Saturday, January 10, 2026

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ LV Monogram หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ป๊อปคัลเจอร์ที่อยู่มานานกว่า 130 ปี

A MONOGRAM ODYSSEY ลวดลายโมโนแกรมในช่วงเริ่มต้นนั้นเกิดจากไอเดียสุดบรรเจิดในการหลอมรวมการแสดงออกเชิงศิลป์และสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่ทางเมซง Louis Vuitton รังสรรค์ขึ้น จวบจนวันนี้ที่การเดินทางของลวดลายบนผืนผ้า แคนวาสมาถึงปีที่ 130 กลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ป๊อปคัลเจอร์ที่ข้ามผ่านเทรนด์และช่วงเวลาไหนๆ ขอเชิญร่วมย้อนรำลึกถึงลวดลายโมโนแกรมไปพร้อมกับเรา!

Alzer 80 Monogram, Keepall 45 Trunk Monogram Origine Ébène ‘Monogram Anniversary collection’, Speedy Trunk 20 Monogram Origine Ébène ‘Monogram Anniversary collection’, Speedy Soft 30 Time Trunk ‘Monogram Anniversary collection’, Speedy 20 Monogram Origine Vert Asnières ‘Monogram Anniversary collection’ ทั้งหมดจาก LOUIS VUITTON

ปกติแล้วแรงบันดาลใจมักมาจากไหนกัน? ส่วนใหญ่มักเกิดจากการเฝ้าสังเกตสิ่งที่เป็นไปในชีวิตประจำวัน แม้เพียงสิ่งเล็กน้อยที่เหมือนไม่สลักสำคัญกลับอาจเป็นรายละเอียดที่ดึงความสนใจของเราจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ในกรณีของ Georges Vuitton ทายาทรุ่นลูกของ Louis Vuitton ก็ไม่ต่างกัน เพราะเขาผู้นี้เองที่ได้รังสรรค์ลวดลายโมโนแกรมอันเลื่องชื่อของแบรนด์ขึ้น โดยเป็นโมทีฟระดับไอคอนที่เมื่อผ่านยุคสมัยมาอย่างยาวนานก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากลายเป็นหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปจนมาถึงปี 2026 นี้ ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีได้รับการคิดค้นขึ้นเพื่อป้องกันการปลอมแปลง ปี 1896 หลังจากที่หลุยส์ วิตตองเสียชีวิตไปแล้ว 4 ปี จอร์จได้สานต่อธุรกิจครอบครัวในการทำทรังก์ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นแตกต่างออกไป เขาได้ออกแบบลวดลายโมโนแกรมที่นำเอาตัวอักษร LV มาทับไขว้กัน พ่วงด้วยดอกไม้และแฉกดวงดาวในเส้นสายเรขาคณิตมาจัดวางเข้าด้วยกัน แต่ละตำแหน่งผ่านการคิดอย่างพิถีพิถันและแม่นยำ ตัวเขาเองไม่ได้บอกถึงแรงบันดาลใจอย่างแน่ชัด

ทว่าเมื่อมองถึงบริบททางประวัติศาสตร์แล้ว สันนิษฐานว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากรายละเอียดตกแต่งเชิงสถาปัตยกรรมแนวนีโอ-โกธิค โดยเฉพาะลายดอกไม้ 4 กลีบที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามโบสถ์ต่างๆ ส่วนแรงบันดาลใจอื่นก็มีอย่างคตินิยมศิลปะญี่ปุ่น (Japonism) โดยเป็นแนวทางถ่ายทอดศิลปะพื้นฐานจากแดนอาทิตย์อุทัยที่ส่งอิทธิพลต่อโลก ผ่านการตีความของศิลปินและนักเขียนฝั่งตะวันตก นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายอื่นที่ทำให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้นอย่างลวดลายแผ่นกระเบื้องภายในห้องครัวของที่ทำการ Louis Vuitton ใน Asnières โดยเป็นลวดลายอันประกอบไปด้วยต้นไม้ตระกูลหนาม ดอกไม้ 4 กลีบ

รวมถึงแพตเทิร์นเป็นแฉกเหมือนประกายเพชร ห้องครัวนั้นผ่านการปรับเปลี่ยนใหม่หลังจากตระกูล Vuitton ได้ย้ายออกไป แต่แผ่นกระเบื้องที่ระบุว่าทำโดยแบรนด์เก่าแก่อย่าง Gien ยังถูกนำมาใช้ต่อในการทำห้องครัวนั้นสำหรับงานเอ็กซิบิชั่นของแบรนด์ มรดกตกทอดนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้แบบไม่บุบสลายซึ่งต้องให้เครดิตกับ Joséphine Vuitton ผู้เป็นภรรยาของจอร์จ โดยอาศัยอยู่ในบ้านอันเป็นเวิร์กช็อปของแบรนด์นั้นจวบจนอายุถึง 103 ปีเลยทีเดียว ตลอดชั่วอายุเธอไม่ได้บูรณะจุดไหนขึ้นมาใหม่เลย บางทีอาจจะเป็นตอนที่จอร์จทำกิจวัตรประจำวันอย่างการนั่งจิบกาแฟในตอนเช้า เลยทำให้ลายโมทีฟที่โด่งดังและยังคงนิยมแพร่หลายในปัจจุบันเกิดขึ้นก็เป็นได้

การที่ลวดลายโมโนแกรมถึงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในปี 2026 นี้ นั่นเพราะเป็นประจักษ์พยานแห่งแรงสร้างสรรค์ของเมซง เป็นหลักไมล์หนึ่งอันต่อเนื่องมาจากการที่หลุยส์ วิตตองเดินทางจากบ้านเกิดบริเวณเทือกเขา Jura ไปยังปารีสในปี 1836 ซึ่งตอนนั้นเขามีวัยเพียง 14 ขวบ โดยได้รับว่าจ้างเป็นลูกมือของช่างทำทรังก์รายหนึ่ง เขาได้เริ่มเรียนรู้ในการสร้างบรรจุภัณฑ์กักเก็บข้าวของมีค่าเวลาเดินทางของเหล่าชนชั้นสูง “เป็นช่วงที่ผู้คนนิยมเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ สัญจรไปไกลสู่จุดหมายอย่างภูเขาและทะเล ตอนนั้นยังเป็นช่วงล่าอาณานิคมด้วย เลยทำให้มีคนบางกลุ่มจำต้องเดินทางสู่แอฟริกาและอินเดีย ทรังก์จึงถูกใช้เป็นหีบบรรจุสัมภาระที่มักเอื้อต่อความต้องการเฉพาะบุคคล เหมาะสมกับการเดินทาง ยิ่งเฉพาะเสื้อผ้าในศตวรรษที่ 19 ที่มีรายละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้คนต่างต้องเปลี่ยนชุดบ่อยๆ เพื่อให้เข้ากับช่วงเวลาต่างกันของวัน” Xavier Chaumette นักประวัติศาสตร์แฟชั่นให้ความเห็น

ตอนที่เมอซิเออร์หลุยส์ วิตตองตั้งบริษัทของตัวเองในปี 1854 ทรังก์ของเขายังเป็นสีเทาเหมือนคนอื่นๆ แต่ยังพอสามารถจำแนกจากโลโก้ตัวอักษร ‘LV’ ที่ปรากฏซุกซ่อนอยู่ตามที่จับโลหะได้บ้าง “เมื่อเขาเริ่มทำธุรกิจ เขาก็ได้พยายามสร้างความต่างจากคู่แข่ง เขาอยากจะเป็นที่สุดให้จงได้” Pierre-Louis Vuitton ทายาทรุ่นที่ 6 ของตระกูลกล่าว หลุยส์เริ่มจากทำทรังก์ให้ด้านบนแบนเรียบ จากที่ในเวลานั้นตรงฝาปิดมักนิยมทำให้เป็นทรงโค้งนูนจึงไม่สามารถนำมาวางซ้อนทับกันได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรังสรรค์ผ้าแคนวาสแบบมีแถบขึ้นในปี 1872 ต่อด้วยลวดลายตารางหมากรุก Damier ในปี 1888 จากนั้นลวดลายโมโนแกรมเพนต์มือบนแคนวาสผ้าลินินทอผสมแจ็กการ์ดจึงถือกำเนิดขึ้นและได้รับความนิยมมากที่สุดจากลวดลายทั้งหมด “ถือเป็นงานสร้างสรรค์อันชาญฉลาดมาก หลุยส์ วิตตอง เป็นหนึ่งในบุคคลแรกที่ทำให้ลวดลายโมโนแกรมหลอมรวมอยู่ในแพตเทิร์นไม่ว่าจะปรากฏอยู่แบบลับๆ หรือแสดงออกถึงรูปแบบดีไซน์ ในขณะเดียวกันยังช่วยป้องกันการปลอมแปลงที่ลุกลามแพร่หลายในช่วงนั้นด้วย” ซาวิเยร์ โชแมตต์ อธิบายเสริม ตามด้วยการมาถึงของฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่ทำให้ลวดลายโมโนแกรมมีความประณีตบรรจงมากขึ้นจากเทคนิคอย่างการฉลุลาย หรือการพิมพ์ลงบนแคนวาสที่เคลือบกันน้ำ

