130 หลังจาก Georges Vuitton ออกแบบลวดลาย Monogram ขึ้นเพื่อปกป้องงานของครอบครัวจากการถูกลอกเลียนแบบ สัญลักษณ์ที่เริ่มต้นจากความจำเป็นได้กลายเป็นหนึ่งในรหัสทางวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุดของโลกแฟชั่น จากลายสิ่งทอบนหีบเดินทางในปลายศตวรรษที่ 19 สู่ผืนแคนวาสที่เคลื่อนไปพร้อมการเดินทางของผู้คนข้ามยุคสมัย Monogram ไม่เคยหยุดเปลี่ยน แต่ไม่เคยทิ้งตัวตน ในวาระครบรอบ 130 ปี Louis Vuitton ไม่ได้เลือกย้อนอดีตด้วยความโหยหา หากเลือกเล่าเรื่องของเวลา ความทรงจำ และการเดินทางผ่านสามคอลเล็กชั่นพิเศษ Monogram Origine, VVN และ Time Trunk ที่ถ่ายทอดรากเหง้า งานช่าง และจิตวิญญาณของเมซง ในสามมิติที่แตกต่าง


Monogram Origine
ก่อนที่โลกแฟชั่นจะรู้จักคำว่า personalization ในฐานะกลยุทธ์ทางการตลาด Monogram ของ Louis Vuitton เคยถือกำเนิดขึ้นในฐานะ ‘ลายเซ็น’ อย่างแท้จริง ลายที่บอกว่าใบนี้เป็นของใคร และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใคร Monogram Origine ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนกลับไปใช้ลวดลายดั้งเดิมของปี 1896 แต่คือการขุดเอาแนวคิดเรื่อง ‘ความเป็นเจ้าของ’ กลับมาวางไว้ใจกลางของความหรูหราอีกครั้ง แรงบันดาลใจจากปกสมุดทะเบียนลูกค้าในปี 1908 ซึ่งระบุหมายเลขกุญแจและเจ้าของแต่ละราย ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์ หากแต่สะท้อนยุคสมัยที่ของหรูไม่ใช่สินค้ามวลชน แต่เป็นวัตถุที่ผูกโยงกับตัวตนของผู้ครอบครอง





การเลือกใช้ผ้าใบผสมลินินและคอตตอน ทำให้ Monogram Origine กลับไปมีพื้นผิวแบบงานสิ่งทอ ไม่ใช่ผิวเรียบของอุตสาหกรรม ลาย Monogram ถูกนำเสนอผ่านเฉดสี Ebène และพาสเทลที่ตั้งชื่อตามภาษาของ Louis Vuitton เอง Lin, Vert Asnières, Rose Ruban, Bleu Courrier สีที่ไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘สะดุดตา’ แต่เพื่อสร้างอารมณ์ของความทรงจำ แม้แต่แท็กกระเป๋าที่ทำหน้าที่เป็นการ์ดโฮลเดอร์ก็ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่ถูกปั๊มลายจากลายเซ็นลายมือของ Louis Vuitton ที่ดึงมาจากสิทธิบัตรหีบเดินทางปี 1867 เป็นการย้ำว่า Monogram ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อซ่อนชื่อ แต่เพื่อยืนยันตัวตน Monogram Origine จึงไม่ใช่ nostalgia แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการตั้งคำถามกลับไปยังแฟชั่นร่วมสมัยว่า ในวันที่ทุกอย่างถูกผลิตซ้ำ ความหรูหราจะยังมีความหมายได้หรือไม่ หากมันไม่สามารถ ‘ระบุว่าเป็นของใคร’








VVN Collection
ในขณะที่โลกแฟชั่นร่วมสมัยหมกมุ่นอยู่กับวัสดุใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และการผลิตที่รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ VVN Collection ของ Louis Vuitton กลับเลือกจะนิ่ง และปล่อยให้เวลาเป็นผู้ร่วมออกแบบ Vache Végétale Naturelle หรือหนังวัวฟอกฝาดธรรมชาติ คือวัสดุที่ Louis Vuitton ใช้มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หนังชนิดนี้ไม่ถูกเคลือบ ไม่ถูกเร่งสี และไม่ถูกปกปิดร่องรอยของตัวมันเอง ความงามของ VVN ไม่ได้อยู่ที่วันแรกที่ซื้อ แต่เกิดขึ้นหลังจากผ่านการใช้งาน ผ่านแสงแดด เหงื่อ มือ และการเดินทาง




VVN Collection นำซิลูเอตไอคอนของแบรนด์กลับมาในรูปแบบที่ซอฟต์และบริสุทธิ์ที่สุด Monogram ถูกวางไว้บนวัสดุที่เปลี่ยนแปลงได้จริง ไม่ใช่เชิงกราฟิก แต่เชิงกายภาพ สีของกระเป๋าจะเข้มขึ้น รอยพับจะปรากฏ และ patina จะก่อตัวขึ้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเจ้าของแต่ละคน ในโลกที่ของหรูจำนวนมากถูกออกแบบมาให้ ‘เหมือนเดิมตลอดไป’ VVN กลับยอมรับความจริงว่าความงามเกิดจากการเปลี่ยนแปลง และการที่กระเป๋าหนึ่งใบไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คือหลักฐานของการมีชีวิต VVN จึงไม่ใช่คอลเล็กชันที่ทุกคนจะเข้าใจในทันที แต่มันคือบทพิสูจน์ว่าของหรูที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากราคาหรือโลโก้ แต่วัดจากระยะเวลาที่มันอยู่กับเรา และสิ่งที่มันบันทึกไว้ระหว่างทาง




Time Trunk
Time Trunk คือคอลเล็กชั่นที่ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ของ Louis Vuitton เอง ไม่ใช่ด้วยการอนุรักษ์ แต่ด้วยการแปรรูปแรงบันดาลใจจากหีบเดินทางแข็งของแบรนด์ ซึ่งเคยเป็นหัวใจของ Maison มาตั้งแต่ปี 1854 ถูกถอดรหัสใหม่ผ่านเทคนิค trompe-l’œil ที่ทำให้พื้นผิวผ้าใบดูเหมือนโลหะ หมุด มุมหีบ และงาน marquetry แบบดั้งเดิม ทุกองค์ประกอบถูกถ่ายภาพจากหีบจริงในคลังเก็บ ก่อนนำมาพิมพ์ด้วยความละเอียดสูงบนผ้าใบ





Speedy, Noé และ Alma ในคอลเล็กชั่นนี้จึงไม่ใช่ ‘กระเป๋าที่ได้แรงบันดาลใจจากหีบ’ แต่คือการพกพาภาพจำของประวัติศาสตร์ในรูปแบบใหม่ มันเป็นการทำให้สิ่งที่เคยหนัก แข็ง และนิ่ง กลายเป็นวัตถุที่เบา คล่องตัว และร่วมสมัย รายละเอียดอย่างตัวอักษรย่อของแต่ละรุ่นที่ซ่อนอยู่ในลายพิมพ์ หรือแท็กหนังที่ระบุชื่อและปีที่ออกแบบ ไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์ แต่ทำหน้าที่เหมือน footnote ของงานศิลปะ บอกที่มาโดยไม่รบกวนการรับรู Time Trunk จึงไม่ใช่ nostalgia แต่เป็นการทำให้ประวัติศาสตร์ ‘เคลื่อนไหว’ อีกครั้ง และยืนยันว่ามรดกทางแฟชั่นจะยังมีชีวิตได้ ก็ต่อเมื่อมันกล้าที่จะถูกตีความใหม่



