A MONOGRAM ODYSSEY ลวดลายโมโนแกรมในช่วงเริ่มต้นนั้นเกิดจากไอเดียสุดบรรเจิดในการหลอมรวมการแสดงออกเชิงศิลป์และสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่ทางเมซง Louis Vuitton รังสรรค์ขึ้น จวบจนวันนี้ที่การเดินทางของลวดลายบนผืนผ้า แคนวาสมาถึงปีที่ 130 กลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ป๊อปคัลเจอร์ที่ข้ามผ่านเทรนด์และช่วงเวลาไหนๆ ขอเชิญร่วมย้อนรำลึกถึงลวดลายโมโนแกรมไปพร้อมกับเรา!

ปกติแล้วแรงบันดาลใจมักมาจากไหนกัน? ส่วนใหญ่มักเกิดจากการเฝ้าสังเกตสิ่งที่เป็นไปในชีวิตประจำวัน แม้เพียงสิ่งเล็กน้อยที่เหมือนไม่สลักสำคัญกลับอาจเป็นรายละเอียดที่ดึงความสนใจของเราจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ในกรณีของ Georges Vuitton ทายาทรุ่นลูกของ Louis Vuitton ก็ไม่ต่างกัน เพราะเขาผู้นี้เองที่ได้รังสรรค์ลวดลายโมโนแกรมอันเลื่องชื่อของแบรนด์ขึ้น โดยเป็นโมทีฟระดับไอคอนที่เมื่อผ่านยุคสมัยมาอย่างยาวนานก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากลายเป็นหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปจนมาถึงปี 2026 นี้ ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีได้รับการคิดค้นขึ้นเพื่อป้องกันการปลอมแปลง ปี 1896 หลังจากที่หลุยส์ วิตตองเสียชีวิตไปแล้ว 4 ปี จอร์จได้สานต่อธุรกิจครอบครัวในการทำทรังก์ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นแตกต่างออกไป เขาได้ออกแบบลวดลายโมโนแกรมที่นำเอาตัวอักษร LV มาทับไขว้กัน พ่วงด้วยดอกไม้และแฉกดวงดาวในเส้นสายเรขาคณิตมาจัดวางเข้าด้วยกัน แต่ละตำแหน่งผ่านการคิดอย่างพิถีพิถันและแม่นยำ ตัวเขาเองไม่ได้บอกถึงแรงบันดาลใจอย่างแน่ชัด


ทว่าเมื่อมองถึงบริบททางประวัติศาสตร์แล้ว สันนิษฐานว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากรายละเอียดตกแต่งเชิงสถาปัตยกรรมแนวนีโอ-โกธิค โดยเฉพาะลายดอกไม้ 4 กลีบที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามโบสถ์ต่างๆ ส่วนแรงบันดาลใจอื่นก็มีอย่างคตินิยมศิลปะญี่ปุ่น (Japonism) โดยเป็นแนวทางถ่ายทอดศิลปะพื้นฐานจากแดนอาทิตย์อุทัยที่ส่งอิทธิพลต่อโลก ผ่านการตีความของศิลปินและนักเขียนฝั่งตะวันตก นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายอื่นที่ทำให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้นอย่างลวดลายแผ่นกระเบื้องภายในห้องครัวของที่ทำการ Louis Vuitton ใน Asnières โดยเป็นลวดลายอันประกอบไปด้วยต้นไม้ตระกูลหนาม ดอกไม้ 4 กลีบ



รวมถึงแพตเทิร์นเป็นแฉกเหมือนประกายเพชร ห้องครัวนั้นผ่านการปรับเปลี่ยนใหม่หลังจากตระกูล Vuitton ได้ย้ายออกไป แต่แผ่นกระเบื้องที่ระบุว่าทำโดยแบรนด์เก่าแก่อย่าง Gien ยังถูกนำมาใช้ต่อในการทำห้องครัวนั้นสำหรับงานเอ็กซิบิชั่นของแบรนด์ มรดกตกทอดนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้แบบไม่บุบสลายซึ่งต้องให้เครดิตกับ Joséphine Vuitton ผู้เป็นภรรยาของจอร์จ โดยอาศัยอยู่ในบ้านอันเป็นเวิร์กช็อปของแบรนด์นั้นจวบจนอายุถึง 103 ปีเลยทีเดียว ตลอดชั่วอายุเธอไม่ได้บูรณะจุดไหนขึ้นมาใหม่เลย บางทีอาจจะเป็นตอนที่จอร์จทำกิจวัตรประจำวันอย่างการนั่งจิบกาแฟในตอนเช้า เลยทำให้ลายโมทีฟที่โด่งดังและยังคงนิยมแพร่หลายในปัจจุบันเกิดขึ้นก็เป็นได้


การที่ลวดลายโมโนแกรมถึงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในปี 2026 นี้ นั่นเพราะเป็นประจักษ์พยานแห่งแรงสร้างสรรค์ของเมซง เป็นหลักไมล์หนึ่งอันต่อเนื่องมาจากการที่หลุยส์ วิตตองเดินทางจากบ้านเกิดบริเวณเทือกเขา Jura ไปยังปารีสในปี 1836 ซึ่งตอนนั้นเขามีวัยเพียง 14 ขวบ โดยได้รับว่าจ้างเป็นลูกมือของช่างทำทรังก์รายหนึ่ง เขาได้เริ่มเรียนรู้ในการสร้างบรรจุภัณฑ์กักเก็บข้าวของมีค่าเวลาเดินทางของเหล่าชนชั้นสูง “เป็นช่วงที่ผู้คนนิยมเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ สัญจรไปไกลสู่จุดหมายอย่างภูเขาและทะเล ตอนนั้นยังเป็นช่วงล่าอาณานิคมด้วย เลยทำให้มีคนบางกลุ่มจำต้องเดินทางสู่แอฟริกาและอินเดีย ทรังก์จึงถูกใช้เป็นหีบบรรจุสัมภาระที่มักเอื้อต่อความต้องการเฉพาะบุคคล เหมาะสมกับการเดินทาง ยิ่งเฉพาะเสื้อผ้าในศตวรรษที่ 19 ที่มีรายละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้คนต่างต้องเปลี่ยนชุดบ่อยๆ เพื่อให้เข้ากับช่วงเวลาต่างกันของวัน” Xavier Chaumette นักประวัติศาสตร์แฟชั่นให้ความเห็น



ตอนที่เมอซิเออร์หลุยส์ วิตตองตั้งบริษัทของตัวเองในปี 1854 ทรังก์ของเขายังเป็นสีเทาเหมือนคนอื่นๆ แต่ยังพอสามารถจำแนกจากโลโก้ตัวอักษร ‘LV’ ที่ปรากฏซุกซ่อนอยู่ตามที่จับโลหะได้บ้าง “เมื่อเขาเริ่มทำธุรกิจ เขาก็ได้พยายามสร้างความต่างจากคู่แข่ง เขาอยากจะเป็นที่สุดให้จงได้” Pierre-Louis Vuitton ทายาทรุ่นที่ 6 ของตระกูลกล่าว หลุยส์เริ่มจากทำทรังก์ให้ด้านบนแบนเรียบ จากที่ในเวลานั้นตรงฝาปิดมักนิยมทำให้เป็นทรงโค้งนูนจึงไม่สามารถนำมาวางซ้อนทับกันได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรังสรรค์ผ้าแคนวาสแบบมีแถบขึ้นในปี 1872 ต่อด้วยลวดลายตารางหมากรุก Damier ในปี 1888 จากนั้นลวดลายโมโนแกรมเพนต์มือบนแคนวาสผ้าลินินทอผสมแจ็กการ์ดจึงถือกำเนิดขึ้นและได้รับความนิยมมากที่สุดจากลวดลายทั้งหมด “ถือเป็นงานสร้างสรรค์อันชาญฉลาดมาก หลุยส์ วิตตอง เป็นหนึ่งในบุคคลแรกที่ทำให้ลวดลายโมโนแกรมหลอมรวมอยู่ในแพตเทิร์นไม่ว่าจะปรากฏอยู่แบบลับๆ หรือแสดงออกถึงรูปแบบดีไซน์ ในขณะเดียวกันยังช่วยป้องกันการปลอมแปลงที่ลุกลามแพร่หลายในช่วงนั้นด้วย” ซาวิเยร์ โชแมตต์ อธิบายเสริม ตามด้วยการมาถึงของฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่ทำให้ลวดลายโมโนแกรมมีความประณีตบรรจงมากขึ้นจากเทคนิคอย่างการฉลุลาย หรือการพิมพ์ลงบนแคนวาสที่เคลือบกันน้ำ


