ในช่วงเวลาที่แสงแดดเริ่มอ่อนลง และท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นเฉดสีอุ่นๆ การนัดเจอใครสักคนในปี 2026 ไม่ได้เริ่มต้นที่คำถามว่า “ไปไหนดี” แต่กลายเป็นว่า “อยากใช้ช่วงเวลานี้แบบไหนมากกว่า” เพราะ sunset ในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่ภาพวิว แต่เป็นประสบการณ์ที่ถูกออกแบบมาแล้ว ทั้งเสียงเพลง แสงไฟ รสชาติของอาหาร ไปจนถึงมู้ดของสถานที่ วันนี้แอลจึงได้คัดเลือก 3 รูฟท็อปบาร์ 3 สไตล์จาก 3 เดสทิเนชั่น จาก รูฟท็อปริมทะเลพัทยา สู่ skyline ของกรุงเทพฯ และปลายทางที่ทะเลอันดามัน
Torien Rooftop and Bar, Pattaya

เรามาเริ่มต้นกันที่ Torien Rooftop and Bar บนชั้น 15 และ 16 ของ Pattaya Marriott พื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นสองเลเยอร์ของประสบการณ์ โซน indoor ที่เน้นความอบอุ่นด้วยวัสดุไม้และแสงนุ่มนวลสำหรับการนั่งทานอาหารแบบสบายๆ และชั้นบนแบบ alfresco deck ที่เปิดรับลมทะเลและวิวพระอาทิตย์ตกแบบเต็มสายตา โดยรายละเอียดเล็กๆ อย่างโคมไฟ chochin เสียงดนตรีสไตล์ญี่ปุ่น และกลิ่นจากเตาถ่าน ล้วนช่วยสร้างบรรยากาศที่พาให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในตรอกเล็กๆ ของโตเกียว แต่มีฉากหลังเป็นทะเลของพัทยา



เมนูของที่นี่เริ่มต้นจากแนวคิดของ seasonality และการแบ่งปัน ตั้งแต่ skewers ย่างถ่าน ซาชิมิหั่นสด ไปจนถึงเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Wagyu Katsu Sando ที่เพิ่มมิติด้วยซอสโฮมเมดและคาเวียร์ ขณะที่บาร์นำเสนอ Japanese whisky, sake และ cocktail ที่ออกแบบมาให้ดื่มง่ายในช่วง sunset ก่อนจะต่อเนื่องไปสู่ค่ำคืน อีกหนึ่งรายละเอียดที่ทำให้ Torien แตกต่างคือการเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสดจากชุมชนประมง หรือวัตถุดิบจากฟาร์มใกล้เคียง ซึ่งช่วยเชื่อมโยง experience ของ izakaya เข้ากับบริบทของพื้นที่ได้อย่างแนบเนียน
ELLE Says:
มาถึงก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 30 นาที เพื่อสัมผัสทั้งช่วง golden hour บน deck ด้านบน และบรรยากาศ izakaya ที่ค่อยๆ คึกคักขึ้นเมื่อค่ำคืนเริ่มต้น
The Norm, Bangkok


The Norm บาร์สุดหรูแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพที่ตั้งอยู่บนชั้น 42 ของ Dusit Central Park พื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตรถูกออกแบบให้เป็นมากกว่า rooftop bar แต่เป็น social club ที่ทุกองค์ประกอบเริ่มต้นจาก ‘เฟอร์นิเจอร์’ ไม่ใช่สถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็น เก้าอี้ไอคอนิกอย่าง Egg™ และ Swan™ จาก Fritz Hansen ถูกวางกระจายอยู่ทั่วพื้นที่กว่า 100 ชิ้น ที่เชื้อเชิญให้คนอยากนั่งนานขึ้น พูดคุยนานขึ้น และรู้สึกสบายขึ้นโดยธรรมชาติ
พื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นหลายโซนอย่างมีจังหวะ ตั้งแต่ main hall ที่เปิดรับแสงและผู้คน ไปจนถึงมุมอย่าง The Egg Bar ที่ให้ความรู้สึก intimate โดยไม่ต้องปิดกั้น หรือแม้แต่ Whispering Room ที่ลดระดับเสียงและมู้ดให้เหมาะกับบทสนทนาที่ลึกขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ The Norm ไม่ได้รีบโชว์วิวทันที แต่ค่อยๆ พาคุณเข้าสู่ experience ผ่านแสง วัสดุ และสเกลของพื้นที่ ก่อนจะเผย skyline ของกรุงเทพฯ ในจังหวะที่พอดี
ELLE Says:
เริ่มต้นที่โซนเปิดรับแสงช่วง early evening แล้วค่อยย้ายเข้าโซนที่ intimate มากขึ้นเมื่อค่ำลง The Norm ถูกออกแบบมาให้ เปลี่ยนมู้ดไปพร้อมเวลา
AKOYA Star Lounge, Phuket

ปิดท้ายกันที่ AKOYA Star Lounge ที่ซ่อนตัวอยู่บนเนินเขาของ V Villas Phuket และเปิดมุมมองออกสู่ทะเลอันดามันแบบไร้สิ่งบดบัง ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่รูฟท็อปแต่เป็นเหมือนพื้นที่ที่ถูกออกแบบเหมือนเวทีชมพระอาทิตย์ตกที่ทุกที่นั่งถูกออกแบบให้หันเข้าหาเส้นขอบฟ้า โดยมุมซิกเนเจอร์ของที่นี่คือ ‘bird’s nest seating’ ที่โอบล้อมผู้เข้าพักเหมือน cocoon ส่วนตัว สร้างทั้งความเป็นส่วนตัวและมุมมองแบบ panoramic ในเวลาเดียวกัน เป็นการออกแบบที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกด้านล่าง



ประสบการณ์ที่ AKOYA ถูกวางจังหวะไว้อย่างชัดเจนในรูปแบบ from sunset cocktails ไปจนถึง stargazing หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เครื่องดื่มเน้นความสดชื่น ดื่มง่าย และเข้ากับบรรยากาศของลมทะเลมากกว่าความซับซ้อน
ELLESays:
จอง bird’s nest ล่วงหน้า และเลือกเวลาที่แสงยังไม่หมด ช่วงพลบค่ำหลังพระอาทิตย์ตกคือโมเมนต์ที่สวยที่สุดของที่นี่

