จาก Shine, อรุณรุ่ง สู่ แสงดาว แสงศรัทธา เมื่อซีรี่ส์วายกลายมาเป็นพื้นที่สนทนาทางการเมือง

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมซีรี่ส์วายอย่างแท้จริง การันตีด้วยจำนวนซีรี่ส์วายที่ถูกผลิตออกมาอย่างไม่ขาดสาย ข้อดีหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ มีหลากหลายพล็อตเหลือเกินให้ผู้บริโภคอย่างเราได้เลือกเสพตามความชอบ ตั้งแต่แนวโรแมนติกหวานใส ลุ้นระทึกไปกับแนวสอบสวน ชวนขนลุกด้วยแนวลี้ลับ หรือแม้กระทั่งปวดตับกับแนวย้อนยุค และก็เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เมื่อซีรี่ส์การเมืองเรื่องเด่นทั้งสามเรื่องกำลังออกอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Shine นำโดย มาย-อาโป ที่เข้าสตรีมมิ่ง Netflix ให้หลายคนได้รับชม พร้อมกับ อรุณรุ่ง ที่ อิน-องศา เสิร์ฟความเข้มข้นตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ เคียงคู่มากับ แสงดาว แสงศรัทธา ที่ได้ บาส-หลงชาน มาถ่ายทอด

ความบังเอิญอีกอย่างที่อดพูดถึงไม่ได้ คือซีรี่ส์ทั้ง 3 เรื่อง ล้วนตั้งชื่อโดยเชื่อมโยงกับ ‘แสง’ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแสงที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นแสงจันทร์ที่ส่องสว่างไม่ทั่วพื้นดินใน Shine, แสงแรกจากดวงอาทิตย์ของวันแห่งการเปลี่ยนแปลงใน อรุณรุ่ง หรือแม้แต่ แสงดาวที่นำทางในป่าที่แรงกล้าไม่แพ้แสงศรัทธา ใน แสงดาว แสงศรัทธา แต่ไม่ว่าจะเป็นแสงอะไร สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนเรื่องราวในซีรี่ส์ได้เป็นอย่างดีว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองล้วนเป็นดั่งแสงแห่งความหวังที่คนไทยในยุคสมัยนั้นต้องการ และซีรี่ส์เหล่านี้ก็กำลังทำหน้าที่ปลุกความหวังเหล่านั้นให้กลับมาโชติช่วงในใจผู้ชมอย่างเราอีกครั้ง เพราะในคราวนี้ ซีรี่ส์วายได้ทำหน้าที่กระดานสนทนา, กระบอกเสียง และกระจกทางการเมืองอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

‘กระดานสนทนา‘ ที่หยิบประวัติศาสตร์มาพูดคุยอีกครั้ง

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อมีการผลิตซีรี่ส์ที่นำเสนอเรื่องราวการเมือง คือ ประวัติศาสตร์ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านเส้นเรื่องในซีรี่ส์ ไล่มาตั้งแต่ใน อรุณรุ่ง กับยุคเปลี่ยนผ่านการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งพาเราไปสำรวจปฏิบัติการของเหล่าคณะราษฎร กับความรักระหว่างท่านชายสายเลือดเจ้าและสามัญชนที่ถูกศักดินาขีดเส้นคั่นเอาไว้ และหนทางซึ่งเปี่ยมด้วยขวากหนาม กว่าที่อำนาจจะได้ตกมาอยู่ในมือของประชาชน

และเส้นทางประชาธิปไตยก็ใช่จะสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น การต่อสู้ยังคงดำรงอยู่ดังที่ได้ชมกันในซีรี่ส์ Shine ซึ่งย้อนไปยังยุคสงครามเย็น ช่วง พ.ศ.2512 เมื่อประเทศภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์ให้ดูรุ่งโรจน์ โดยลืมคำนึงว่าทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลังบ้าง นำมาสู่การเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพและปรับโครงสร้างอันบิดเบี้ยว ผ่านเลนส์ของตัวละครหลากสถานะที่ยืนอยู่คนละฟากของอุดมการณ์

เหตุการณ์เหล่านั้นก็ได้ต่อเนื่องมาสู่ในซีรี่ส์ แสงดาว แสงศรัทธา หลังโศกนาฏกรรมทางการเมืองอันเลื่องลืออย่าง 6 ตุลาคม 2519 เมื่อการปราบปรามนักศึกษาได้กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตพวกเขาจนสิ้นเนื้อประดาตัว คนรุ่นใหม่ผู้เปี่ยมอุดมการณ์จึงหันเท้าเข้าป่าและแสวงหาพื้นที่ปลอดภัยร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตลอดทั้งเรื่อง เราได้ร่วมสัมผัสกับบาดแผลและผลกระทบที่เกิดจากความรุนแรงทางการเมืองที่เกินมนุษยธรรม ความสูญเสียทั้งในเชิงสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพร่างกาย ลุกลามไปถึงจิตใจ จนแม้แต่เสรีภาพในการรักใครสักคนก็ยังดูจะริบหรี่

และนอกจากตัวซีรี่ส์จะหยิบเอาเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองเหล่านั้นกลับมาพูดถึงอีกครั้งแล้ว การที่ซีรี่ส์วายเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนหมู่มากอย่างไร้พรมแดน ไม่ว่าจะทั้งในหรือนอกประเทศนั้น ยังทำให้เกิดบทสนทนาต่อยอด หลังจากรับชมซีรี่ส์เหล่านี้ก็เห็นได้ชัดว่ามีผู้ชมไม่น้อยลุกขึ้นมาปัดเป่าตำราและหันมาศึกษาที่มาที่ไปของเหตุการณ์นั้นๆ เกิดการวิเคราะห์เปรียบเทียบ เมื่อเรื่องราวในซีรี่ส์เป็นเช่นนี้ แล้วไทม์ไลน์ของจริงเป็นอย่างไร บทเรียนในอดีตที่ถูกขีดเขียนไว้ก็ถูกตีความใหม่อีกครั้งผ่านสายตาของคนในยุคปัจจุบัน นับเป็นเครื่องยืนยันว่าอุดมการณ์ของเหล่านักสู้ในยุคนั้นจะไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา

’กระบอกเสียง‘ แทนทุกฝ่าย ว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็น อรุณรุ่ง, Shine หรือแม้แต่ แสงดาว แสงศรัทธา ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ประโยชน์จากการมีตัวละครที่มากมายในการนำเสนอมุมมองของกลุ่มคนหลากหลายที่ยืนอยู่คนละฝั่งท่ามกลางความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาและสามัญชนผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ เป็นนายทหารที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง เป็นฮิปปี้ที่ไม่ใคร่ฝักใฝ่ปัญหา เป็นปัญญาชนผู้ถือครองพริวิเลจเหนือใคร หรือเป็นผู้สืบเชื้อสายเจ้าที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้ ในเหตุการณ์เดียวกันจึงถูกถ่ายทอดออกมาผ่านหลากหลายด้าน ให้ผู้ชมอย่างเราได้เห็นถึงความคิดที่แตกต่างของแต่ละฝ่าย ทั้งพื้นเพที่นำมาสู่แนวคิดเหล่านั้น และขับเคลื่อนไปสู่การกระทำที่มีผลต่อประวัติศาสตร์ เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ลุกขึ้นสู้ เมินเฉย หรือกุมอำนาจ ก็ล้วนแล้วแต่ร่วมขีดเขียนทิศทางประเทศทั้งสิ้น

และ ‘ความรัก’ ก็ได้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกใช้ในการขยี้ปมให้เข้มข้นและเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อตัวแปรของความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงสองหัวใจอีกต่อไป แต่ยังมีอุปสรรคอย่าง ลำดับศักดิ์ ความเหลื่อมล้ำ และ ความรุนแรง ที่บีบให้เราไม่อาจนิ่งเฉยได้ ไม่ว่าคุณจะฝักใฝ่อยู่ในฝ่ายใด รักของคุณก็ไม่มีทางดำเนินไปอย่างราบรื่น หากสังคมภายนอกยังลุกเป็นไฟ ต่อให้เลือกจะนิ่งดูดายแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้น ‘ความเปลี่ยนแปลง’ จึงกลายมาเป็นปลายทางสำคัญที่ตัวละครลุกขึ้นมาเรียกร้องให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับผู้คนอีกมากมายที่ลุกขึ้นสู้ในยุคนั้น ยิ่งยืนยันกับเราได้อย่างดีว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน โดยแท้จริง

’กระจกใบใหญ่‘ ที่สะท้อนบทเรียนให้เห็นถึงปัจจุบัน

ดูละครแล้วย้อนดูตัว คือสำนวนที่ยังคงใช้ได้เสมอ เช่นเดียวกับในครั้งนี้ จริงอยู่ที่เราไม่ได้อยู่ในยุคปฏิวัติสยาม สงครามเย็น หรือเหตุการณ์ 6 ตุลา ทว่าการได้กลับมาขุดคุ้ยเรื่องราวในประวัติศาสตร์เหล่านั้นก็ได้เห็นถึงผลพวงจากช่วงเวลาดังกล่าวที่ยังสืบเนื่องมายังปัจจุบันราวกับอิฐแต่ละก้อน โจทย์ทางการเมือง ค่านิยม และแรงกดทับทั้งหลายยังคงอยู่แม้คนละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามถึงความเสมอภาคและอำนาจที่แท้จริง เพราะช่องว่างระหว่างชนชั้นและเสรีภาพขั้นพื้นฐานก็ยังคงอยู่ โดยเปลี่ยนรูปไปตามลำดับขั้นทางสังคม เช่นเดียวกับระบบทุนนิยมและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจ ซึ่งแม้แต่คนรุ่นใหม่เองก็ไขว่คว้าที่จะมีโอกาสทางสังคม สวัสดิการ และชีวิตที่ดีกว่า ในขณะที่ การได้เห็นบาดแผลในอดีตก็เป็นการสะกิดการตื่นรู้ทางการเมืองด้วยเช่นกัน เมื่อผู้คนในยุคนี้เริ่ม ‘ถูกทำให้สิ้นหวัง’ หรือเฉยชาต่อการพยายามเปลี่ยนแปลง การได้เห็นตัวละครในอดีตพยายามประคองชีวิตและต่อสู้เพื่อความรักก็ถือเป็นการปลุกเชื้อเพลิงในใจไม่ใช่น้อย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ซีรี่ส์วายการเมืองที่เราหยิบมาพูดถึงทั้งสามเรื่องนั้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจำลองภาพในอดีต หากแต่ยังทำหน้าที่เป็นกระดานสร้างบทสนทนา เป็นกระบอกเสียงแทนผู้คนหลากหลายฝ่าย และเป็นกระจกสะท้อนให้เราย้อนมองปัจจุบัน ชวนตั้งคำถามถึงโครงสร้างที่ยังกดทับเราไว้ จุดประกายความหวังในวันใหม่ และย้ำเตือนว่าเสรีภาพกับความรักเป็นสิ่งที่ไม่เคยแยกกันไปไหน ลองจินตนาการดูสิว่า ตัวละครที่เรารักจะรู้สึกอย่างไรหากได้มาเห็นประเทศไทยในยุคปัจจุบัน และจะดีกว่าไหม หากการต่อสู้ของพวกเขานั้นไม่สูญเปล่าไป

Latest Posts

Don't Miss