เมื่อเวลาผ่านไปและสังคมวิวัฒน์ไปเรื่อยๆ “ในช่วงยุค 1950s และ 1960s ที่มีเรื่องของการบินเกิดขึ้น กระเป๋าถือและกระเป๋าเดินทางใบย่อมจึงมีความสำคัญขึ้นมา หีบทรังก์นั้นสร้างความยุ่งยากเกินไปแล้วบนไฟลต์เดินทาง” ซาวิเยร์ โชแมตต์ เล่าต่อ เมซง Louis Vuitton ยังได้คิดค้นและพัฒนาแคนวาสเคลือบพื้นผิวในลวดลายโมโนแกรมที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน มีความยืดหยุ่น ทนทาน ไม่ปริแตกง่ายอย่างที่สามารถพบปัญหาจากแคนวาสเวอร์ชั่นเดิมสำหรับทำกระเป๋ารุ่น ‘Speedy’ หรือ ‘Keepall’ ในช่วงยุค 1930s “โลโก้เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดจากที่มีจุดเด่นอื่นอยู่แล้ว เป็นจุดที่กลายเป็นซิกเนเจอร์สวนทางกับที่แต่เดิมมักแอบซ่อนกันไว้ อย่างไรก็ดี Louis Vuitton ยังได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ที่ทำหีบสำหรับเดินทางอยู่” ซาวิเยร์สาธยายต่อ แบรนด์กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายผ่านกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Audrey Hepburn และ Catherine Deneuve ในช่วงยุค 1960s และ 1970s ลวดลายโมโนแกรมเป็นหลักฐานชี้ชัด บ่งบอกถึงความมั่งคั่งหรูหรา ทั้งยังขยายฐานลูกค้าไปไกลถึงประเทศญี่ปุ่น


“ทุกวันนี้ ลวดลายโมโนแกรมคือหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ที่สามารถเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง ยืด ขยาย หรือรื้อสร้างใหม่ได้ โลโก้ LV ซิกเนเจอร์นี้ ชื่อนี้มีความแข็งแรงมากเสียจนไม่ได้เป็นอุปสรรค สร้างข้อจำกัดให้กับแบรนด์ในการสร้างความต่อเนื่อง” Luca Marchetti ศาสตราจารย์ด้านสัญศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Sorbonne Nouvelle ในปารีสให้ความเห็น แล้วลวดลายโมโนแกรมทำให้โลกแห่งการเดินทางของแบรน์กลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมระดับโลกได้อย่างไร? “มันเป็นโลโก้ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชั่นใช้งานและมีที่มาที่ไป ทั้งยังมีคุณค่าในเชิงศิลปะประดับตกแต่ง ตัวอักษร 2 ตัวนี้กลายเป็นเครื่องหมาย รูปแบบสถาปัตยกรรมเชิงกราฟิกที่เอื้อให้สามารถสร้างลูกเล่นพลิกแพลงตลอดทั้งแพตเทิร์น” ลูก้า มาร์เชตติระบุชัด “โลโก้ LV พิสูจน์ตัวเองแล้วในวันนี้ว่าแทบจะไม่มีใครเอ่ยชื่อเต็มของมันว่า Louis Vuitton แต่เรียกว่า LV แทน”




ในช่วงปลายยุค 1990s ซีอีโอของ Louis Vuitton ณ ขณะนั้นอย่าง Yves Carcelle ได้มองเรื่องราวของศิลปะเป็นดั่งโอกาสหนึ่ง สำหรับการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปี ทางแบรนด์จึงได้เชื้อเชิญเหล่าดีไซเนอร์และศิลปิน อาทิ Vivienne Westwood และ Azzedine Alaïa เพื่อมารวมตีความลวดลายโมโนแกรม ต่อมาในปี 1997 Marc Jacobs ดีไซเนอร์จอมขบถจากนิวยอร์กผู้มีแนวคิดแหวกแนวและยังเป็นนักสะสมผลงานศิลปะตัวยงได้มาเป็นอาร์ทิสติก ไดเร็กเตอร์ของ Louis Vuitton รับหน้าที่ดูแลทั้งคอลเล็กชั่นสตรีและบุรุษ เขานี่เองที่ได้ทำให้การร่วมมือกับแขนงศิลปะไปไกลกว่าครั้งไหนๆ

