ดังคำกล่าวที่ว่า “สื่อจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อประชาธิปไตยงอกงาม” ด้วยเหตุนี้ การได้เห็นหนังหรือซีรี่ส์สามารถหยิบเหตุการณ์ทางการเมืองมาเล่าได้อย่างตรงไปตรงมาและไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไปนั้นจึงถือเป็นเรื่องที่ดูมีความหวังไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากการจารึกหรือรำลึกเรื่องราวต่างๆ บนหน้าประวัติศาสตร์กว่าจะมีสิทธิต่างๆ ในปัจจุบันนี้ การเล่าผ่านตัวละครยังทำให้เราได้เห็นผลกระทบทั้งวงกว้างระดับสังคม ไปจนถึงวงแคบที่สำคัญไม่แพ้กันอย่างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครอีกด้วย ตอกย้ำว่าการเมืองนั้นส่งผลต่อทุกหย่อมหญ้าขนาดไหน
และนี่คือ 5 ซีรี่ส์และภาพยนตร์ที่หยิบเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมืองซึ่งขับเคลื่อนด้วยเหล่าคนรุ่นใหม่มาเล่าอย่างตรงไปตรงมา จนกลายมาเป็นทั้ง ‘กระจก’ ให้เรามองย้อนกลับไปยังอดีตกว่าจะมีปัจจุบัน และยังเป็น ‘กระบอกเสียง’ ที่ให้เราส่งเสียงไปสู่อนาคต
Shine (2025)
ประเดิมกันด้วยซีรี่ส์ Shine (2025) ที่ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าเป็น ‘ซีรี่ส์เกย์’ จากค่าย Be On Cloud กับการโคจรกลับมาร่วมงานกันในรอบ 2 ปีของ มาย ภาคภูมิ และ อาโป ณัฐวิญญ์ ที่พาเราย้อนกลับไปสูดกลิ่นอายแห่งยุค 1970s อันแสนเฟื่องฟูด้วยทั้งศิลปะและวัฒนธรรมรสจัดจ้าน รวมไปถึงอุดมการณ์ทางสังคมที่คุกรุ่น และการเมืองที่ลุกโชนเป็นไฟ หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ซีรี่ส์เรื่องนี้ยิ่งทวีความน่าจับตาทันทีที่ตัวอย่างถูกปล่อยออกมานั่นคือการสอดแทรกประเด็นการเมืองลงไปในทุกอณู อย่างเหตุการณ์การออกมาประท้วงของเหล่านักศึกษาในพ.ศ. 2512 ที่เข้มข้นและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อประเทศจมปลักอยู่กับระบอบกึ่งเผด็จการ
จุดแข็งของซีรี่ส์เรื่องนี้คือตัวละครที่มีหลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่อิมพอร์ตมาจากฝรั่งเศส นักดนตรีฮิปปี้ผู้เป็นเสรีจากสังคม นักศึกษาที่ออกมาประท้วง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนในการปราบปราม นักข่าวสายการเมืองที่มุ่งมั่นขุดคุ้ยความจริง ซึ่งล้วนสามารถจับขั้วตรงข้ามทางการเมืองได้อย่างหลากหลาย ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายและได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ราวกับจิ๊กซอว์คนละรูปร่างที่ประกอบกันสู่เหตุการณ์ทางการเมืองนั้น ชวนให้จับตาเป็นอย่างยิ่งว่าแล้วความรักของพวกเขาจะก่อตัวขึ้นได้อย่างไรท่ามกลางอุดมการณ์ที่ไม่ลงรอยกัน


Not Me (2021)
จากการสวมรอยเป็นพี่ชายฝาแฝดเพื่อค้นหาตัวคนที่ทำร้ายพี่ชาย นำไปสู่การเบิกเนตรถึงความไม่เท่าเทียมในสังคมและพริวิเลจต่างๆ ที่บางครั้งเราอาจไม่เคยรู้ตัว หากจะพูดถึงซีรี่ส์ที่หยิบการเมืองร่วมสมัยมาเล่าอย่างตรงไปตรงมาที่สุด แน่นอนว่า Not Me (2021) ที่นำแสดงโดย ออฟ จุมพล และ กันต์ อรรถพันธ์ จะต้องติดโผอย่างขาดไปไม่ได้ เพราะแทบทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้นล้วนสะท้อนภาพที่เราพบเห็นในสังคมออกมาได้อย่างยากจะปฏิเสธ
แม้เราจะพบเห็นการออกมาประท้วงมากมายในซีรี่ส์ แต่ก็ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้ไปตามติดชีวิตของเหล่านักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมได้แบบเกาะติดเช่นนี้ โดยซีรี่ส์เรื่องนี้พาเราตั้งคำถามกับ ‘Rule of Law’ หรือหลักการที่ทุกคนในสังคมล้วนเท่าเทียมภายใต้กฎหมายเดียวกัน ว่าแท้จริงแล้วสิทธิและคุณภาพชีวิตของแต่ละคนในประเทศนี้นั้นเท่ากันจริงหรือไม่ หรือแท้จริงเป็นเพียง ‘Rule by Law’ ที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกำหนดสิ่งต่างๆ และด้วยความที่ตัวละครเป็นนักเคลื่อนไหว ซีรี่ส์เรื่องนี้จึงได้นำหน้าที่กระบอกเสียงได้อย่างเต็มที่ กลายเป็นพื้นที่ส่งเสียงถึงความเหลื่อมล้ำได้อย่างเสรีกว่าที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ สมรสเท่าเทียม สิทธิผู้พิการ การคอร์รัปชัน ตลอดจนการใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องเพื่อสิทธิ์ที่ทุกคนพึงได้รับ