เมื่อเวลาผ่านไปและสังคมวิวัฒน์ไปเรื่อยๆ “ในช่วงยุค 1950s และ 1960s ที่มีเรื่องของการบินเกิดขึ้น กระเป๋าถือและกระเป๋าเดินทางใบย่อมจึงมีความสำคัญขึ้นมา หีบทรังก์นั้นสร้างความยุ่งยากเกินไปแล้วบนไฟลต์เดินทาง” ซาวิเยร์ โชแมตต์ เล่าต่อ เมซง Louis Vuitton ยังได้คิดค้นและพัฒนาแคนวาสเคลือบพื้นผิวในลวดลายโมโนแกรมที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน มีความยืดหยุ่น ทนทาน ไม่ปริแตกง่ายอย่างที่สามารถพบปัญหาจากแคนวาสเวอร์ชั่นเดิมสำหรับทำกระเป๋ารุ่น ‘Speedy’ หรือ ‘Keepall’ ในช่วงยุค 1930s “โลโก้เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดจากที่มีจุดเด่นอื่นอยู่แล้ว เป็นจุดที่กลายเป็นซิกเนเจอร์สวนทางกับที่แต่เดิมมักแอบซ่อนกันไว้ อย่างไรก็ดี Louis Vuitton ยังได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ที่ทำหีบสำหรับเดินทางอยู่” ซาวิเยร์สาธยายต่อ แบรนด์กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายผ่านกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Audrey Hepburn และ Catherine Deneuve ในช่วงยุค 1960s และ 1970s ลวดลายโมโนแกรมเป็นหลักฐานชี้ชัด บ่งบอกถึงความมั่งคั่งหรูหรา ทั้งยังขยายฐานลูกค้าไปไกลถึงประเทศญี่ปุ่น

“ทุกวันนี้ ลวดลายโมโนแกรมคือหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ที่สามารถเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง ยืด ขยาย หรือรื้อสร้างใหม่ได้ โลโก้ LV ซิกเนเจอร์นี้ ชื่อนี้มีความแข็งแรงมากเสียจนไม่ได้เป็นอุปสรรค สร้างข้อจำกัดให้กับแบรนด์ในการสร้างความต่อเนื่อง” Luca Marchetti ศาสตราจารย์ด้านสัญศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Sorbonne Nouvelle ในปารีสให้ความเห็น แล้วลวดลายโมโนแกรมทำให้โลกแห่งการเดินทางของแบรน์กลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมระดับโลกได้อย่างไร? “มันเป็นโลโก้ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชั่นใช้งานและมีที่มาที่ไป ทั้งยังมีคุณค่าในเชิงศิลปะประดับตกแต่ง ตัวอักษร 2 ตัวนี้กลายเป็นเครื่องหมาย รูปแบบสถาปัตยกรรมเชิงกราฟิกที่เอื้อให้สามารถสร้างลูกเล่นพลิกแพลงตลอดทั้งแพตเทิร์น” ลูก้า มาร์เชตติระบุชัด “โลโก้ LV พิสูจน์ตัวเองแล้วในวันนี้ว่าแทบจะไม่มีใครเอ่ยชื่อเต็มของมันว่า Louis Vuitton แต่เรียกว่า LV แทน”

ในช่วงปลายยุค 1990s ซีอีโอของ Louis Vuitton ณ ขณะนั้นอย่าง Yves Carcelle ได้มองเรื่องราวของศิลปะเป็นดั่งโอกาสหนึ่ง สำหรับการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 100 ปี ทางแบรนด์จึงได้เชื้อเชิญเหล่าดีไซเนอร์และศิลปิน อาทิ Vivienne Westwood และ Azzedine Alaïa เพื่อมารวมตีความลวดลายโมโนแกรม ต่อมาในปี 1997 Marc Jacobs ดีไซเนอร์จอมขบถจากนิวยอร์กผู้มีแนวคิดแหวกแนวและยังเป็นนักสะสมผลงานศิลปะตัวยงได้มาเป็นอาร์ทิสติก ไดเร็กเตอร์ของ Louis Vuitton รับหน้าที่ดูแลทั้งคอลเล็กชั่นสตรีและบุรุษ เขานี่เองที่ได้ทำให้การร่วมมือกับแขนงศิลปะไปไกลกว่าครั้งไหนๆ

