ทำความเข้าใจเทรนด์การเสริมปราการผิว (Skin Barrier) ใน 5 ข้อ ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง หรือ ก่อกวนสมดุลผิวกันแน่?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ‘Skin Barrier’ หรือ ‘ปราการผิว’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลายๆ คนต่างได้รับข้อมูลมาว่า การเสริม Skin Barrier คือกุญแจสำคัญของการมีผิวแข็งแรงสุขภาพดี แต่แน่ใจหรือไม่ว่าสิ่งที่คุณกำลังทำนั้นเป็นการฟื้นฟูปราการผิวจริงๆ หรืออาจเผลอทำลายสมดุลผิวไปโดยไม่รู้ตัว จนกลับทำให้ปราการผิวอ่อนแอลงมากกว่าจะทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นเสียมากกว่า

#1 Skin Barrier Trend: Everyone’s Talking

การเสริมปราการผิว (Skin Barrier)

ในทุกวันนี้ที่เรื่องของการบำรุงผิวและสกินแคร์นั้นได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ด้วยทั้งข้อมูลที่เข้าถึงง่ายและมีให้ศึกษามากขึ้น หรือจะเป็นการใส่ใจตัวเองของแต่ละบุคคลที่มีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราจึงได้เห็นเทรนด์ของการดูแลผิวมากมายเกิดขึ้นและให้เราทดลองอยู่เรื่อยๆ และสำหรับในตอนนี้ หนึ่งสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือเทรนด์ในการดูแลและฟื้นฟู ‘ปราการผิว’ หรือ ‘Skin Barrier’ โดยเทรนด์นี้เกิดขึ้นจากสภาพเเวดล้อมที่รุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศหรือมลภาวะ รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่สุดเหวี่ยง การพักผ่อนน้อย ซึ่งต่างเป็นปัจจัยที่มาทำร้ายความแข็งแรงของปราการผิวอย่างต่อเนื่อง

#2 Skin Barrier 101

การเสริมปราการผิว (Skin Barrier)

ปราการผิว หรือ Skin Barrier หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ‘Stratum Corneum’ นั้น คือส่วนที่อยู่ด้านนอกสุดของผิวชั้นหนังกำพร้า หรือ Epidermis เป็นด่านแรกของผิวหน้าที่สัมผัสกับสภาวะแวดล้อมด้านนอกร่างกาย ตรงตัวตามชื่อ องค์ประกอบของผิวนี้ถือเป็นปราการที่ช่วยปกป้องผิวจากปัจจัยรบกวนภายนอก ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศ มลภาวะ หรือแสงแดด คอยป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสู่เซลล์ผิวด้านใน และยังมีหน้าที่ป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื่นของผิวในองค์รวม ซึ่งความชุ่มชื่นนั้นเป็นองค์ประกอบหลักในการหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ดังนั้นเมื่อปราการผิวอ่อนแอลง ก็เหมือนกับเมืองที่กำแพงเมืองถูกทำลายหรือไม่แข็งแรงมากพอ ปัจจัยก่อกวนเซลล์ผิวจากภายนอกนั้นก็จะเข้ามารบกวนการทำงานของเซลล์ผิวได้อย่างง่ายดาย สิ่งสกปรกจากภายนอกจะทำลายสมดุลในการทำงานของเซลล์ผิว จนทำให้เกิดการอักเสบของผิวในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเป็นสิว อาการแพ้ ผิวเกิดผื่นแดง อาการคัน หรือรุนแรงมากกว่านั้นในแต่ละบุคคล การดูแลรักษาปราการผิวให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงส่งผลให้คุณมีสุขภาพผิวที่ดีอยู่ตลอดเวลา

การเสียความแข็งแรงของผิวนั้นเกิดจากหลายปัจจัยตามที่เราได้กล่าวไป โดยเราขอเเบ่งเป็นสองประเภทหลักๆ ประเภทแรกเป็นการเสียความแข็งแรงจากปัจจัยภายนอก ตั้งแต่สภาวะอากาศที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นร้อนจัดหรือเย็นจัด หรือการเดินทางบนเครื่องบินบ่อยๆ ก็ทำให้ผิวเสียสมดุลได้ หรือจะเป็นมลภาวะที่สามารถกองตัวอยู่บนผิวและทำความสะอาดออกได้ไม่ดีเท่าที่ควร และที่หลายๆ คนคิดไม่ถึงคือการเลือกใช้สกินแคร์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรงหรือใช้ถี่จนเกิดการเสียสมดุลในการทำงานของผิวได้ ส่วนประเภทที่สองเป็นการเสียความแข็งแรงจากปัจจัยภายใน ทั้งสภาพผิวที่มีมาตั้งแต่กำเนิด อย่างเช่นสภาพผิวแห้ง หรือสภาพผิวที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ซึ่งทำให้เรามีผิวที่อ่อนแอลงหากดูแลได้ไม่ดีพอ รวมไปถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ก็ทำให้กระบวนการซ่อมเเซมภายในของผิวทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

#3 Who Needs Barrier-Repair?