ในปี 2001 ผืนผ้าแคนวาสได้เป็นสื่อกลางสำคัญให้วิชวลอาร์ทิสต์อย่าง Stephen Sprouse ได้ละเลงลายเส้นกราฟิตี้สีโมโนโครมทับซ้อนลงไปบนนั้น ต่อเนื่องในปี 2003 กับ Takashi Murakami ซึ่งได้รับการชักชวนมาเล่นสนุกกับผืนผ้าแคนวาสด้วยเช่นกัน ศิลปินจากญี่ปุ่นได้เปลี่ยนสีของลวดลายโมโนแกรมจากน้ำตาลและเบจเป็นหลากสีละลานตา The New York Times ได้เขียนถึงในปี 2008 ว่างานคอลลาบอเรชั่นนี้เพิ่มยอดจำหน่ายให้กับแบรนด์ได้หลายร้อนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว ปิแอร์-หลุยส์ วิตตอง ได้สำทับในเรื่องนี้ว่า “นับเป็นสิ่งท้าทายในเชิงเทคนิคทีเดียวครับ เพราะเป็นการใช้สีที่ต่างกันถึง 26 สี แล้วต้องค่อยๆ พิมพ์ลงไปบนผืนผ้าแคนวาสที่ละสี การวางตำแหน่งผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวก็อาจทำให้เราต้องโยนทั้งผืนนั้นทิ้งไปเลย”


เมื่อเวลาผ่านไป มีศิลปินร่วมสมัยตบเท้าเข้ามาร่วมรังสรรค์ลวดลายโมโนแกรมในแบบตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Richard Prince ในปี 2008, Yayoi Kusama ในปี 2012 และ 2023, Jeff Koons ในปี 2017 ภายใต้การนำทัพของครีเอทีฟ เร็กเตอร์อย่าง Nicolas Ghesquière (ผู้ดูแลคอลเลกชั่นฝั่งสตรีจากปี 2013 – ปัจจุบัน) เขาได้หยิบยืมมุมมองของศิลปินเหล่านั้นในการสร้างสุนทรียศาสตร์ความงามใหม่ๆ แก่ลวดลายโมโนแกรม โดยเฉพาะการรังสรรค์กระเป๋าใบแปลกตาต่างๆ

จากเดือนมกราคมปี 2026 ทาง Louis Vuitton จะมีการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 130 ปีของลวดลายโมโนแกรม โดยจะมีแคมเปญตลอดทั้งปีผ่านคอลเล็กชั่นใหม่ๆ และวินโดว์ดิสเพลย์ต่างๆ เริ่มต้นด้วยการทริบิวต์ให้กับงานออกแบบสร้างสรรค์ระดับไอคอนอย่างกระเป๋ารุ่น Speedy, Keepall, Noé, Alma และ Neverfull

ทางเมซงจะเปิดตัวคอลเล็กชั่น ‘Monogram Anniversary’ แตกออกเป็น 3 แคปซูลคอลเล็กชั่นที่วางจำหน่ายในจำนวนจำกัด เกิดเป็นผลงานแบบยูนีคพีซอันมีความเอ็กซ์คลูซีฟแบบสุดๆ เริ่มกันที่ ‘Monogram Origine’ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปกสมุดจดทะเบียนลูกค้าที่พบภายในอาร์ไคฟ์ มาพร้อมผ้าแจ็กการ์ดแคนวาสโทนสีพาสเทล ต่อที่ ‘VVN’ อันเป็นการทริบิวต์ให้กับบรรดาเครื่องหนัง มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของหนังคาวไฮด์และความประณีตในส่วนฟินิชชิ่งของตัวผลงาน ปิดท้ายด้วย ‘Time Trunk’ เล่นกับเรื่องของเอ็ฟเฟ็กต์ลวงตา trompe l’oeil ที่ปรากฏบนพื้นผิวและดีเทลสีเมทัลลิกบนหีบทรังก์แห่งประวัติศาสตร์

ลวดลายโมโนแกรมอันโดดเด่น สวยงามสะดุดตา หลังจากได้ร่วมเคียงข้างเหล่านักเดินทาง เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างไลฟ์สไตล์เหนือระดับบนตู้รถไฟ เรือเดินสมุทร รถยนต์ เครื่องบิน จักรยาน หรือแม้แต่ใช้ประกอบการเดินเท้าสัญจรไปไหนมาไหน บัดนี้เป็นเวลา 130 ปีแล้ว และจะยังคงเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของเราสู่การผจญภัยในอนาคตภายหน้าต่อไป บราโว่!
TEXT: CAROLINE HAMELLE
TRANSLATOR: WANSUK KHONGRASEE