ในปี 2001 ผืนผ้าแคนวาสได้เป็นสื่อกลางสำคัญให้วิชวลอาร์ทิสต์อย่าง Stephen Sprouse ได้ละเลงลายเส้นกราฟิตี้สีโมโนโครมทับซ้อนลงไปบนนั้น ต่อเนื่องในปี 2003 กับ Takashi Murakami ซึ่งได้รับการชักชวนมาเล่นสนุกกับผืนผ้าแคนวาสด้วยเช่นกัน ศิลปินจากญี่ปุ่นได้เปลี่ยนสีของลวดลายโมโนแกรมจากน้ำตาลและเบจเป็นหลากสีละลานตา The New York Times ได้เขียนถึงในปี 2008 ว่างานคอลลาบอเรชั่นนี้เพิ่มยอดจำหน่ายให้กับแบรนด์ได้หลายร้อนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว ปิแอร์-หลุยส์ วิตตอง ได้สำทับในเรื่องนี้ว่า “นับเป็นสิ่งท้าทายในเชิงเทคนิคทีเดียวครับ เพราะเป็นการใช้สีที่ต่างกันถึง 26 สี แล้วต้องค่อยๆ พิมพ์ลงไปบนผืนผ้าแคนวาสที่ละสี การวางตำแหน่งผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวก็อาจทำให้เราต้องโยนทั้งผืนนั้นทิ้งไปเลย”

เมื่อเวลาผ่านไป มีศิลปินร่วมสมัยตบเท้าเข้ามาร่วมรังสรรค์ลวดลายโมโนแกรมในแบบตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Richard Prince ในปี 2008, Yayoi Kusama ในปี 2012 และ 2023, Jeff Koons ในปี 2017 ภายใต้การนำทัพของครีเอทีฟ เร็กเตอร์อย่าง Nicolas Ghesquière (ผู้ดูแลคอลเลกชั่นฝั่งสตรีจากปี 2013 – ปัจจุบัน) เขาได้หยิบยืมมุมมองของศิลปินเหล่านั้นในการสร้างสุนทรียศาสตร์ความงามใหม่ๆ แก่ลวดลายโมโนแกรม โดยเฉพาะการรังสรรค์กระเป๋าใบแปลกตาต่างๆ

จากเดือนมกราคมปี 2026 ทาง Louis Vuitton จะมีการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 130 ปีของลวดลายโมโนแกรม โดยจะมีแคมเปญตลอดทั้งปีผ่านคอลเล็กชั่นใหม่ๆ และวินโดว์ดิสเพลย์ต่างๆ เริ่มต้นด้วยการทริบิวต์ให้กับงานออกแบบสร้างสรรค์ระดับไอคอนอย่างกระเป๋ารุ่น Speedy, Keepall, Noé, Alma และ Neverfull

Alma BB Monogram Origine Rose Ruban ‘Monogram Anniversary collection’, Alma BB Monogram Origine Bleu Courrier ‘Monogram Anniversary collection’, Nano Noe Monogram Origine Ébène ‘Monogram Anniversary collection’ ทั้งหมดจาก LOUIS VUITTON

ทางเมซงจะเปิดตัวคอลเล็กชั่น ‘Monogram Anniversary’ แตกออกเป็น 3 แคปซูลคอลเล็กชั่นที่วางจำหน่ายในจำนวนจำกัด เกิดเป็นผลงานแบบยูนีคพีซอันมีความเอ็กซ์คลูซีฟแบบสุดๆ เริ่มกันที่ ‘Monogram Origine’ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปกสมุดจดทะเบียนลูกค้าที่พบภายในอาร์ไคฟ์ มาพร้อมผ้าแจ็กการ์ดแคนวาสโทนสีพาสเทล ต่อที่ ‘VVN’ อันเป็นการทริบิวต์ให้กับบรรดาเครื่องหนัง มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของหนังคาวไฮด์และความประณีตในส่วนฟินิชชิ่งของตัวผลงาน ปิดท้ายด้วย ‘Time Trunk’ เล่นกับเรื่องของเอ็ฟเฟ็กต์ลวงตา trompe l’oeil ที่ปรากฏบนพื้นผิวและดีเทลสีเมทัลลิกบนหีบทรังก์แห่งประวัติศาสตร์

Keepall 45 Trunk Monogram Origine Ébène ‘Monogram Anniversary collection’, Alzer 80 Monogram, Alzer 70 Monogram, Keepall 55 en Monogram, Speedy Soft 30 Time Trunk ‘Monogram Anniversary collection’ ทั้งหมดจาก LOUIS VUITTON

ลวดลายโมโนแกรมอันโดดเด่น สวยงามสะดุดตา หลังจากได้ร่วมเคียงข้างเหล่านักเดินทาง เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างไลฟ์สไตล์เหนือระดับบนตู้รถไฟ เรือเดินสมุทร รถยนต์ เครื่องบิน จักรยาน หรือแม้แต่ใช้ประกอบการเดินเท้าสัญจรไปไหนมาไหน บัดนี้เป็นเวลา 130 ปีแล้ว และจะยังคงเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของเราสู่การผจญภัยในอนาคตภายหน้าต่อไป บราโว่!

TEXT: CAROLINE HAMELLE

TRANSLATOR: WANSUK KHONGRASEE

Latest Posts

Don't Miss