PRADA EFFECT คืออะไร? ทำไมถึงสร้างอิทธิพลมาตรฐานความงามให้นางแบบเหมือนกันหมด

หากพูดถึงยุคทองของวงการนางแบบ ภาพของเหล่าซูเปอร์โมเดลในช่วงทศวรรษ 1990s คงเป็นสิ่งแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ไม่ว่าจะเป็น Naomi Campbell, Kate Moss, Christy Turlington, Cindy Crawford หรือ Linda Evangelista ผู้เคยกล่าวประโยคที่กลายเป็นตำนานว่าเธอไม่ตื่นนอนด้วยค่าตัวที่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภาพจำของนางแบบในยุคนั้นเต็มไปด้วยบุคลิก เสน่ห์ และเอกลักษณ์ที่ทำให้แต่ละคนแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงต้นยุค 2000s ภาพของวงการแฟชั่นบนรันเวย์กลับเริ่มเปลี่ยนไป หนึ่งในชื่อที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเมื่อกล่าวถึงจุดเปลี่ยนดังกล่าวคือ Prada แบรนด์แฟชั่นสัญชาติอิตาลีภายใต้วิสัยทัศน์ของ Miuccia Prada ดีไซเนอร์ผู้มีอิทธิพลต่อทิศทางแฟชั่นร่วมสมัยอย่างมาก จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Prada Effect’

จากยุคซูเปอร์โมเดลสู่ภาพจำของนางแบบที่คล้ายคลึงกัน

ในช่วงเวลาที่เหล่าซูเปอร์โมเดลกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลก พวกเธอยังมีอิทธิพลต่อแบรนด์ในฐานะบุคคลที่สามารถสร้างกระแสและดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้ อย่างไรก็ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 2000s ทำให้บทบาทของนางแบบเริ่มเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน Prada เป็นหนึ่งในแฟชั่นเฮาส์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะแนวทางการคัดเลือกนางแบบที่ให้ความสำคัญกับใบหน้าที่มีเอกลักษณ์แปลกตาและไม่จำเป็นต้องเป็นความงามตามแบบฉบับเดิม แต่เมื่อมองภาพรวมของรันเวย์ในช่วงเวลานั้นกลับพบว่านางแบบจำนวนมากมีลักษณะร่วมกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งรูปร่างสูงผอมเพรียว ใบหน้าคมชัด ผิวขาว และบุคลิกที่ดูนิ่งเฉย จนเกิดเป็นภาพจำของนางแบบยุค 2000s ที่หลายคนเรียกว่า Prada Effect แนวคิดเบื้องหลังการนำเสนอภาพของนางแบบในลักษณะดังกล่าว มักถูกอธิบายว่าเป็นการลดบทบาทความเป็นซูเปอร์สตาร์ของตัวนางแบบ เพื่อให้เสื้อผ้าและวิสัยทัศน์ของดีไซเนอร์กลายเป็นจุดสนใจหลักบนรันเวย์ แทนที่ผู้ชมจะจดจำโชว์ผ่านชื่อเสียงหรือบุคลิกของนางแบบเพียงอย่างเดียว

เมื่อ Prada กลายเป็นประตูสู่การแจ้งเกิดของนางแบบรุ่นใหม่

สิ่งที่ทำให้ Prada มีอิทธิพลมากกว่าแฟชั่นเฮาส์ทั่วไป คือสถานะของแบรนด์ในฐานะหนึ่งในเวทีสำคัญที่สามารถเปลี่ยนนางแบบหน้าใหม่ให้กลายเป็นดาวเด่นของวงการได้ การได้รับเลือกให้เดินเปิดหรือปิดโชว์ รวมถึงการได้รับเลือกให้เป็นนางแบบเอ็กซ์คลูซีฟของแบรนด์ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่สามารถต่อยอดไปสู่งานแคมเปญและการจองตัวจากแบรนด์อื่นๆ ได้ หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Sasha Pivovarova นางแบบชาวรัสเซียที่ได้รับเลือกให้เดินโชว์ Prada และ Miu Miu ในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 ก่อนจะได้รับเลือกให้เป็นใบหน้าของแคมเปญ Prada Fall/Winter 2005 ซึ่งถ่ายภาพโดย Steven Meisel และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่แถวหน้าของวงการนางแบบระดับโลก

ขณะที่ Daria Werbowy ก็เป็นอีกหนึ่งชื่อที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การคัดเลือกนางแบบของ Prada โดยเธอได้รับโอกาสเปิดโชว์ Spring/Summer 2004 และต่อยอดไปสู่การทำงานกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมี Suvi Koponen, Karolina Kurkova และ Arizona Muse ที่ต่างมีช่วงเวลาสำคัญในเส้นทางอาชีพผ่านรันเวย์ของ Prada เช่นกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Prada เป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางของการค้นหาใบหน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นอีกด้วย

อีกด้านของ Prada Effect กับคำถามเรื่องมาตรฐานความงาม

แม้การคัดเลือกนางแบบที่มีรูปลักษณ์ไปในทิศทางเดียวกันจะช่วยสร้างภาพจำที่ชัดเจนให้กับแบรนด์ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความหลากหลายของมาตรฐานความงามในอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะเมื่อภาพของนางแบบที่ได้รับเลือกให้เดินบนรันเวย์เริ่มมีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น ก็อาจส่งผลให้ความงามในรูปแบบอื่นๆ ถูกลดพื้นที่ลงไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับนางแบบที่มีรูปร่างผอมสูงและมีอายุค่อนข้างน้อยยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะเรื่องการเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นตั้งแต่อายุยังน้อยและแรงกดดันด้านรูปร่างที่นางแบบต้องเผชิญ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ควรถูกมองว่าเป็นผลจาก Prada เพียงแบรนด์เดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรมแฟชั่น การเติบโตของสื่อดิจิทัล และระบบการคัดเลือกนางแบบที่ต้องรองรับจำนวนโชว์และแคมเปญที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แล้ววันนี้วงการแฟชั่นก้าวข้าม Prada Effect ไปแล้วหรือยัง?

เมื่อมองย้อนกลับมายังวงการแฟชั่นในปัจจุบัน เราจะเห็นความพยายามในการขยายขอบเขตของความงามให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการเปิดพื้นที่ให้กับนางแบบต่างเชื้อชาติ สีผิว รูปร่าง และช่วงวัย โดยมีนางแบบอย่าง Adut Akech, Imaan Hammam และ Paloma Elsesser เป็นหนึ่งในตัวแทนของความงามที่ไม่ได้จำกัดอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวอีกต่อไป แม้แต่ Prada เองก็มีพัฒนาการด้านการคัดเลือกนางแบบให้หลากหลายมากขึ้นเช่นกัน โดยในโชว์ Fall/Winter 2018 แบรนด์เลือก Anok Yai นางแบบชาวซูดาน-อเมริกันให้เป็นผู้เปิดโชว์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของการนำเสนอความหลากหลายบนรันเวย์ของแบรนด์ แต่หากถามว่า Prada Effect กลายเป็นเรื่องในอดีตไปแล้วหรือไม่ คำตอบอาจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะแม้วงการแฟชั่นจะเปิดรับความแตกต่างมากขึ้น แต่การกำหนดมาตรฐานความงามก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย

Latest Posts

Don't Miss