่ไหนอีก มนุษย์ตอบสนองต่อความไม่แน่นอนรายวันด้วยการหันหลังให้โลโก้ และสมาทานกับแบรนด์โนโลโก้อย่าง The Row, Loro Piana, Zegna, Brunello Cucinelli ฯลฯ หรือก็คือแบรนด์ที่ปรากฎในซีรีส์ Succession และแฟชั่นชุดขึ้นศาลของ Gwyneth Paltrow ซึ่งโหมพัดกระแส Quiet Luxury ให้มาแทนที่แบรนด์ที่ตะโกนว่า “รวยไม่ไหวแล้ว” ทั้งหลาย

ท่ามกลางความสั่นคลอนทางใจและทางการเงิน แฟชั่นหรูอันไร้เสียงจึงสะท้อนการเลือกในสิ่งที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว ไร้ซีซั่น ไร้เทรนด์ แม้จ่ายแพงกว่าก็ยอม

5. Iran vs. US, Israel: แฟชั่นมุ่งหน้าไปทางไหน?

เมื่อผู้นำประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกพูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่งทุกวัน และเมื่อความขัดแย้งเกิดในภูมิภาคที่เป็นประตูของโลกมาตั้งแต่ยุคโบราณ จากน้ำมัน ปุ๋ย พลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบทำทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ถุงจนถึงเสื้อผ้า จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

แบรนด์ลักชัวรีที่ก่อนหน้านี้ทุ่มเงินในตะวันออกกลาง ตลาดที่เป็นแหล่งรายได้หลักของอาณาจักรแฟชั่นทุกแห่ง บัดนี้ทุกแห่งนั้นเหยียบเบรกหัวทิ่ม จากที่มีแผนจะเปิดแฟลกชิปสโตร์ ไปจัดแฟชั่นโชว์ ไปจนถึงไปสร้างประสบการณ์ลักชัวรี (วิธีขายแบบใหม่ให้กลุ่มอัลตราริช) ทุกอย่างถูกเลื่อนเพื่อรอดูท่าทีของผู้นำสุดระห่ำ

นั่นทำให้ Quiet Luxury ยังอยู่และจะอยู่ต่อไป ดีไซน์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนไปตามฤดูกาลแฟชั่นทำให้เสื้อผ้ากลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่หลังจากอ่อมกับความเรียบมานาน ขบถเงียบๆ จึงเผยตัวออกมาปฏิวัติ Quiet Luxury ผ่านแฟชั่นที่โฟกัส ‘ตัวตน’ หรือ ‘สไตล์เฉพาะตัว’ มากกว่าจะเห่อ hype สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นกระแส

CHANEL จากวิชั่นของ Matthieu Blazy และ Bottega Veneta ในมือ Louise Trotter จึงได้เสียงตบมือกราวจากทุกภาคส่วน บายเออร์รัก คนซื้อเลิฟ สื่อแฮปปี้ ชาวเน็ตปรีดา กับแฟชั่นที่ไม่ได้ทำมาเพื่อเป็นไวรัล แต่ยืนหยัดใน ‘self’ ฉันเป็นฉันเองอย่างสงบและสง่างาม

ทว่า ยังเร็วไปหรือไม่ที่จะทำนายว่าแฟชั่นหลังความป่วนครั้งนี้จะออกมาเป็นเช่นไร เมื่อเป็นได้ตั้งแต่ แบรนด์ใหญ่จะทำแฟชั่นยั่งยืนอย่างจริงจังกันเสียทีหลังเจอวิกฤตพลาสติกขาดตลาด ฟาสต์แฟชั่นจะไม่ได้ถูกจนคนกล้าโยนทิ้ง ขณะที่ราคาของไฮแฟชั่นจะยิ่งไฮ มิลลิทารีจะเป็นสไตล์หลักในฐานะสัญลักษณ์การต่อต้านสงคราม ฯลฯ Disruption แบบใดจะเกิดขึ้น ไม่แน่ ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่กว่านั้นคือ รายงานผลประกอบการของทุกแบรนด์จะไม่มีแบรนด์ใดที่แสดงตัวเลขว่า ‘รวยไม่ไหวแล้ว’ ไปอีกพักใหญ่

Latest Posts

Don't Miss