Youth of May (2021)
ทางฝั่งของซีรี่ส์เกาหลีเองก็มีซีรี่ส์ที่หยิบเหตุการณ์ทางการเมืองมาเป็นฉากหลังด้วยไม่ต่างกัน ที่จะไม่พูดถึงไปไม่ได้เลยก็คือซีรี่ส์ Youth of May (2021) ซึ่งได้ อีโดฮยอน และ โกมินชี มาถ่ายทอดโศกอนาถตกรรมความรักซึ่งก่อตัวขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์การสังหารหมู่กวางจูในเดือนพฤษภาคม ในปี 1980 หลังจากการทำรัฐประหารและใช้ความรุนแรงกับเหล่าผู้ชุมนุมที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย
หากพูดถึงซีรี่ส์การเมืองแล้ว หลายคนอาจมีภาพตัวละครหลักเป็นหัวขบวนในการต่อสู้ แต่ซีรี่ส์เรื่องนี้กลับนำเสนอเรื่องราวของหนุ่มสาวปุถุชนธรรมดาที่ตกเป็นเหยื่อและต้องอยู่กับความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่รุกรานเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว อย่างนักศึกษาแพทย์หนุ่มผู้เดิมทีไม่คิดจะแยแสต่อการเมือง หรือพยาบาลสาวผู้คอยรักษาและเผชิญการสูญเสียจากการปราบปรามซ้ำไปมา สะท้อนให้เห็นว่า ท้ายที่สุดแล้ว การเมืองนั้นก็คือเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกหย่อมหญ้า และแม้จะพยายามหลีกเลี่ยงหรือเมินเฉยอย่างไร เราก็ไม่อาจหนีพ้นได้ เห็นได้ชัดจากพัฒนาการของตัวละครที่เริ่มจากเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ สู่การเข้าสู่จุดศูนย์กลางของเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น


Snowdrop (2021)
กว่าจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยของเกาหลีดังเช่นทุกวันนี้ แน่นอนว่าไม่มีทางโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่เป็นดอกหยาดหิมะหรือสโนว์ดรอป สัญลักษณ์แห่งความหวังต่างหากที่โผล่มาจากพื้นดินท่ามกลางความหนาวเหน็บ หลังจากการสังหารหมู่กวางจูเมื่อปี 1980 แบบในซีรี่ส์ Youth of May แล้ว เหตุการณ์ทางการเมืองในเกาหลีก็ยังคงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอีกระดับ กระจายตัวอยู่ในพื้นที่หลากหลาย จนนำมาสู่ขบวนการประชาธิปไตยเดือนมิถุนายนในปี 1987 ดังที่ปรากฏในซีรี่ส์ Snowdrop (2021)
เป็นที่ทราบกันดีว่าการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของเกาหลีนั้นมีเหล่านักศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการเคลื่อนไหวในขณะนั้น เช่นเดียวกับเหล่านักศึกษาในซีรี่ส์เรื่องนี้ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องเสรีภาพและต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร แม้จะต้องเผชิญหน้ากับการใช้ความรุนแรงในการปราบปราม ทั้งการจับกุม การใช้กำลัง จนนำไปสู่การสูญเสียที่ตามมามากมาย ทำให้เห็นถึงความเสียสละที่แลกมากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้อันมีชื่อว่า ประชาธิปไตย


The Hate U Give (2018)
แน่นอนว่าเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นไม่ได้ก่อตัวแค่เพียงทางฝั่งเอเชียเท่านั้น เพราะฝั่งฮอลลีวูดก็ได้ส่งภาพยนตร์ The Hate U Give (2018) ที่สร้างจากนวนิยายเรื่องดังในชื่อเดียวกันมาส่งเสียงถึงการลุกขึ้นสู้เพื่อความเท่าเทียมของผู้คนเช่นกัน จากการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยอคติและความไม่ยุติธรรม ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการเคลื่อนไหว Black Lives Matter
จากการเป็นพยานเห็นเพื่อนรักถูกตำรวจผิวขาวยิงเสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรมต่อหน้าต่อตาเพียงเพราะ ‘เป็นชาวผิวดำก็น่าจะทำผิดกฎหมาย’ พาให้ชีวิตของเด็กสาวผิวดำวัยเพียง 16 ปีต้องเผชิญความเจ็บปวด โกรธแค้น และไม่ยุติธรรม จากที่เคยลังเลถึงผลกระทบ ในที่สุดเธอก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของเสียงตนเองและใช้มันเป็นอาวุธลุกขึ้นมา ‘สู้กลับ’ กับการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่และการละเมิดอำนาจของภาครัฐ การใช้ตัวละครที่ทั้งเป็นเด็ก เป็นผู้หญิง และเป็นชาวผิวดำ ยิ่งตอกย้ำถึงการต่อสู้ของคนชายขอบที่ถูกสังคมบีบให้จนตรอกจนความสงบไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป ดังชื่อเรื่องที่ว่า ความเกลียดชังทั้งหลายที่ตัวละครแสดงออก ต่างก็เกิดขึ้นจากความเกลียดชังที่พวกคุณให้มาทั้งนั้น