การเสริมปราการผิว (Skin Barrier)

ตามจริงแล้วเราทุกคนควรมีสกินแคร์ที่ช่วยในการสร้างความแข็งแรงให้กับปราการผิวไว้สักหนึ่งหรือสองตัวในกิจวัตรการบำรุงผิวในแต่ละวัน แต่ถ้าหากคุณเข้าข่ายกับสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้านั้น คุณก็ควรเริ่มหาตัวช่วยมาบำรุงและฟื้นฟูปราการผิวของคุณให้แข็งแรงขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยสังเกตส่วนผสมง่ายๆ อย่างไนอาซินาไมด์, เซราไมด์, เปปไทด์, สควาเลน หรือ กลีเซอรีนจากธรรมชาติ เหล่านี้เป็นส่วนผสมเบื้องต้นที่จะช่วยสร้างการยึดเหนี่ยวกันของเซลล์ผิว และทำให้โครงสร้างของปราการผิวนั้นกลับมาสมบูรณ์และแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้แล้วการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ดีและเหมาะกับสภาพผิวของคุณก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของการเสริมความแข็งแรงให้กับปราการผิวได้เช่นกัน

#4 Overdoing Barrier-Repair

การเสริมปราการผิว (Skin Barrier)

แต่เมื่อไม่นานมานี้ หลายๆ คนอาจจะทำตามเทรนด์นี้อย่างตั้งใจมากเกินไปเสียหน่อย ด้วยการใช้สกินแคร์ที่ช่วยบำรุงปราการผิวมากจนเกินไป จากที่จะได้ซ่อมแซมความแข็งแรง กลับไปก่อกวนความสมดุลในการทำงานของผิว จนเกิดอาการระคายเคืองขึ้นได้ โดยเมื่อหลายๆ คนรับรู้และเข้าใจความสำคัญของปราการผิวแล้วนั้น ก็อาจจะเริ่มเลือกใช้สกินแคร์มาเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูปราการผิวแบบจัดเต็ม จนบางครั้งอาจจะล้นหรือมากเกินไปจนไปก่อกวนสมดุลการทำงานของผิวได้ ส่วนผสมบางอย่าง หากมีมากเกินไปนั้นก็ก่อให้เกิดการอักเสบภายในผิวได้ อาทิ ไนอาซินาไมด์ หากใช้ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงเกิน 5% ก็สามารถทำให้เกิดการอักเสบของผิวได้ การลงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับปราการผิวทีละหลายๆ ขั้นตอน เช่น โทนเนอร์เนื้อน้ำนม เซรั่มเพิ่มความชุ่มชื่น หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อหนา แทนที่จะช่วยเสริมความแข็งแรง กลับกลายเป็นว่าสารบำรุงนั้นล้นจนเกินไป จนไปก่อกวนสมดุลในการทำงานของผิว และทำให้เกิดปัญหาภายในผิวในที่สุด

#5 Back to Balanced Skin

การเสริมปราการผิว (Skin Barrier)

แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้วนั้น ทุกอย่างก็ต่างกลับมาที่หัวใจหลักของการบำรุงผิว นั่นก็คือการสร้างความสมดุลให้กับการทำงานของผิว เราอยากให้คุณคิดไว้เสมอว่าหัวใจหลักของการใช้สกินแคร์มาบำรุงผิวนั้น คือการเสริมสร้าง ป้องกัน และรักษาสมดุล ในกิจวัตรการบำรุงผิวของเรา เราเลือกใช้สกินแคร์มาเสริมสร้างสิ่งที่ผิวขาดไปอย่างเรื่องของความชุ่มชื่น ความกระจ่างใส หรือความยืดหยุนและความกระชับ เราเลือกใช้สกินแคร์อีกส่วนเพื่อมาป้องกันสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผิว ทั้งป้องกันการเกิดอาการระคายเคืองในผิว ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้ อาการคัน หรือสิวฝ้า รวมไปถึงป้องกันความร่วงโรยก่อนวัย และสุดท้าย เราเลือกใช้สกินแคร์อีกส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความสมดุลในการทำงานของผิวในองค์รวม เพราะฉะนั้นแล้วการใช้สกินแคร์นั้นไม่จำเป็นต้องมากับขั้นตอนที่มากมายหรือซับซ้อน แค่เพียงหาตัวช่วยที่เหมาะกับสภาพผิวของเราแต่ละคน ในแต่ละช่วงเวลา ก็ถือว่าเป็นการบำรุงผิวที่สมบูรณ์แล้ว

Latest Posts

Don't Miss